
ศปก.ทชพ./ เปิดแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา เผย 3 ชุมชนริมแม่น้ำฯ เขียวไข่กา ปากคลองบางเขน วัดสร้อยทอง 40 ครัวเรือน รวมทั้งชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่จำนวน 24 ครัวเรือน เตรียมย้ายเข้าอยู่แฟลต ขส.ทบ.ภายในเดือนกรกฎาคมนี้หลังการซ่อมแซมแฟลตแล้วเสร็จ ส่วนอีก 9 ชุมชนกำลังจัดหาที่ดิน/ที่อยู่อาศัย คาดปิดโครงการเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ใช้งบรวม 125 ล้านบาทเศษ รองรับชาวบ้านทั้งหมด 309 ครัวเรือน
ตามที่รัฐบาลมีโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อให้เป็นพื้นที่สันทนาการ เช่น ทางเดินและจักรยานเลียบแม่น้ำ ลานกีฬา ฯลฯ โดยให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและมหาวิทยาลัยขอนแก่นทำการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทระยะเวลา 7 เดือน (มีนาคม- กันยายน 2559) และให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดทำแผนงานระยะเวลา 1 ปี (มีนาคม 2559-กุมภาพันธ์ 2560) เพื่อรองรับด้านที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและจะได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานั้น
“จากการสอบถามความต้องการของชาวบ้านและการสำรวจข้อมูลพบว่า มีแนวทางในการรองรับด้านที่อยู่อาศัยอยู่ 6 แนวทาง คือ 1.ย้ายขึ้นแฟลตกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) 2.ขอเช่าที่ดินวัดเพื่อสร้างบ้านใหม่ 3.ขอเช่าที่ดินรัฐ 4.ซื้อที่ดินเอกชน 5.หาที่อยู่อาศัยของการเคะแห่งชาติ เช่น บ้านเอื้ออาทร และ 6.ขอรับเงินเยียวยาและหาที่อยู่อาศัยเอง” นายจีรศักดิ์กล่าว
สำหรับแฟลต ขส.ทบ.นั้น ตั้งอยู่ใกล้กับรัฐสภาใหม่บริเวณสี่แยกเกียกกาย เป็นแฟลต 5 ชั้น 2 อาคารเชื่อมต่อกัน รวมทั้งหมด 64 ห้อง ขนาดพื้นที่ห้องละ 51 ตารางเมตร เดิมเป็นที่พักอาศัยของข้าราชการ ขส.ทบ. แต่เมื่อมีโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาจึงขอใช้แฟลต ขส.ทบ.เพื่อเป็นที่พักสำหรับข้าราชการรัฐสภา และจัดหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ให้แก่ข้าราชการ ขส.ทบ. เมื่อข้าราชการ ขส.ทบ.ย้ายออกไป แฟลตดังกล่าวจึงปล่อยทิ้งร้างเพื่อรอการซ่อมแซม ทั้งนี้โครงสร้างของอาคารและสภาพภายในห้องยังดูแข็งแรง แต่ชำรุดบางส่วน เช่น บานเกล็ด ประตู หน้าต่าง ห้องน้ำ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลมีโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รัฐสภาจึงมอบแฟลตให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ใช้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สามารถรองรับชาวชุมชนเขียวไข่กา, ปากคลองบางเขน และวัดสร้อยทอง รวม 40 ห้อง รวมทั้งรองรับชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่จำนวน 2 ชุมชนคือ ชุมชนบ้านพักองค์การทอผ้า 19 ห้อง และชุมชนริมไทร 5 ห้อง
นายจีรศักดิ์กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาตนได้นำตัวแทนชาวบ้าน 3 ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยามาดูสภาพแฟลต ขส.ทบ.แล้ว ซึ่งตัวแทนชาวบ้านต่างพอใจ เพราะสามารถรองรับครอบครัวของชาวบ้านได้ โดยแต่ละยูนิตจะมี 2 ห้องนอน 1 ห้องโถง ห้องอาบน้ำและห้องส้วมแยกต่างหาก มีเฉลียงหลังห้องสำหรับตากเสื้อผ้าและใช้ทำครัวได้ รวมเนื้อที่ยูนิตละ 51 ตารางเมตรนอกจากนี้พื้นที่ชั้นล่างของแฟลตยังเป็นพื้นที่โล่ง สามารถใช้เป็นที่พักผ่อนหรือจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้
ทั้งนี้กรมโยธาธิการและสำนักผังเมืองได้ประเมินค่าซ่อมแซมแฟลตทั้ง 64 ห้อง (รวมระบบประปา, ไฟฟ้า และซ่อมแซมห้อง) รวมทั้งหมดประมาณ 27 ล้านบาทเศษ หรือเฉลี่ยห้องละ 421,875 บาท ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ศปก.ทชพ.) มีงบประมาณไม่เพียงพอ ศปก.ทชพ.จึงขอความร่วมมือจากการเคะแห่งชาติให้ช่วยประเมินราคาซ่อมแซมใหม่ โดยจะซ่อมแซมเฉพาะสิ่งชำรุดที่จำเป็น ซึ่งหากเป็นไปตามแผนงาน การซ่อมแซมจะใช้เวลาประมาณ 1เดือนเศษ และคาดว่าภายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 3 ชุมชน และจากรัฐสภา 2 ชุมชน รวม 64 ครัวเรือนจะย้ายเข้าอยู่ที่แฟลตแห่งนี้ได้
นายศักดิ์น้อย พรรณพิจิตร ประธานชุมชนเขียวไข่กา เขตดุสิต กล่าวว่า ชาวบ้านในชุมชนรู้ข่าวว่าทางราชการจะมีโครงการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่ปลูกอยู่ในแม่น้ำออกไปในช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา เพราะทางเขตดุสิตส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาบอก ซึ่งในตอนแรกชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็รู้สึกตกใจ เพราะอยู่อาศัยกันมานาน ไม่รู้ว่าจะถูกไล่ไปอยู่ที่ไหน ไม่อยากจะรื้อย้าย เพราะอยู่ที่เดิมสะดวกสบาย อยู่ใกล้โรงพยาบาลวชิระ และใกล้โรงเรียนของลูกหลาน
“แต่เมื่อทาง พอช.ลงมาพูดคุยชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และพาไปดูแฟลต ขส.ทบ. ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิมมากนัก ชาวบ้านก็รู้สึกพอใจ เพราะเดิมชาวบ้านก็ปลูกบ้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามานาน รู้ว่ารุกล้ำแม่น้ำ บ้านเรือนก็ไม่มั่นคงแข็งแรง อีกทั้งเวลาจะเข้าบ้านหรือออกจากบ้านต้องปีนบันไดข้ามเขื่อนทำให้ลำบาก โดยเฉพาะคนแก่และเด็กๆ ฉะนั้นเมื่อทางราชการมีแฟลตรองรับ ชาวบ้านก็รู้สึกพอใจเพราะไม่ได้ถูกขับไล่เปล่าๆ ส่วนการจะรวมตัวกันหาซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านใหม่นั้น คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำ มีรายได้เล็กๆ น้อย” นายศักดิ์น้อยกล่าว
ชุมชนเขียวไข่กามีบ้านเรือนที่ปลูกสร้างอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด 21 ครัวเรือน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ และจับปลาในแม่น้ำ โดย พอช.สนับสนุนให้ชาวบ้านรวมตัวจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีสมาชิก 21 ครัวเรือน กำหนดออมเดือนละ 2 ครั้งๆ ละ 1,200 บาท ทั้งนี้กรมธนารักษ์ในฐานะหน่วยงานเจ้าของแฟลต ขส.ทบ.จะเก็บค่าเช่าผู้อยู่อาศัยยูนิตละ 1,001 บาทต่อเดือน ไม่รวมค่าน้ำประปาและไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม นอกจากแฟลต ขส.ทบ.ที่รองรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวแล้ว นายจีรศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้มีที่ดินว่างเปล่าของกรมธนารักษ์อยู่ติดกับแฟลต ขส.ทบ.เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 17 ตารางวา ซึ่งการเคหะฯ ได้มาสำรวจแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการออกแบบ หากสร้างเหมือนแฟลต ขส.ทบ.ก็จะรองรับชาวบ้านได้ประมาณ 60-80 ครอบครัว ส่วนที่ดินแปลงอื่นๆ ที่จะรองรับชาวบ้านริมฝั่งเจ้าพระยาอีก 9 ชุมชน ประมาณ 250 ครัวเรือนนั้น ขณะนี้มีที่ดินของเอกชน 2 แปลง คือ แปลงที่ 1 เนื้อที่ 3 ไร่ อยู่ติดกับชุมชนราชผาทับทิม เขตดุสิต ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดต่อกับเจ้าของที่ดิน , แปลงที่ 2 เนื้อที่ 5 ไร่ อยู่บริเวณพุทธมณฑลสาย 1 ใกล้สายใต้ใหม่ และที่ดินของบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิทย์ (บบส.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ เนื้อที่ 5 ไร่เศษ อยู่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 37 เขตบางกอกน้อย ราคา 39.9 ล้านบาท สามารถรองรับผู้อยู่อาศัยได้ประมาณ 240 ครอบครัว นอกจากนี้ยังมีบ้านเอื้ออาทรนครชัยศรี (ท่าตำนัก) อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งอยู่ห่างจากสะพานพระปิ่นเกล้าประมาณ 30 กิโลเมตร ยังมีห้องว่างสามารถรองรับผู้อยู่อาศัยได้หลายสิบครอบครัว
สำหรับงบประมาณสนับสนุนการรองรับที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงนั้น นายจีรศักดิ์กล่าวว่า พอช.จะสนับสนุนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบไม่เกินครัวเรือนละ 80,000 บาท โดยแยกเป็น 1. อุดหนุนที่อยู่อาศัยครัวเรือนละ 25,000 บาท และ 2.พัฒนาระบบสาธารณปโภคครัวเรือนละ 50,000 บาท และ 3.งบบริหารจัดการครัวเรือนละ 5,000 บาท ซึ่งทั้ง 3 รายการดังกล่าว พอช.ไม่ได้จ่ายให้ชาวบ้านเป็นเงินสด แต่จะอยู่ในรูปของงบอุดหนุน เช่น หากชาวบ้านจะไปอยู่แฟลต ขส.ทบ. ทาง พอช.ก็จะอุดหนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค (ค่าซ่อมแซมระบบไฟฟ้า, ประปา,ซ่อมห้อง) ค่าธรรมเนียมการจัดให้เช่าเป็นระยะเวลา 3 ปี, ค่าประกันล่วงหน้า 3 เดือน ส่วนค่าเช่ารายเดือน เดือนละ 1,001 บาท ชาวบ้านจะต้องจ่ายผ่านสหกรณ์เพื่อนำไปจ่ายค่าเช่าให้แก่กรมธนารักษ์ต่อไป
ส่วนในกรณีที่ชาวบ้านจะรวมกลุ่มจัดซื้อที่ดินแปลงใหม่เพื่อสร้างบ้าน พอช.จะสนับสนุนสินเชื่อไม่เกินครัวเรือนละ 300,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี รวมทั้งยังมีงบอุดหนุนที่อยู่อาศัยและพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ครัวเรือนละ 80,000 บาท (เช่นเดียวกับผู้ที่จะย้ายขึ้นแฟลต ขส.ทบ.และไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด)
“สำหรับการจัดหาที่ดินและที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จแล้วนั้น หากเจรจาตกลงกับเจ้าของที่ดินหรือเจ้าของอาคารในเบื้องต้นได้แล้ว ทาง ศปก.ทชพ.ก็จะประชุมกับชาวบ้านทั้ง 9 ชุมชนเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับเงื่อนไขในการสนับสนุนงบประมาณด้านที่อยู่อาศัย รวมทั้งร่วมกันจัดทำแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยต่อไป ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการอยู่อาศัยตามแนวทางดังกล่าว หรืออยากจะหาที่อยู่อาศัยเอง ขณะนี้ทาง พอช.กำลังขอความชัดเจนจากทางรัฐบาลว่าจะให้ความช่วยเหลือคนกลุ่มนี้อย่างไร เช่น รับเงินเยียวยาแล้วย้ายออกจากพื้นที่ไปเลย” นายจีรศักดิ์กล่าว
ทั้งนี้ ศปก.ทชพ.กำหนดแผนการขับเคลื่อนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2559- กุมภาพันธ์ 2560 โดยหลังจากจัดหาที่ดินหรือที่อยู่อาศัยได้แล้ว จะเข้าสู่กระบวนการออกแบบวางผัง-เสนอโครงการ-จัดตั้งสหกรณ์-ขออนุญาตก่อสร้าง-ปรับพื้นที่-ยกเสาเอก-ก่อสร้าง-ส่งมอบงานโดยรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ใช้งบประมาณรวม 125 ล้านบาทเศษ ผู้รับผลประโยชน์ 309 ครัวเรือน
ส่วนในกรณีที่ผลการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ และมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกมาแล้วและสรุปว่าโครงนี้ไม่มีความเหมาะสมหรือจะไม่มีการเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปนั้น นายจีรศักดิ์กล่าวว่า ภาระหน้าที่ของ พอช.ก็คือทำให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แม้ว่าจะไม่มีการดำเนินโครงการนี้ต่อ แต่ชาวบ้านก็จะมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ไม่ว่าจะเช่าห้องหรือสร้างบ้านใหม่ เพราะเป็นการอยู่อาศัยอย่างถูกต้อง ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่รื้ออีกต่อไป นอกจากนี้ พอช.ก็ยังมีภารกิจที่จะสนับสนุนชาวบ้านต่อไปนอกเหนือจากเรื่องที่อยู่อาศัย เช่น การสนับสนุนเรื่องอาชีพ เศรษฐกิจ สวัสดิการชุมชน ฯลฯ ซึ่งก็คือการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนต่อไปได้ด้วยชาวชุมชนเอง
สำหรับชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและจะได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีจำนวน 12 ชุมชน รวม 309 ครัวเรือน คือ เขตบางซื่อ 1.ชุมชนปากคลองบางเขนใหม่ ( 12 ครัวเรือน) 2.ชุมชนวัดสร้อยทอง (14 ครัวเรือน) เขตบางพลัด 3.ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลณี ( 10 ครัวเรือน) เขตดุสิต 4.ชุมชนเขียวไข่กา ( 21 ครัวเรือน) 5.ชุมชนศรีคราม (10 ครัวเรือน) 6.ราชผาทับทิม ( 32 ครัวเรือน) 7.ชุมชนศาลเจ้าแม่ทับทิม (32 ครัวเรือน) 8.ชุมชนมิตรคาม 1 (66 ครัวเรือน) 9.ชุมชนมิตรคาม 2 (55 ครัวเรือน) 10.ชุมชนวัดเทวราชกุญชร (33 ครัวเรือน) 11.ชุมชนองค์การทอผ้า (19 ครัวเรือน) และ 12.ชุมชนริมไทร ( 5 ครัวเรือน)
อย่างไรก็ตาม ชุมชนวัดเทวราชกุญชร จำนวน 33 ครัวเรือน (เขตดุสิต) ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ทางตัวแทนชุมชนได้ยืนยันว่าชุมชนของตนเดิมปลูกสร้างอยู่บนพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีหนังสือการเช่าที่ดินจากวัดเทวราชกุญชรเพื่อปลูกสร้างบ้านเป็นหลักฐานมานานหลายสิบปีแล้ว แต่เนื่องจากพื้นที่ริมฝั่งถูกกระแสน้ำกัดเซาะเป็นเวลานานจึงทำให้บ้านเรือนกลายสภาพเป็นบ้านที่ปลูกสร้างในแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นจึงต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
รายงานโดย: สุวัฒน์ กิขุนทด





