ชุมชนเพิ่มสินร่วมใจตั้งอยู่ริมคลองสอง เขตสายไหม ซึ่งเป็นลำคลองเดียวกับคลองลาดพร้าว-คลองบางบัว ที่ทางรัฐบาลมอบหมายให้ กทม.สร้างเขื่อนคอนกรีตความยาวรวมทั้งหมดประมาณ 24 กิโลเมตร ใช้งบประมาณกว่า 2,400 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการรุกล้ำลำคลองทำให้กีดขวางทางเดินของน้ำ อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ เนื่องจากคูคลองต่างๆ ระบายน้ำไม่ทัน ซึ่งตามแผนการ กทม.จะเริ่มงานก่อสร้างภายในเดือนตุลาคม 2558 นี้ทำให้ชุมชนต่างๆ ต้องรีบขยับหรือรื้อถอนบ้านเรือน
ชุมชนเพิ่มสินร่วมใจเป็นชุมชนริมคลองที่เก่าแก่แห่งหนึ่ง ชาวบ้านรุ่นแรกเข้ามาบุกเบิกที่อยู่อาศัยเมื่อประมาณ 70 ปีที่ผ่านมา มีอาชีพทำนา สมัยก่อนยังไม่มีถนน (พหลโยธิน 54/1) เลียบคลอง ชาวบ้านจะพายเรือไปค้าขายที่ตลาดสะพานใหม่ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร ต่อมาในช่วงก่อนปี 2530 ชุมชนเริ่มหนาแน่นขึ้น มีบ้านเรือนปลูกใหม่กระจายไปตามแนวลำคลอง ปัจจุบันมีบ้านเรือนทั้งหมด 77 หลัง (รวมบ้าน 17 หลังในชุมชนเพิ่มสินถมยาที่อยู่ติดกัน) ส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้ บางส่วนก่อสร้างด้วยปูน จำนวนชาวบ้าน 271 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ข้าราชการ ค้าขาย และพนักงานบริษัท
“ก่อนหน้านั้นเราไม่เคยทำอะไรกันเลย ต่างคนต่างอยู่ แต่พอเจ้าหน้าที่มาแนะนำพวกเราก็สนใจ เพราะมันมีข่าวออกมาตลอดว่าจะมีการสร้างเขื่อน ชาวบ้านจะถูกไล่ ถ้าเรารวมกลุ่มกันเราก็จะอยู่ที่เดิมได้ จึงร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมา” ทักษิณา จรัญญา แกนนำชุมชนเล่าเรื่องการตั้งกลุ่มฯ
กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนเพิ่มสินร่วมใจก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายน 2557 มีสมาชิกเริ่มต้น 65 ราย กำหนดให้สมาชิกออมเป็นเดือน เดือนละ 100 บาท ต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกันจึงให้สมาชิกออมสวัสดิการเดือนละ 30 บาท มีสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิก เช่น คลอดบุตรช่วยรายละ 500 บาท เสียชีวิตช่วย 1,000 บาท มีสมาชิกสวัสดิการจำนวน 36 คน นอกจากนี้ยังมีการระดมหุ้นเพื่อเตรียมจัดตั้งสหกรณ์เคหสถานขึ้นมา โดยให้สมาชิกถือหุ้นๆ ละ 10 บาท และออมเป็นรายเดือน เดือนละ 100 บาท
ส่วนกระบวนการจัดทำโครงการบ้านมั่นคงนั้น ทักษิณาเล่าว่า ในเดือนกันยายน 2557 ทีมงานบ้านมั่นคงจาก พอช.ได้เข้ามาร่วมทำงานกับชาวบ้าน มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น การสำรวจข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การพูดคุยกลุ่มย่อยเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องบ้านมั่นคง การจับพิกัดชุมชน วัดแปลงที่ดิน การทำผังมือ ฯลฯ หลังจากนั้นจึงมีการสรุปข้อมูล และจัดทำผังชุมชน ออกแบบบ้าน ให้ชาวบ้านช่วยกันทำโมเดลบ้าน รวมทั้งร่วมกันการวางแผนพัฒนาอื่นๆ เช่น การจัดการขยะ การบำบัดน้ำเสียในชุมชน ฯลฯ
ข้อสรุปที่ได้จากสำรวจข้อมูลและการวางแผนพัฒนาในชุมชน คือ 1.จะต้องมีการปรับรื้อบ้านเรือนที่รุกล้ำลงในคลองให้ขึ้นมาอยู่บนบก (จำนวนเกือบ 30 หลัง) จัดการปัญหาขยะในคลอง 2.เปลี่ยนผังที่อยู่อาศัยโดยใช้รูปแบบบ้านมั่นคง 3.ให้หน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยเหลือเรื่องสาธารณูปโภค 4.ซ่อมแซมบ้านเรือนที่ทรุดโทรม 5.สร้างอาชีพเสริมแก่ชาวบ้าน
ด้านสาธารณูปโภคจะมีการสร้างถนนด้านหน้าเลียบลำคลอง ถนนในซอย สวนสาธารณะและศาลาอเนกประสงค์ จึงต้องมีการรื้อย้ายและปรับผังชุมชนใหม่จะทำให้ลำคลองมีขนาดกว้างจากเดิม
สำหรับแบบบ้านนั้น สถาปนิก พอช.และชาวบ้านได้ร่วมกันออกแบบบ้าน ซึ่งมีทั้งการรื้อบางส่วนและสร้างใหม่ในที่ดินเดิม โดยมีแบบบ้านให้เลือกหลายแบบ เช่น บ้านแฝด 2 ชั้น ใต้ถุนสูง ขนาด 4 x 7 ตารางเมตร ราคา 245,000 บาท, บ้านแถวชั้นเดียว ขนาด 4 x 7 ตารางเมตร ราคา 176,400 บาท, บ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 4 x 7 ตารางเมตร ราคา 252,700 บาท ฯลฯ อัตราผ่อนชำระต่อเดือนระหว่าง 1,282-1,934 บาท ระยะเวลา 15 ปี ทั้งนี้ชุมชนได้เตรียมที่จะขอใช้สินเชื่อจาก พอช.เพื่อก่อสร้างบ้านทั้งหมดเป็นเงิน 10,410,770 บาท
ด้านการบริหารจัดการ มีการแบ่งหน้าที่การทำงานออกเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น ทีมข้อมูล ทีมบริหาร ทีมสังคม และทีมช่าง และในระหว่างการก่อสร้างก็จะมีทีมตรวจสอบการเบิกจ่ายวัสดุ ตรวจสอบการรับมอบงาน เพื่อให้การก่อสร้างบ้านเป็นไปตามแผนงาน ไม่มีการรั่วไหล นอกจากนี้ก็ยังเตรียมที่จะจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงขึ้นมาเพื่อบริหารและดูและโครงการด้วย
สมบัติ รอดประเสริฐ ประธานชุมชนเพิ่มสินฯ กล่าวว่า ตนอยากทำเรื่องบ้านมั่นคง เพื่อชาวบ้านและลูกหลานจะได้มีที่อยู่อาศัยอย่างถาวร อีกทั้งหน่วยงานต่างๆ ก็สนับสนุน ทั้ง พอช. สำนักงานเขตสายไหม และกรมธนารักษ์ก็ให้เช่าที่ 30 ปี เพียงแต่ยังมีคนส่วนน้อยที่ไม่ยอมเข้าร่วม ก็ต้องทำความเข้าใจกันต่อไป ซึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากเขตสายไหมได้เข้ามาชี้แจงให้ชาวบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการได้รู้แล้วว่าทาง กทม.จะสร้างเขื่อนในเดือนตุลาคมนี้ ฉะนั้นจะต้องมีการรื้อย้ายบ้านแน่ จะประสานกับเจ้าหน้าที่ พอช.หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเขตสายไหมเข้ามาพูดคุยร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น
“ถ้าเคลียร์ปัญหานี้ได้ ภายในเดือนสิงหาคมนี้เราก็จะยื่นเรื่องขอใช้สินเชื่อกับ พอช. จากนั้นก็จะจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน และทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ และคิดว่าภายในเดือนตุลาคมนี้ จะเริ่มก่อสร้างบ้านเฟสแรกได้ พอถึงปีใหม่สร้างบ้านเสร็จ เราก็จะทำบุญขึ้นบ้านใหม่ไปพร้อมกัน” ทักษิณากล่าวอย่างเชื่อมั่นและมีความหวัง
คงจะไม่มีสิ่งใดที่ได้มาด้วยความง่ายดาย เช่นเดียวกับความพยายามสร้างบ้านใหม่ของชาวชุมชนเพิ่มสิน แม้ว่าจะมีอุปสรรคบ้าง โดยเฉพาะการเพิ่งเริ่มต้น จากการที่ชุมชนมีลักษณะ “ไม่เคยทำอะไรร่วมกันเลย ต่างคนต่างอยู่” มาถึงวันนี้พวกเขาได้พากันเดินไปเกือบค่อนทางแล้ว ระยะทางที่เหลืออยู่จึงต้องใช้ความอดทนและช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อบ้านใหม่ที่มั่นคงยาวนานไปถึงลูกหลาน...ตลอดไป
(ข้อมูล : สุวัฒน์ กิขุนทด)





