สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ พอช.จัดอบรมการจัดตั้งสหกรณ์ชุมชนริมคลองลาดพร้าวเพื่อขอเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์สร้างบ้านมั่นคง สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์เผยนโยบายสนับสนุนชาวชุมชนรวมกลุ่ม “1 เขต 1 สหกรณ์” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์เคหสถาน “สยาม นนท์คำจันทร์” ผอ.ศปก.ทชค. เดินหน้าบ้านมั่นคงริมคลอง 10 ชุมชน 1,295 หลัง เริ่มเมษายนนี้ คาดเฟสแรกสร้างเสร็จภายในกันยายน 2559
วันนี้ (1 มีนาคม 2559) เวลา 10.00 น.ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ถนนนวมินทร์ กรุงเทพฯ มีการจัดอบรมการจัดตั้งสหกรณ์ชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่ห้องประชุมสถาบันฯ โดยมีนางฉลวย ชาญสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพฯ พื้นที่ 2 เป็นวิทยากร มีตัวแทนชาวบ้านเครือข่ายคลองลาดพร้าว เขตห้วยขวาง จตุจักร บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง และสายไหม และเจ้าหน้าที่ทหารที่ทำงานด้านมวลชนสัมพันธ์ชุมชนริมคลองเข้าร่วมประมาณ 120 คน และมีพลตรีชนาธิป บุนนาค ฝ่ายเสนาธิการประจำผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกเข้าร่วมรับฟังข้อมูล
การจัดอบรมดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดทำโครงการบ้านมั่นคงริมคลองที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของ กทม. โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทรับเหมางานจากกทม.ได้เริ่มตอกเสาเข็มเพื่อสร้างเขื่อนในช่วงแรกระยะทางรวม 8 กิโลเมตร หลังจากนั้นจะเริ่มก่อสร้างในพื้นที่ริมคลองที่ชุมชนรื้อย้ายแล้ว ทั้งนี้ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงจะต้องจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ปลูกสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิมเป็นระยะเวลา 30 ปีในอัตราผ่อนปรน
นางสาวขนิษฐา ปรีชาพีชคุปต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช.กล่าวเปิดการอบรมตอนหนึ่งว่า ในช่วงที่ผ่านมามีสหกรณ์บางแห่งที่ตกเป็นข่าวเนื่องจากการบริหารงานไม่โปร่งใส คณะกรรมการบริหารงานไม่ซื่อสัตย์ มีการทุจริต สมาชิกสหกรณ์ไม่มีส่วนร่วม ดังนั้นในการประชุมของคณะกรรมการสหกรณ์ทุกเดือน สมาชิกควรจะส่งตัวแทนเข้าไปร่วมประชุมเพื่อรับรู้การทำงานของสหกรณ์และเป็นการตรวจสอบการทำงานไปด้วย
“สหกรณ์เป็นองค์กรการเงินของชุมชน ไม่ใช่ว่าทำโครงการบ้านมั่นคงเสร็จไปแล้ว หรือผ่อนเงินส่งบ้านหมดแล้วก็จบกันไป แต่สหกรณ์สามารถนำไปสู่การพัฒนาในเรื่องต่างๆ ได้นอกเหนือจากเรื่องบ้านมั่นคง เช่น เรื่องสวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจชุมชน เรื่องการท่องเที่ยวชุมชน ดังนั้นสมาชิกสหกรณ์ทุกคนจะต้องมีส่วนในการสร้างสหกรณ์ให้เข้มแข็ง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสหกรณ์เพียงอย่างเดียว ซึ่ง พอช.ในฐานะที่ทำงานร่วมกับชุมชนก็จะสนับสนุนให้สหกรณ์ต่างๆ ที่จะจัดตั้งขึ้นมีความเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้” ผู้ช่วย ผอ.พอช.กล่าว
นางฉลวย ชาญสวัสดิ์ ผอ.กลุ่มส่งเสริมและจัดตั้งสหกรณ์ฯ กล่าวว่า สหกรณ์มีฐานะเป็นนิติบุคคลเหมือนบริษัท ส่วนสหกรณ์จะดีหรือไม่ดีนั้นก็ขึ้นอยู่กับสมาชิกทุกคน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของคณะกรรมการเพียงอย่างเดียว ดังนั้นในการประชุมประจำปีสมาชิกจะต้องเข้าร่วมทุกครั้ง หรือในการประชุมประจำเดือนก็ควรจะส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมเพื่อจะได้ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่เป็นข้อมูลจากการเล่าสู่กันฟัง ซึ่งอาจจะมีการนำไปบิดเบือน ทำให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ได้
“การจัดตั้งสหกรณ์ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะบริหารงานไม่เข้มแข็ง มีปัญหาต่างๆ เช่น ไม่สามารถปิดงบดุลประจำปีได้ ซึ่งถือว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายด้วย ดังนั้นสหกรณ์ต่างๆ จะต้องบริหารงานให้โปร่งใส ต้องจัดทำหรือลงบัญชีทุกวัน ซึ่งในส่วนของสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์นั้น มีนโยบายสนับสนุนให้ชุมชนริมคลองในแต่ละเขตรวมตัวกันจดทะเบียนร่วมกัน เช่น ชุมชนริมคลองลาดพร้าวเขตห้วยขวางจดทะเบียนรวมกันเป็น 1 สหกรณ์ หรือ 1 เขต 1 สหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์” นางฉลวยกล่าว
นางฉลวยชี้แจงเพิ่มเติมว่า เหตุผลที่ให้ชุมชนแต่ละเขตรวมตัวกันเป็น 1 สหกรณ์นั้น เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า ชุมชนแต่ละแห่งที่จัดตั้งสหกรณ์เองมักจะมีปัญหาในการบริหารงาน เช่น ไม่มีคนทำบัญชี ไม่มีการตรวจสอบที่เข้มงวด แต่หากรวมกันเป็นเขตสหกรณ์ก็จะมีคณะกรรมการมาจากชุมชนต่างๆ มาช่วยกันทำงาน ช่วยกันตรวจสอบ ทำให้เกิดความเข้มแข็ง แต่หากต่อไปเมื่อสหกรณ์นั้นๆ มีความเข้มแข็งแล้ว ชุมชนต่างๆ ก็สามารถแยกออกมาจัดตั้งสหกรณ์เองได้ นอกจากนี้หากสหกรณ์ใดมีแผนที่จะดำเนินธุรกิจใดๆ ก็จะต้องระบุประเภทของธุรกิจนั้นๆ ลงไปในวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสหกรณ์ด้วย เพราะหากไม่ระบุเอาไว้สหกรณ์จะไม่สามารถดำเนินธุริจนั้นๆ ได้
พันโทสมชาย จินต์ประยูร ประธานสหกรณ์เคหสถานเพื่อที่อยู่อาศัยบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 เขตหลักสี่ กล่าวว่า สหกรณ์ชุมชนจัดตั้งในปี 2552 ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 148 ราย สร้างบ้านมั่นคงเสร็จไปแล้ว 106 หลังตั้งแต่ปี 2556 แต่เมื่อจะใช้ชื่อสหกรณ์ไปทำธุรกิจผลิตโซล่าร์เซลล์หรือพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ขายเป็นรายได้เข้าสหกรณ์ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากตอนที่จัดตั้งสหกรณ์ไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์ข้อนี้เอาไว้ จึงต้องทำเรื่องโซล่าร์เซลล์ในนามของบุคคล โดยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเริ่มขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้านครหลวงได้แล้วประมาณเดือนละ 2,500 บาท ซึ่งในชุมชนของตนมี 4 หลังที่ติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ นอกจากนี้ยังมีบ้านมั่นคงในจังหวัดสมุทรปราการอีก 36 หลังที่ผลิตโซล่าร์เซลล์ขายเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดตั้งสหกรณ์เคหสถานนั้นที่ผ่านมาต้องใช้ระยะเวลานานหลายเดือน ดังนั้นในขณะนี้จึงมีชุมชนต่างๆ ในเขตใกล้เคียง เช่น ดอนเมือง สายไหม และจตุจักร รวม 5 ชุมชน มาขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหกรณ์เคหสถานฯ บางบัวเชิงสะพานไม้ 1 ด้วยเพื่อความรวดเร็ว หลังจากนั้นชุมชนทั้ง 5 ชุมชนนี้ก็จะนำทะเบียนสหกรณ์ไปขอเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์เพื่อสร้างบ้านมั่นคงต่อไป
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง (ศปก.ทชค.) กล่าวว่า หากเป็นเมื่อก่อนการที่ชุมชนจะขอเช่าที่ดินปลูกสร้างบ้านจากกรมธนารักษ์จะต้องใช้เวลาเป็นปี แต่หลังจากที่มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างกรมธนารักษ์ พอช. และ กทม.เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2558 แล้ว การขอเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ก็สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะชุมชนริมคลองที่จะต้องรื้อบ้านเพื่อปรับผังชุมชนแล้วสร้างบ้านใหม่ แต่ทั้งนี้ชุมชนจะต้องจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถานก่อนตามบันทึกข้อตกลง เนื่องจากกรมธนารักษ์ไม่มีนโยบายให้เช่าที่ดินเป็นรายบุคคล หลังจากนั้นจึงทำเรื่องขอเช่าที่ดินซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือน โดยกรมธนารักษ์จะให้ชุมชนทำสัญญาเช่าที่ดินระยะเวลา 30 ปีในอัตราผ่อนปรน หรือ 1.50 บาท/ตารางวา /ต่อเดือน
สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองนั้น นายสยามกล่าวว่า ในเดือนมีนาคมนี้จะมีชุมชนเริ่มรื้อย้ายบ้านเรือนและหลังจากนั้นจะทยอยก่อสร้างบ้านใหม่ภายในเดือนเมษายน รวม 10 ชุมชน ประกอบด้วย 1. บางบัวร่วมใจพัฒนา (เชิงสะพานไม้ 2) เขตหลักสี่ รวม 206 หลัง 2.คนรักถิ่น แขตหลักสี่ รวม 140 หลัง 3.แจ้งวัฒนะซอย 5 เขตหลักสี่ รวม 93 หลัง 4.ศาลเจ้าพ่อสมบุญ เขตสายไหม รวม 65 หลัง 5.หลังกรมวิทย์ เขตจตุจักร รวม 120 หลัง
6.วังหิน เขตจตุจักร รวม 82 หลัง 7.เพิ่มสินร่วมใจ เขตสายไหม รวม 77 หลัง 8.ริมคลองพัฒนา เขตสายไหม รวม 94 หลัง 9.ร่วมมิตรแรงศรัทธา เขตดอนเมือง รวม 368 หลัง และ 10.คลองบางเขน เขนบางเขน รวม50 หลัง รวมทั้งหมด 1,295 หลัง ซึ่งเกือบทั้งหมดจะรื้อย้ายและปลูกสร้างอยู่ในชุมชนเดิม ยกเว้นชุมชนริมคลองพัฒนาซึ่งมีเนื้อที่ไม่เพียงพอ แต่ชุมชนได้จัดซื้อที่ดินในเขตสายไหมไม่ไกลจากชุมชนเดิมเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่เศษ ราคา 17 ล้านบาท เพื่อเตรียมสร้างบ้านใหม่แล้ว รวมทั้งชุมชนคลองบางเขนที่อาจจะย้ายไปสร้างบ้านใหม่ที่มีนบุรีซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดหาที่ดิน
“หากเป็นไปตามแผนงาน ทั้ง 10 ชุมชนจะเริ่มสร้างบ้านใหม่ภายในเดือนเมษายนนี้ โดยการก่อสร้างเฟสแรกจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หรือจะแล้วเสร็จเฟสแรกภายในเดือนกันยายนปีนี้ หลังจากนั้นจะทยอยสร้างในเฟสต่อไป รวมทั้งชุมชนอื่นๆ ก็จะเริ่มสร้างบ้านใหม่ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งหากไม่มีอุปสรรคใดๆ การก่อสร้างบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2561 นี้” ผอ.ศปก.ทชค.กล่าว
รายงานโดย : สุวัฒน์ กิขุนทด





