
ศูนย์บริการประชาชน-ทำเนียบรัฐบาล/ ชาวบ้านเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลองส่งตัวแทนกว่า 200 คน ยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้สำนักการระบายน้ำลดแนวความกว้างของเขื่อนจากเดิม 25-38 เมตรเหลือไม่เกิน 25 เมตรทั้งในคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร เพื่อให้เหลือที่ดินรองรับชาวบ้านได้ทั้งชุมชน ด้านชาวบ้านคลองเปรมฯ เสนอให้สำนักการระบายน้ำเร่งสำรวจและกำหนดแนวเขื่อนให้ชัดเจนเพื่อสร้างบ้านใหม่เสร็จภายใน 1 ปี 6 เดือน ขณะที่ตัวแทนศูนย์บริการประชาชนรับลูก นำเรื่องร้องเรียนของเครือข่ายฯ เป็นเรื่องเร่งด่วนเสนอสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนัดให้มาฟังความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาในวันที่ 29 เมษายนนี้
ตามที่รัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบคูคลอง โดยการรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำคูคลองเพื่อก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำป้องกันน้ำท่วมในลำคลองสายหลัก คือ คลองลาดพร้าว คลองบางซื่อ และคลองเปรมประชากร โดยได้เริ่มก่อสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าวไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่ชุมชนริมคลองลาดพร้าวหลายชุมชนได้รื้อบ้านออกจากแนวเขื่อนและก่อสร้างบ้านใหม่ไปแล้ว เช่น ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา เขตหลักสี่ และชุมชนศาลเจ้าสมบุญ เขตสายไหม ฯลฯ ขณะเดียวกันกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ซึ่งรับผิดชอบเรื่องการจัดทำแผนงานรองรับที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนได้ปรับแผนงานให้เร็วขึ้นจากเดิม 3 ปีเหลือเพียง 1 ปี 6 เดือน โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 จำนวน 41 ชุมชน รวม 6,606 ครัวเรือนนั้น
วันนี้ (21 เมษายน) เวลา 10.00 น ตัวแทนชาวบ้านจากเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลองประมาณ 200 คน ได้เดินทางมาที่ศูนย์บริการประชาชนตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านทางนายพันศักดิ์ เจริญ ผู้อำนวยการส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยขอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแนวความกว้างของคลองและแนวเขื่อนใหม่ เนื่องจากแนวเขื่อนที่กำหนดเอาไว้ในคลองลาดพร้าวมีความกว้างตั้งแต่ 25-38 เมตร จึงทำให้หลายชุมชนเมื่อรื้อย้ายบ้านออกจากแนวเขื่อนแล้วจะเหลือที่ดินไม่เพียงพอที่จะรองรับชาวบ้านได้ทั้งหมด นอกจากนี้ในคลองเปรมประชากรก็ยังไม่มีการกำหนดแนวเขื่อนที่ชัดเจน จึงทำให้ชาวบ้านที่รื้อบ้านออกจากคลองแล้วยังไม่สามารถก่อสร้างบ้านใหม่ได้และเกิดความล่าช้าทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย
นายไพรัช ชะบางบอน ผู้ประสานงานเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางสำนักการระบายน้ำ กทม.ได้สำรวจและวัดแนวเขื่อนในคลองลาดพร้าวเสร็จไปแล้ว และมีหลายชุมชนที่พร้อมจะสนองนโยบายของรัฐบาลในการจัดระเบียบชุมชนริมคูคลอง โดยการรื้อบ้านออกจากแนวคลองและแนวเขื่อน เพื่อให้เขื่อนระบายน้ำสามารถสร้างได้ และชุมชนก็สามารถสร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิมได้ โดยการขอเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์แล้วนำที่ดินมาจัดผังชุมชนใหม่ให้ทุกครอบครัวสามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่หลายชุมชนยังมีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในคลองลาดพร้าวเขตห้วยขวางและเขตวังทองหลาง เนื่องจากสำนักการระบายน้ำกำหนดแนวเขื่อนเอาไว้กว้างกว่า 25 เมตร และเหลือพื้นที่ให้ชาวชุมชนมีความกว้างประมาณ 12 เมตรตลอดแนวคลอง ซึ่งไม่เพียงพอในการสร้างบ้านและชุมชนใหม่ เนื่องจากชุมชนจะต้องแบ่งพื้นที่สำหรับก่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น ถนนหรือทางเดินเลียบคลอง ซึ่งหากสำนักการระบายน้ำลดความกว้างของเขื่อนให้น้อยกว่า 25 เมตร ก็จะทำให้ชุมชนเหลือพื้นที่ความกว้างประมาณ 20 เมตรตลอดแนวคลอง เพียงพอที่จะรองรับชาวบ้านได้ทั้งหมด
“ดังนั้นชาวชุมชนริมคลองลาดพร้าวเขตห้วยขวางและวังทองหลาง เช่น ชุมชนลาดพร้าว 45 ชุมชนร่วมใจพิบูล 2 ชุมชนลาดพร้าว 80 จึงขอให้ทางสำนักการระบายน้ำทบทวนความกว้างของคลองและแนวเขื่อนในช่วงเขตห้วยขวางและวังทองหลาง ให้มีความกว้างตลอดแนวไม่เกิน 25 เมตร เพื่อที่จะทำให้ชาวชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับคลองได้ นอกจากนี้ชาวชุมชนก็มีแผนงานที่จะฟื้นฟูคลอง เช่น ช่วยกันรักษาความสะอาด จัดทำทางจักรยานเลียบคลอง รวมทั้งเรื่องการเดินเรือในคลอง การท่องเที่ยววิถีชุมชน และตลาดน้ำ เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากด้วย” นายไพรัชกล่าว
นางสาวดุสิตธร ทิวะกะลิน ประธานชุมชนคนรักถิ่น ริมคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่ กล่าวว่า ในขณะนี้สำนักการระบายน้ำ กทม. ยังไม่ได้มีการสำรวจและกำหนดแนวคลองและแนวเขื่อนในคลองเปรมประชากรให้ชัดเจน ดังนั้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามนโยบายรัฐบาลจึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งบางชุมชน เช่น ชุมชนคนรักถิ่น และชุมชนแจ้งวัฒนะซอย 5 บางส่วนได้รื้อย้ายบ้านเรือนออกจากคลองแล้ว แต่ยังไม่ได้สัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ เนื่องจากแนวเขื่อนยังไม่ชัดเจน ทำให้ชุมชนได้รับความเดือดร้อนเพราะไม่มีที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ชุมชนขอให้สำนักการระบายน้ำเร่งมาสำรวจและกำหนดความกว้างของคลองและเขื่อนที่ 25 เมตรเท่ากับคลองลาดพร้าว เนื่องจากคลองเปรมประชากรมีความแคบ หากกำหนดความกว้างมากกว่า 25 เมตรก็จะทำให้ชุมชนอยู่อาศัยในชุมชนเดิมไม่ได้ จะต้องไปหาที่อยู่อาศัยใหม่ซึ่งจะไกลกว่าเดิม ทำให้เกิดความลำบากในการประกอบอาชีพและสถานที่เล่าเรียนของลูกหลาน
“เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลองจึงขอความอนุเคราะห์จากท่านนายกรัฐมนตรี ร่วมหารือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการให้เร่งเข้ามาดำเนินการและแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบกับชาวบ้านริมคลองเปรมประชากรและคลองลาดพร้าวที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลองจะได้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี 6 เดือนตามนโยบายของรัฐบาล” นางสาวดุสิตธรกล่าว

นายพันศักดิ์ เจริญ ผอ.ส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากรับเรื่องร้องเรียนและหนังสือจากทางเครือข่ายฯ แล้ว ตนจะทำหนังสือเร่งด่วนไปยังสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักการระบายน้ำ กรมธนารักษ์ มาชี้แจงขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ว่าติดขัดหรือมีอุปสรรคตรงไหน เพื่อที่จะหาทางแก้ไขร่วมกันต่อไป เนื่องจากโครงการพัฒนาชุมชนริมคูคลองและการสร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ดังนั้นจึงขอให้เครือข่ายฯ ส่งตัวแทนมาติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในวันที่ 29 เมษายนนี้ ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล


สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





