playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

สะพานไม้ 2  ฟื้นโครงการบ้านมั่นคง รื้อบ้านพ้นคลองเฟสแรก 28 หลัง

 

1_resize.jpg

บ้านเฟสแรก 28 หลังที่ชุมชนเชิงสะพานไม้ 2  ขณะนี้สร้างเสร็จแล้ว


                ชุมชนเชิงสะพานไม้ 2  หรือชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนาอยู่ถัดจากชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1  มีบ้านเรือนทั้งหมด 206 หลัง  ส่วนใหญ่ปลูกสร้างด้วยไม้และปูน  มีประชากรประมาณ  900 คน  ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป  ร้อยพวงมาลัย  ค้าขาย  และพนักงานบริษัทเอกชน  พื้นที่ทั้งชุมชนประมาณ 6ไร่  300 ตารางวา  เริ่มโครงการบ้านมั่นคงในปี 2547  พร้อมกับชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1  แต่เนื่องจากการจัดระบบภายในชุมชนยังไม่มีความเข้มแข็ง  เมื่อมีกลุ่มที่ต่อต้านโครงการออกมาร้องเรียนต่อทางสำนักงานเขตหลักสี่โดยอ้างว่าชาวบ้านมีรายได้น้อย  ไม่อยากเป็นหนี้  ไม่อยากรื้อถอนบ้าน  จึงทำให้โครงการล้มไป

                “พอถึงปี 2558  เราเห็นว่ารัฐบาลจะสร้างเขื่อนจริง  คณะกรรมการชุมชนจึงคุยกัน  และมีความเห็นว่าถ้าเราไม่ทำโครงการบ้านมั่นคง  ชาวบ้านคงจะอยู่ที่เดิมไม่ได้  อาจต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ไกลจากที่ทำมาหากินเดิม  ไกลจากที่ทำงาน  เด็กๆ ต้องหาที่เรียนใหม่  ทำให้ลำบากกว่าเดิม  ดังนั้นชาวบ้านจะต้องร่วมกันทำโครงการบ้านมั่นคงให้ได้”         เรืออากาศตรีสุจินต์  อาจปรุ  ประธานชุมชนฯ พูดถึงการรื้อฟื้นโครงการบ้านมั่นคงขึ้นมาใหม่

2__resize.JPG

                                                ร.ต.สุจินต์  อาจปรุ  ประธานชุมชนฯ

      กระบวนการจัดทำโครงการฯ เริ่มในเดือนมกราคม 2558  โดยเจ้าหน้าที่จากโครงการบ้านมั่น  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้เข้ามาแนะนำเรื่องบ้านมั่นคง  เพื่อให้ชาวชุมชนได้เตรียมพร้อม  เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายที่จะจัดระเบียบชุมชนที่รุกล้ำคูคลอง  นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังแนะนำให้ชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านด้วย

“หลังจากนั้นคณะกรรมการชุมชนก็ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรู้ข่าวเรื่องบ้านมั่นคงและการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์  ในเดือนกุมภาพันธ์ถัดมาจึงจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาได้  ใช้ชื่อว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา  ให้ชาวบ้านออมเงินขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท  ใครมีมากก็ออมมาก”   รต.สุจินต์แกนนำชุมชนเล่าต่อ  และบอกว่า  กลุ่มออมทรัพย์ฯ มีคณะกรรมการทั้งหมด 15 คน  แบ่งการดูแลชาวบ้านออกเป็น 4  โซนตามความยาวของชุมชน

หลังจากการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์แล้ว  เจ้าหน้าที่บ้านมั่นคงและสถาปนิก พอช.ได้ลงมาทำงานกับชาวบ้านและคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง  มีการสำรวจข้อมูลชุมชนใหม่  เช่น  จำนวนครัวเรือน  รายได้  รายจ่าย  เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาสินเชื่อ  หลังจากนั้นจึงมีการทำผังชุมชน  ออกแบบบ้าน  ร่วมกันตั้งเกณฑ์ในการพิจารณาสิทธิ์ที่อยู่อาศัย  และชี้สิทธิ์ที่อยู่อาศัย ฯลฯ 

นอกจากนี้ยังมีแกนนำในชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 และเครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมคลองบางบัวที่ทำโครงการบ้านมั่นคงมาก่อนเข้ามาช่วยให้คำแนะนำ  ช่วยเป็นพี่เลี้ยง  มีการแบ่งคณะทำงานออกเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น ทีมช่างบริหาร  ทีมข้อมูล  ทีมสังคม  มีการจัดประชุมสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน  นอกจากนี้ยังประชาสัมพันธ์โดยเสียงตามสาย  การประชุมกลุ่มย่อย  และพูดคุยเป็นรายบ้าน

กันชาติ  บุญเลิศ  ฝ่ายประชาสัมพันธ์ชุมชนฯ  เล่าว่า  คณะกรรมการจะใช้วิธีการทุกรูปแบบเพื่อสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน  โดยเฉพาะตนจะใช้วิธีคุยตามบ้านหลังเวลาเลิกงาน  หรือในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  แต่ก็มีชาวบ้านบางส่วนไม่เชื่อว่าทางราชการจะสร้างเขื่อนจริง  เพราะก่อนหน้านี้เคยมีข่าวมาตลอดว่า  ทางราชการจะทำโน่น  ทำนี่  เช่น จะสร้างถนนเลียบคลอง  แต่ก็ไม่ได้ทำ  หรือชาวบ้านได้ยินข่าวว่ามีชุมชนที่อยู่ใกล้กันทำโครงการไปแล้ว  แต่มีปัญหาเรื่องการทุจริต  หรือใช้เงินผิดประเภท  ทำให้โครงการสร้างไม่เสร็จ  ชาวบ้านจึงไม่เชื่อมั่น  ไม่ยอมเข้าร่วมโครงการ   แต่จากการทำงานอย่างต่อเนื่องของคณะกรรมการทำให้มีชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงแล้ว 183 ราย  จากบ้านทั้งหมดในชุมชน 206 หลัง  เหลือบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมอีกประมาณ 20 หลัง

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม  2558   สมาชิกบ้านมั่นคงที่เข้าร่วมโครงการเฟสแรกจำนวน  28 หลังได้รื้อถอนบ้านเรือนออกจากลำคลอง   โดยทางคณะกรรมการชุมชนได้ทำการปักแนวเขตพื้นที่ริมคลองจากฝั่งชุมชนบางบัว (หลังกองการภาพ) มายังชุมชนเชิงสะพานไม้ 1  เพื่อเว้นพื้นที่ไว้ให้ กทม.ได้ก่อสร้างเขื่อน  ระยะความกว้างของคลองประมาณ 33 เมตร 


3.JPG                                          เริ่มรื้อบ้านเฟสแรกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2558

บ้านเฟสแรก 28 หลังสร้างเสร็จมีนาคมนี้  เป้าหมายสร้างบ้านเสร็จทั้งชุมชนในปี 2561

หลังจากรื้อบ้านออกจากแนวคลองแล้ว  ในเดือนกันยายนถัดมาจึงเริ่มตอกเสาเข็มและถมดินเพื่อเริ่มก่อสร้างบ้าน  โดยสมาชิก 28 หลังแรกจะต้องออมเงินให้ครบจำนวน 5 % ของวงเงินสินเชื่อที่จะขอใช้จาก พอช. (เดิม พอช.กำหนดเอาไว้ 10 %  แต่เพื่อให้ชาวบ้านก่อสร้างบ้านได้เร็วขึ้น  จึงปรับลดเหลือ 5%)  หรือต้องมีเงินออมรายละประมาณ 10,000 บาท   ทั้งนี้ชุมชนเสนอใช้สินเชื่อทั้งหมด  206 หลัง  (รวมชาวบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมด้วย)  รวม 42 ล้านบาทเศษ  พอช.สนับสนุนงบสาธารณูปโภค  รวม 6.1 ล้านบาทเศษ  และงบอุดหนุนการสร้างบ้าน  รวม 5.1 ล้านบาทเศษ

ส่วนแบบบ้านที่สถาปนิกชุมชนและชาวบ้านช่วยกันออกแบบนั้น  มีทั้งหมด 5 แบบ  แต่ที่ชาวบ้านเลือกส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น  ขนาด 5 X 7.50  ตารางเมตร  ราคา 286,174 บาท  อัตราผ่อนส่งเดือนละ 2,219 บาท  ระยะเวลา 15 ปี  นอกจากนี้ก็มีบ้านเดี่ยวชั้นเดียว  และบ้านแฝด 2 ชั้น  ขนาดเท่ากัน  คือ 4 X 7 ตารางเมตร

ในส่วนของการสร้างบ้านนั้น  จะใช้ช่างชุมชนจากเครือข่ายของ พอช. รวมทั้งช่างชาวบ้านในชุมชนด้วย  โดยระหว่างการก่อสร้างจะมีทีมตรวจสอบ  ทีมจัดซื้อวัสดุ  และเจ้าของบ้านร่วมกันตรวจสอบ  แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 4 เฟสหรือ 4 โซน  ซึ่งหากเป็นไปตามแผนงาน  การก่อสร้างบ้านในเฟสแรก 28 หลังจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2559  และส่วนที่เหลือจะทยอยสร้างต่อไปให้เสร็จภายในปี 2561  รวมบ้านมั่นคงทั้งหมดในชุมชน 183 หลัง

นันทวรรณ  ไชยสุริยงค์  กรรมการตรวจสอบโซน 1  อาชีพรับเหมาก่อสร้าง  บอกว่า  ในการตรวจสอบระหว่างการก่อสร้างนั้น  จะให้เจ้าของบ้านเอาบิลจากร้านค้าที่มีตราประทับของร้านมาแสดงด้วย  จะได้ตรวจสอบและประเมินได้ว่าแต่ละบ้านใช้วัสดุอะไรบ้าง  จำนวนเท่าไหร่  เพื่อไม่ให้มีของเหลือ  และใครเบิกวัสดุอะไรไปก็จะมีการลงบัญชีเอาไว้  ตอนเย็นก็ให้มาลงชื่อรับทราบ  เพื่อความโปร่งใส  ไม่ให้เกิดการรั่วไหล  ป้องกันไม่ให้คนที่ไม่หวังดีเอาไปพูดให้ร้ายได้ว่าการก่อสร้างบ้านมีการทุจริตหรืองุบงิบหาผลประโยชน์  ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านขาดความเชื่อมั่น  ไม่ไว้ใจกัน  และจะเป็นผลเสียต่อโครงการฯ

ลุงกร  ยิ้มแก้ม  สมาชิกบ้านมั่นคงเฟสแรก  บอกว่า  ครอบครัวของแกมีทั้งลูกทั้งหลานอยู่รวมกัน 10 คน  จึงได้สิทธิ์ในฐานะครอบครัวขยาย 2 หลัง  จึงเลือกแบบบ้านแฝด 2 ชั้น  ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร  2 หลังเจาะทะลุถึงกัน  จึงกลายเป็นบ้านเดี่ยวขนาด 8 X 7 ตารางเมตร  ผ่อนชำระค่าก่อสร้างบ้านประมาณเดือนละ 2,800 บาทเศษ (หลังละ 1,400 บาท) ระยะเวลา 15 ปี  เริ่มก่อสร้างบ้านตั้งแต่เดือนกันยายน 2558  ขณะนี้ (1 มีนาคม 2559) บ้านสร้างเสร็จแล้วและพร้อมที่จะเข้าอยู่

 “ความจริงบ้านของผมไม่ได้ปลูกอยู่ในคลอง  คือไม่ได้อยู่ในแนวเขื่อน  แต่เราก็ต้องเสียสละยอมรื้อบ้านออก  เพื่อแบ่งปันที่ดินให้คนอื่นๆ ที่อยู่ในคลองได้เข้ามาสร้างบ้านใหม่ได้  อีกอย่างผมก็เป็นช่างด้วย  จึงช่วยลูกหลานรื้อบ้านและต่อเติมบ้านเอง  ทำให้ประหยัดเงินไปได้เยอะเหมือนกัน  พอสร้างบ้านเสร็จก็รู้สึกภูมิใจที่มีบ้านใหม่ให้ลูกหลานได้อยู่พร้อมหน้ากัน”  ลุงกรบอก 

4.jpg

                              บ้านแฝดของลุงกรเจาะทะลุถึงกัน


ในระหว่างการก่อสร้างบ้านใหม่ในชุมชนเชิงสะพานไม้ 2 นั้น  ชาวบ้านได้ขอเช่าพื้นที่ว่างที่อยู่ใกล้กับชุมชนขนาดเนื้อที่ประมาณ 300 ตารางวาจากเอกชน  เพื่อก่อสร้างเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว  เป็นห้องแถวกั้นด้วยแผ่นสังกะสีเคลือบ  จำนวน 11 ห้อง  ขนาดห้องละ 4 X 4 ตารางเมตร  ห้องน้ำรวม  ค่าเช่าที่ดินเดือนละ 15,000 บาท  โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างที่พักและค่าเช่าที่ดินเดือนละ 5,000 บาท  ชาวบ้านช่วยกันออกค่าเช่าที่ดินเดือนละ 10,000 บาท 

หลังจากที่ก่อสร้างบ้านเฟสแรกเสร็จแล้ว  ชาวบ้านที่อาศัยในที่พักชั่วคราวก็จะย้ายออกไปอยู่บ้านใหม่  เพื่อให้ครอบครัวที่จะสร้างบ้านใหม่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ชั่วคราว  วนเวียนไปจนกว่าจะสร้างบ้านเสร็จทั้งชุมชน  หรือหากครอบครัวใดจะไปหาเช่าบ้านเอง  พอช.ก็จะสนับสนุนค่าเช่าบ้านครอบครัวละ 3,000 บาทต่อเดือน  ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน


5.JPG                                                  บ้านพักชั่วคราว

ร.ต.สุจินต์  อาจปรุ  ประธานชุมชนฯ กล่าวว่า  หลังจากที่บ้านมั่นคงชุมชนเชิงสะพานไม้ 1 เฟสแรก 28 หลังสร้างเสร็จแล้ว  จะเริ่มก่อสร้างเฟสต่อไปอีก 97 หลัง  ทั้งนี้คาดว่าบ้านมั่นคงทั้งหมดจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2561 รวมทั้งหมด 183 หลัง

ศปก.เดินหน้าบ้านมั่นคงริมคลอง  ประเดิมเมษายนนี้อีก 9  ชุมชน  รวม  1,245 หลัง

สยาม  นนท์คำจันทร์  ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง (ศปก.ทชค.)  กล่าวว่า  ศปก.ทชค.ได้จัดตั้งศูนย์ขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2558 มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองที่จะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ  โดยมีทีมปฏิบัติการร่วม ซึ่งประกอบด้วย  เจ้าหน้าที่จาก พอช.  สำนักงานเขต  ทหาร  และตำรวจ  จำนวน  5 ทีมๆ ละ  10 คน  ลงไปสร้างความเข้าใจกับชุมชน  รวมทั้งรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากชาวชุมชนด้วย 

12.JPG

                                                                                              สยาม  นนท์คำจันทร์  

13.jpg

                                                                  ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญริมคลองสองเขตสายไหม


สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินงานนั้น  นายสยามกล่าวว่า  ในเดือนมีนาคมนี้จะมีชุมชนเริ่มรื้อย้ายบ้านเรือนและหลังจากนั้นจะทยอยก่อสร้างบ้านใหม่ภายในเดือนเมษายน  รวม 10 ชุมชน  ประกอบด้วย 1. บางบัวร่วมใจพัฒนา (เชิงสะพานไม้ 2) เขตหลักสี่  รวม 206 หลัง  2.คนรักถิ่น  แขตหลักสี่  รวม 140  หลัง  3.แจ้งวัฒนะซอย  5   เขตหลักสี่  รวม  93 หลัง  4.ศาลเจ้าพ่อสมบุญ  เขตสายไหม  รวม  65 หลัง  5.หลังกรมวิทย์  เขตจตุจักร  รวม 120  หลัง  

6.วังหิน  เขตจตุจักร  รวม  82 หลัง  7.เพิ่มสินร่วมใจ  เขตสายไหม  รวม  77 หลัง   8.ริมคลองพัฒนา เขตสายไหม   รวม  94 หลัง     9.ร่วมมิตรแรงศรัทธา  เขตดอนเมือง  รวม   368   หลัง   และ 10.คลองบางเขน  เขนบางเขน รวม50 หลัง   รวมทั้งหมด  1,295  หลัง  ซึ่งเกือบทั้งหมดจะรื้อย้ายและปลูกสร้างอยู่ในชุมชนเดิม  ยกเว้นชุมชนริมคลองพัฒนาซึ่งมีเนื้อที่ไม่เพียงพอ  แต่ชุมชนได้จัดซื้อที่ดินในเขตสายไหมไม่ไกลจากชุมชนเดิมเนื้อที่ประมาณ  4 ไร่เศษ  ราคา  17 ล้านบาท  เพื่อเตรียมสร้างบ้านใหม่แล้ว   รวมทั้งชุมชนคลองบางเขนที่อาจจะย้ายไปสร้างบ้านใหม่ที่มีนบุรี

“ทั้ง 10  ชุมชนจะเริ่มสร้างบ้านใหม่ภายในเดือนเมษายนนี้  โดยตามแผนงานการก่อสร้างเฟสแรกจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน  หรือจะแล้วเสร็จเฟสแรกภายในเดือนกันยายนปีนี้  หลังจากนั้นจะทยอยสร้างในเฟสต่อไป  รวมทั้งชุมชนอื่นๆ ก็จะเริ่มสร้างบ้านใหม่ไปพร้อมๆ กันด้วย  หากเป็นไปตามแผนงานการก่อสร้างบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2561 นี้”  ผอ.ศปก.ทชค.กล่าว

ผอ.ศปก.ทชค.กล่าวด้วยว่า  นอกจากการสร้างบ้านใหม่ที่มั่นคง  โดยชาวชุมชนเช่าที่ดินระยะยาว 30 ปีจากกรมธนารักษ์แล้ว  พอช.ยังมีหน้าที่ที่จะต้องสนับสนุนและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายประชารัฐของรัฐบาลให้แก่พี่น้องชุมชนริมคลองเหล่านี้ด้วย  โดยก่อนหน้านี้เครือข่ายชุมชนริมคลองลาดพร้าวเขตห้วยขวางได้เสนอแผนงานการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน  เช่น การท่องเที่ยวชุมชนทางเรือ  การสร้างตลาดน้ำบริเวณชุมชนร่วมใจพิบูล  2   และการเดินเรือในคลองลาดพร้าวจากสะพานสองหรือวัดลาดพร้าวไปในคลองบางซื่อ  เพื่อเชื่อมกับรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีรัชดาภิเษก  หรือเดินเรือเชื่อมระหว่างคลองลาดพร้าวกับคลองแสนแสบ  เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระการจราจรทางบก  และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนด้วย

  “ส่วนชุมชนอื่นๆ ก็มีแผนงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนที่แตกต่างกันออกไป  เช่น  การจัดตั้งร้านค้าชุมชน  หรือร้านค้าสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคง  เพื่อจำหน่ายสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน  เช่น  ข้าวสาร  น้ำมัน  น้ำปลา  น้ำดื่ม  สบู่  ยาสีฟัน  ผงซักฟอก  แล้วนำผลกำไรมาพัฒนาชุมชน  ซึ่งแผนงานต่างๆ เหล่านี้ พอช.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เป็นจริงต่อไป  โดยในเบื้องต้น กทม.ก็ประกาศว่าพร้อมที่จะสนับสนุนชุมชนเรื่องการเดินเรือและการท่องเที่ยวแล้ว  ส่วนเรื่องการผลิตโซล่าร์เซลล์ขายนั้นก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าจะสนับสนุนเพราะหากทำได้ก็จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้เดือนหนึ่งประมาณ 2,500-2,800 บาท เพียงพอที่จะผ่อนชำระค่าบ้านได้ทุกเดือน”  ผอ.ศปก.ทชค.กล่าว 

เสียงสะท้อนจากชุมชนริมคลอง

แม้ว่าโดยภาพรวมการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองจะคืบหน้าไปมาก  แต่ก็ยังมีอุปสรรคบางประการที่ทำให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยต้องสะดุดหรือล่าช้าออกไป  เช่น  ระเบียบและขั้นตอนในการขออนุญาตก่อสร้างจากสำนักงานเขต  การจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน  การขอเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์  รวมทั้งเรื่องความกว้างของแนวเขื่อนฯ ที่ยังไม่ชัดเจน  จึงทำให้หลายชุมชนยังรีๆ รอๆ  เพราะไม่สามารถดำเนินโครงการบ้านมั่นคงได้

จำรัส  กลิ่นอุบล  ประธานเครือข่ายชุมชนริมคลองลาดพร้าว (เขตห้วยขวาง)  กล่าวว่า  ขณะนี้เครือข่ายฯ ซึ่งมีทั้งหมด 7 ชุมชน  รวมประมาณ 1,200  ครัวเรือน  ได้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านครบทุกชุมชนแล้ว  แต่ก็ยังไม่สามารถจัดทำโครงการบ้านมั่นคงได้                เช่น  ชุมชนบึงพระราม 9  และบึงพระราม 9 พัฒนา (ใกล้ทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา)  ซึ่งทั้ง 2 ชุมชนนี้อยู่ในเขตแนวเขื่อน  ไม่มีพื้นที่เหลือพอที่จะสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิม  โดยชาวชุมชนได้พยายามเจรจากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  เพื่อขอเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่มีอยู่ในบริเวณนั้นปลูกสร้างบ้าน  แต่ทางสำนักงานทรัพย์สินฯ แจ้งว่าไม่มีนโยบายให้ชุมชนเช่าที่ดิน  ดังนั้นชุมชนทั้ง 2 จึงเคว้งคว้าง  ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน  เพราะยังไม่มีที่ดินรองรับ  หากจะให้ไปอยู่มีนบุรีหรือสายไหมก็ไกลจากแหล่งทำมาหากินเดิม  รวมทั้งมีปัญหาเรื่องโรงเรียนของเด็กนักเรียนด้วย

8.JPG
ผู้นำชุมชนร่วมใจพิบูลย์ 2 เขตห้วยขวางชี้แนวเขื่อน

นอกจากนี้ทางเครือข่ายฯ ได้ยื่นหนังสือผ่านตัวแทนไปถึงผู้ว่ากทม.ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  เพื่อขอให้ทางสำนักการระบายน้ำ กทม.ลดแนวเขื่อนในคลองลาดพร้าวจากเดิมที่กำหนดความกว้างเอาไว้ตั้งแต่ 28-35 เมตร  ทำให้ชุมชนเหลือพื้นที่ความกว้างตลอดแนวคลองเพียง 12 เมตรเท่านั้น  ซึ่งไม่เพียงพอที่จะสร้างบ้านใหม่หรือรองรับชาวบ้านได้หมดทั้งชุมชน  จึงขอให้สำนักการระบายน้ำลดความกว้างของแนวเขื่อนให้เหลือความกว้าง 25 เมตร   เพื่อชุมชนจะได้มีพื้นที่เพียงพอสร้างบ้าน  อีกทั้งชุมชนจะต้องมีพื้นที่สำหรับสาธารณูปโภคและพื้นที่ส่วนกลางด้วย  เช่น  ทางเดิน   สนามเด็กเล่น  บ่อบำบัดน้ำเสีย  ฯลฯ  โดยเครือข่ายฯ ขอให้ กทม.ส่งหนังสือชี้แจงกลับมาภายใน 15 วัน  แต่จนถึงขณะนี้ (ต้นเดือนมีนาคม) ทางกทม.ก็ยังไม่ส่งหนังสือชี้แจงแต่อย่างใด

“ตอนนี้ชุมชนในเครือข่ายทั้ง 7 ชุมชนก็คงจะต้องไปทวงถามความคืบหน้าที่พวกเรายื่นข้อเรียกร้องเอาไว้กับกทม.ว่ามีผลเป็นอย่างไร  หากกทม.ยอมรับข้อเสนอ  พวกเราจะได้วางแผนต่อไปว่าจะรื้อย้ายเมื่อไหร่  จะหาที่พักชั่วคราวที่ไหน  และจะสร้างบ้านเมื่อไหร่   แต่ตอนนี้ชาวบ้านยังทำอะไรไม่ได้เลย  ทั้งๆ ที่พวกเราไม่ได้คัดค้านโครงการสร้างเขื่อน  และเตรียมจะขึ้นป้ายสนับสนุนโครงการอีกด้วย”  ประธานเครือข่ายกล่าวทิ้งท้าย

นี่คือเสียงสะท้อนของชาวชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่หน่วยงานต่างๆ ควรจะรับฟัง  เพราะหากสามารถขจัดอุปสรรคและลดขั้นตอนต่างๆ ลงได้  การพัฒนาพื้นที่ริมคลอง  และการสร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ โดยความร่วมมือของชาวชุมชนต่างๆ ก็จะเดินหน้าต่อไปได้สะดวก  สมดังคำขวัญของกทม.ที่ติดป้ายขนาดใหญ่เอาไว้ตามชุมชนริมคลองต่างๆ ว่า “ชุมชนร่วมใจ  น้ำใสคลองสวย  ด้วยความร่วมมือ” 

 

1.jpg                                                     ป้ายที่ กทม.ติดไว้ในชุมชนริมคลอง

 

โดย สุวัฒน์ กินขุนทด

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter