playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

จากการที่กรุงเทพมหานครประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณคลองต่างๆ ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้น้ำท่วม เพราะสร้างบ้านรุกล้ำแนวคลองไม่สามารถระบายน้ำได้ รัฐบาลจึงมีนโยบายในการย้ายคนออกจากแนวคลองเพื่อสร้างเขื่อนคอนกรีตป้องกันน้ำท่วม โดยมอบหมายให้กรุงเทพมหานครรับผิดชอบเรื่องการสร้างเขื่อนคอนกรีตและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) รับชอบเรื่องที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน

4._resize.JPG
          โดยการสร้างเขื่อนคอนกรีตได้เริ่มมีการตอกเสาเข็มแล้วบริเวณคลองลาดพร้าวเมื่อต้นเดือน ก.พ. 59 ที่ผ่านมา ส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชาวบ้านนั้น พอช. จะดำเนินการตาม แนวทางบ้านมั่นคงเพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาล ระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ.2559-2561) มีเป้าหมาย 74 ชุมชน รวม 11,004 ครัวเรือน มีผู้รับผลประโยชน์ 64,869 คน ใช้งบประมาณรวม 4,061 ล้านบาทเศษ แยกเป็น 1.งบสนับสนุนสาธารณูป)โภคและที่อยู่อาศัย 880 ล้านบาท 2.ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเสียโอกาส 880 ล้านบาท 3.สนับสนุนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 2,200 ล้านบาท และ 4.สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาองค์กรชาวบ้านและติดตามประเมินผล 100 ล้านบาท

          ในปี 2259 นี้ จะเริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าว คลองบางซื่อ และคลองเปรมประชาชนก่อน จำนวน 26 ชุมชน รวม 3,810 ครัวเรือน ใช้งบ 1,401 ล้านบาทเศษ พื้นที่ที่จะดำเนินการอยู่ในเขตสายไหม ดอนเมือง จตุจักร หลักสี่ และห้วยขวาง ส่วนเรื่องที่ดินในการสร้างบ้านนั้น กรมธนารักษ์ในฐานะเจ้าของที่ดินก็ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อให้ชุมชนต่างๆ ได้เช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี ในอัตราผ่อนปรนแล้ว

          อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้คือในช่วงกลางปี 2558 มีบางชุมชนได้เริ่มรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวคลองและเริ่มสร้างบ้านใหม่แล้ว เช่น ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนาหรือ”ชุมชนเชิงสะพานไม้ 2” ริมคลองบางบัว (คลองลาดพร้าว) ชุมชนแจ้งวัฒนะซอย 5 และชุมชนคนรักถิ่น ริมคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่

          ย้อนไปสิบกว่าปีก่อนหน้าที่รัฐบาลจะมีโครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมนั้น ชาวชุมชนริมคลองบางบัวหลายชุมชนประสบกับปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสีย ขยะ และสิ่งปฏิกูลต่างๆ ที่ลอยฟ่องอยู่ในลำคลอง จึงได้รวมกันเป็นเครือข่ายใช้ชื่อว่า “เครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมคลองบางบัว” มีสมาชิกเริ่มต้นประมาณ 6 ชุมชน เช่น ร้อยกรอง บางบัว (หลังกองการภาพ) สามัคคีร่วมใจ ร่วมใจพัฒนาเหนือ ร่วมใจพัฒนาใต้ ฯลฯ มีกิจกรรมร่วมกัน เช่น เก็บขยะในคลอง ทำถังดักไขมันในครัวเรือน ทำน้ำหมักจุลินทรีย์ ลูกบอลจุลินทรีย์เพื่อบำบัดสภาพน้ำใจคลอง ทอดผ้าป่าขยะเพื่อนำเงินมาซื้อเรือเก็บขยะหรือใช้เป็นเรือดับเพลิง ฯลฯ

          จากกิจกรรมเรื่องสิ่งแวดล้อม ต่อมาเครือข่ายได้ขยับไปทำเรื่องที่อยู่อาศัยเนื่องจากในช่วงเวลานั้น กทม.มีโครงการจะสร้างถนนเลียบคลองบางบัวเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร ชาวชุมชนจึงเกิดความไม่มั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัย ประกอบกับ พอช.มีโครงการ”บ้านมั่นคง”ชาวชุมชนริมคลองบางบัวหลายชุมชนจึงเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลโครงการ มีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน ต่อมาในช่วงปี 2547-2549 ชุมชนที่มีความพร้อมจึงเริ่มทยอยสร้างบ้าน เช่น ชุมชนสามัคคีร่วมใจ ชุมชนบางบัว (หลังกองการภาพ) ชุมชนสะพานไม้ 1 ฯลฯ

          “ป้าตุ๋ย พลอยขาว” คณะกรรมการชุมชนบางบัว เขตบางเขน เล่าว่าการจัดทำโครงการบ้านมั่นคงตอนแรกมีปัญหาและอุปสรรคมาก เพราะเป็นโครงการที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ คนที่คัดค้านก็มีมาก บ้างก็ไม่อยากรื้อบ้าน บางคนก็บอกว่าไม่อยากจะเป็นหนี้ ไม่รู้ว่าจะเข้าร่วมดีหรือไม่ดี แต่กลัวว่าหากไม่เข้าร่วมแล้ว กทม.เกิดไล่ที่ขึ้นมา ครอบครัวจะไม่มีบ้านอยู่จึงเข้าร่วมโครงการ

          “ตอนแรกก็ยังขยักอยู่ ออมแค่เดือนละ 200 บาท เพราะยังไม่เชื่อมั่นในโครงการและยังไม่เชื่อว่าชาวบ้านจะทำได้ แต่พอเห็นว่าบ้านมั่นคงหลังแรกสร้างเสร็จแล้วและดูสวยดี ป้าจึงเชื่อ แล้วออมเพิ่มเป็นเดือนละ 500 บาท กะว่าจะสร้างบ้านใหม่ได้ไวๆเพราะบ้านหลังเก่ามันจวนจะพังแล้ว ป้าออมได้ 2 ปีจึงได้สร้างบ้าน พอบ้านเสร็จก็รู้สึกภูมิใจว่าได้สร้างมรดกเอาไว้ให้ลูกหลาน เพราะมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง มีทะเบียนบ้าน มีน้ำประปา มีไฟฟ้าใช้ ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อนที่ต้องพ่วงคนอื่นใช้ ถนนก็มีเข้า-ออก เมื่อก่อนต้องมุดรั้วสังกะสีออกมาเพราะหน่วยงานรัฐไม่อยากให้พวกเราอยู่ตรงนี้จึงเอารั้วมาปิดล้อมชุมชน”

          ปัจจุบันชุมชนบางบัวถือว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง เพราะชาวบ้านมีส่วนในการทำงานร่วมกัน เริ่มต้นตั้งแต่การสำรวจข้อมูลชุมชน มีข้อตกลงร่วมกันเรื่องรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากลำคลอง มีการออกแบบและจัดผังชุมชนใหม่เพื่อให้ทุกครัวเรือนสามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งหมด รวม 229 หลัง มีการแบ่งคณะทำงานรับผิดชอบในด้านต่างๆ เช่น จัดซื้อวัสดุก่อสร้าง ฝ่ายช่าง ฝ่ายตรวจสอบ ฯลฯ เมื่อสร้างบ้านและชุมชนเสร็จแล้วจึงทำให้ชุมชนดูสวยงามเป็นระเบียบ มีต้นไม้ริมคลองดูร่มรื่น มีทางเดินคอนกรีตเลียบคลอง มีลานพักผ่อนและออกกำลังกาย ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มกองทุนต่างๆ เช่น กลุ่มออมทรัพย์ สวัสดิการ ณาปนกิจ ฯลฯ เอาไว้ดูแลช่วยเหลือกัน

2_resize.JPG สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองนั้น ในเดือนมีนาคมนี้จะมีชุมชนเริ่มรื้อย้ายบ้านเรือนและหลังจากนั้นจะทยอยก่อสร้างบ้านใหม่ภายในเดือนเมษายน 2559 รวม 10 ชุมชน ประกอบด้วย 1. บางบัวรวมใจพัฒนา(เชิงสะพานไม้ 2) เขตหลักสี่ รวม 206 หลัง 2. คนรักถิ่น แขตหลักสี่ รวม 140 หลัง 3. แจ้งวัฒนะซอย 5 เขตหลักสี่ รวม 93 หลัง 4. ศาลเจ้าพ่อสมบุญ เขตสายไหม รวม 65 หลัง 5. หลังกรมวิทย์ เขตจตุจักร รวม 120 หลัง 6. วังหิน เขตจตุจักร รวม 82 หลัง 7. เพิ่มสินร่วมใจ เขตสายไหม รวม 77 หลัง 8. ริมคลองพัฒนา เขตสายไหม รวม 94 9. ร่วมมิตรแรงศรัทธา เขตดอนเมือง รวม 368 หลัง และ 10 คลองบางเขน เขนบางเขน รวม 50 หลัง รวมทั้งหมด 1,295 หลัง ซึ่งเกือบทั้งหมดจะรื้อย้ายและปลูกสร้างอยู่ในเขตสายไหมไม่ไกลจากชุมชนเดิมเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่เศษ ราคา 17 ล้านบาท เพื่อเตรียมสร้างบ้านใหม่แล้วรวมทั้งชุมชนคลองบางเขนที่อาจจะย้ายไปสร้างบ้านใหม่ที่มีนบุรีซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดหาที่ดิน

          หากเป็นไปตามแผนงาน ทั้ง 10 ชุมชนจะเริ่มสร้างบ้านใหม่ภายในเดือนเมษายนนี้โดยการก่อสร้างเฟสแรกจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ภายในเดือนกันยายนปีนี้ หลังจากนั้นจะทยอยสร้างในเฟสต่อไป รวมทั้งชุมชนอื่นๆก็จะเริ่มสร้างบ้านใหม่ไปพร้อมๆกันด้วย ซึ่งหากไม่มีอุปสรรคใดๆ การก่อสร้างบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายใน 2561 นี้

          นอกจากการสร้างบ้านมั่นคงและจัดระบบชุมชนร่วมกันแล้ว ยังมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์โดยการติดแผงโซล่าเซลล์เป็นการส่งเสริมพลังงานทางเลือก โดยขณะนี้ได้เริ่มทำที่ชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 และที่โครงการบ้านมั่นคงใน จ.สมุทรปราการอีกจำนวนหนึ่ง โดยการสนับสนุนเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากพอช. ซึ่งได้ขายไฟฟ้าเหลือใช้ให้กับการไฟฟ้าตั้งแต่เดือน ก.พ. 59 ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีผู้เข้าร่วมโครงการมากนัก เนื่องจากต้องลงทุนสูงและยังทำเป็นรายบุคคล เนื่องจากตอนจดสหกรณ์ระบุวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยเท่านี้ จึงไม่อาจทำเรื่องการผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ในนามสหกรณ์ได้ ซึ่งหากมีการจดวัตถุประสงค์เพิ่ม เพื่อให้สหกรณ์ ดำเนินการเรื่องนี้ได้ เชื่อว่าการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จะมีความเป็นไปได้มากขึ้น

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชุมชนริมคลองที่ต้องสร้างบ้านใหม่จำนวนหลายพันหลัง หากทำได้จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้มาจุนเจือค่าผ่อนบ้านซึ่งไม่เพียงเป็นการสร้างพลังงานสะอาดเท่านั้นแต่ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานล่างให้มั่นคงอีกด้วย

 

บทความโดย : สุวัฒน์ คงแป้น

ข้อมูล : www.codi.or.th

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter