คลองลาดพร้าว / พอช.จับมือหน่วยงานภาคี สำนักการระบายน้ำ กทม., สำนักงานเขต, กรมธนารักษ์, ทหาร ฯลฯ ลงพื้นที่ชุมชนริมคลองเปิดเวทีชี้แจงแผนงาน “บ้านประชารัฐริมคลอง” รองรับที่อยู่อาศัยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบชุมชนริมคลองและการสร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม ประเดิมเวทีที่ชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญและร่วมมิตรแรงศรัทธา รวมทั้งชุมชนต่างๆ ที่ชาวบ้านยังไม่เข้าใจนโยบายรัฐบาล เพื่อให้การรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่ 43 ชุมชน 7,000 ครัวเรือน แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2560
วันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่สโมสรยิ่งเจริญ เขตบางเขน กรุงเทพฯ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับสำนักการระบายน้ำ กทม., สำนักงานเขตบางเขน, กรมธนารักษ์, กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และตัวแทนเครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมและชุมชนคูคลอง ได้จัดเวที “ชี้แจงการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำคลองและการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง” โดยมีชาวชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญเข้าร่วมเวทีประมาณ 200 คน
นายวิสุทธิ์ ธรรมวิริยะวงศ์ ผู้อำนวยการเขตบางเขน กล่าวเปิดเวทีว่า การจัดประชุมในวันนี้เพื่อชี้แจงนโยบายของรัฐบาลในการดูแลรักษาคลองเพื่อป้องกันน้ำท่วม โดยจะมีการสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลองลาดพร้าว มีสำนักการระบายน้ำ กทม.รับผิดชอบ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีโครงการ “บ้านประชารัฐริมคลอง” เพื่อรองรับชาวบ้านที่ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินริมคลองซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุโดยกรมธนารักษ์ดูแลอยู่ ทั้งนี้ชุมชนจะต้องมีตัวแทนหรือมีผู้นำชุมชนเพื่อมาสื่อสารระหว่างประชาชนกับภาครัฐ และสร้างความเข้าใจว่าประชาชนจะเข้าร่วมนโยบายเรื่องบ้านประชารัฐริมคลองได้อย่างไร
ตัวแทนจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของรัฐบาล โดยรัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบชุมชนที่รุกล้ำคูคลอง ทั้งนี้ชาวบ้านจะต้องเข้าใจว่า สถานะของชาวบ้านเป็นผู้ที่รุกล้ำที่ดินราชพัสดุ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยให้ชาวบ้านได้เช่าที่ดินอย่างถูกต้อง และสามารถอยู่ในชุมชนเดิมได้ โดยมีโครงการบ้านประชารัฐริมคลองรองรับ หรือหากจะรวมกลุ่มกันไปอยู่บ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หรือจัดหาที่ดินเพื่อสร้างบ้านใหม่ก็ได้ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช.จะดูแลชาวบ้านในเรื่องที่อยู่อาศัย
ตัวแทนจากกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญมีความยาวตามแนวคลองประมาณ 400 เมตร เมื่อหักลบพื้นที่ในแนวก่อสร้างเขื่อนออกแล้ว ชุมชนนี้จะเหลือพื้นที่อยู่อาศัยเพื่อก่อสร้างบ้านและชุมชนใหม่ในที่ดินเดิมประมาณ 5 ไร่ ซึ่งชาวชุมชนจะต้องรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน จำกัด เพื่อเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ในนามสหกรณ์ฯ ทั้งแปลง ทั้งนี้กรมธนารักษ์จะมีมาตรการผ่อนผันให้ชาวชุมชนเช่าในเงื่อนไขที่ผ่อนปรน เช่น ลดอัตราค่าเช่า, ลดค่าธรรมเนียมการเช่า และไม่คิดค่าเช่าย้อนหลัง
ตัวแทนจากสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สำนักการระบายน้ำได้กำหนดแนวก่อสร้างเขื่อนด้านบน (เขตสายไหม บางเขน ดอนเมือง หลักสี่) ความกว้าง 38 เมตร เพื่อประสิทธิภาพในการระบายน้ำป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ โดยขณะนี้บริษัทรับเหมาได้เริ่มก่อสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้างไปแล้ว 3 จุด คือ บริเวณหลังสหแพทย์คลินิก เขตวังทองหลาง, บริเวณคลองหลุมไผ่ และศาลเจ้าพ่อสมบุญ พหลโยธินซอย 54 โดยมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2562 รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ 45 กิโลเมตร (รวมทั้งสองฝั่งคลอง) และในเดือนกรกฎาคมนี้จะเริ่มสร้างเขื่อนบริเวณรั้วริมคลองของกองทัพอากาศซึ่งอยู่ตรงข้ามกับชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญ ความยาวเขื่อนช่วงนี้ประมาณ 500 เมตร ซึ่งหากชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญรื้อย้ายบ้านแล้ว บริษัทรับเหมาก็จะเข้าไปก่อสร้างเขื่อนได้ทันที
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง (ศปก.ทชค.) กล่าวว่า ชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญเมื่อรื้อย้ายออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนแล้วจะเหลือพื้นที่กว้างตลอดแนวคลองประมาณ 20 เมตร ซึ่งมากกว่าชุมชนริมคลองในเขตห้วยขวางที่เหลือพื้นที่กว้างเพียง 12 เมตร ดังนั้นชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญจึงสามารถรื้อย้ายแล้วปรับปรุงเพื่อสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิมได้
“หน่วยงานรัฐทั้ง พอช. กทม. กรมธนารักษ์ และทหาร ได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้ดูแลพี่น้องที่ได้รับผลกระทบให้ดีที่สุด ดังนั้นจึงมีโครงการบ้านมั่นคงหรือบ้านประชารัฐริมคลองขึ้นมา โดยรัฐบาลจะสนับสนุนให้ชาวบ้านได้เช่าที่ดินอย่างถูกต้องในระยะยาว, สนับสนุนงบประมาณด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งโครงการนี้สนับสนุนมากกว่าโครงการที่ผ่านมา และสนับสนุนด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสวัสดิการชุมชน” นายสยามกล่าว
ส่วนงบประมาณในการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยนั้น นายสยามชี้แจงว่า 1.งบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบประปา ไฟฟ้า ถนน ทางเดินในชุมชน ฯลฯ เป็นงบประมาณรวมให้กับชุมชน จำนวน 50,000 บาทต่อครัวเรือน 2.งบอุดหนุนก่อสร้างบ้าน จำนวน 25,000 บาทต่อครัวเรือน และ 3.งบอุดหนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 72,000 บาทต่อครัวเรือน (ในจำนวนนี้เป็นงบอุดหนุนค่าเช่าบ้านระหว่างรื้อย้าย-ก่อสร้างบ้าน เดือนละ 3,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน) ซึ่งงบประมาณทั้งหมดนี้รวมเป็นงบช่วยเหลือครัวเรือนละ 147,000 บาท ซึ่งหากชุมชนใดจะย้ายไปอยู่บ้านเอื้ออาทรหรือจัดซื้อที่ดินใหม่ก็สามารถนำเงินจำนวนนี้ไปเป็นส่วนลดภาระของแต่ละครัวเรือนได้ ครัวเรือนละ 147,000 บาท
ส่วนชุมชนที่จะสร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิมนั้น นายสยามกล่าวว่า ชุมชนจะต้องรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ หลังจากนั้นจึงจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน จำกัด เพื่อขอเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ และจะต้องร่วมกันพิสูจน์สิทธิ์ชาวบ้านที่มีสิทธิ์อยู่อาศัยว่าเป็นผู้ที่อยู่อาศัยจริง หากเป็นบ้านเช่าต้องอยู่อาศัยเกิน 5 ปี หรือตามแต่ข้อตกลงของชาวชุมชน เพื่อจะได้ทราบจำนวนครอบครัวที่แท้จริง และนำไปสู่การออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน เพื่อก่อสร้างบ้านใหม่ต่อไป
ส่วนสินเชื่อที่ พอช.จะสนับสนุนชาวบ้านเพื่อก่อสร้างบ้านใหม่นั้น ไม่เกินครัวเรือนละ 300,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี ผ่อนส่งระยะเวลา 15 ปี หรือ 180 งวด ซึ่งในกรณีของชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญนี้ หากสร้างเป็นบ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 4 X 8 ตารางเมตร ก็จะสามารถรองรับชาวบ้านได้ทั้งหมด และหากกู้จำนวน 300,000 บาทก็จะผ่อนส่งประมาณเดือนละ 2,219 บาท
นางนภาพร เกียรตินิยมรุ่ง อายุ 51 อาชีพขายขนมหวานในตลาดยิ่งเจริญ กล่าวว่า ครอบครัวของตนมี 3 คน ปลูกสร้างบ้านริมคลองมาตั้งแต่ปี 2538 อยากจะอยู่ที่เดิม เพราะสะดวกในการค้าขายประกอบอาชีพ หากหน่วยงานจะให้กู้เพื่อสร้างบ้านและผ่อนประมาณเดือนละ 2,000 บาทก็รับได้
สำหรับชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญถือว่าเป็นชุมชนที่มีสภาพเศรษฐกิจดี เพราะตลาดยิ่งเจริญเป็นตลาดจำหน่ายอาหารและสินค้าต่างๆ ขนาดใหญ่ ชาวบ้านสร้างบ้านเรือนอยู่หลังตลาดตามแนวคลอง มีสภาพแออัด ส่วนใหญ่ค้าขายและรับจ้างอยู่ในตลาด ชาวบ้านรุ่นแรกๆ อยู่อาศัยกันมานานประมาณ 50 ปี ส่วนใหญ่อยากอยู่ในที่ดินเดิมเพราะสะดวกในการทำมาหากิน จำนวนครัวเรือนปัจจุบันประมาณ 140 ครัวเรือน ชาวบ้านยังไม่เคยรวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ แต่มีความสนใจเพราะอยากอยู่ในที่ดินเดิม โดยในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ ชาวบ้านจะร่วมกับ พอช.และภาคีเครือข่ายร่วมกันสำรวจข้อมูลชุมชน เพื่อนำไปสู่การพิสูจน์ผู้ที่มีสิทธิ์อยู่อาศัย และออกแบบบ้านและผังชุมชนต่อไป ซึ่งหากเป็นไปตามแผนงาน การรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่จะเริ่มได้ภายในช่วงสิ้นปีนี้
นอกจากการจัดเวทีหลังตลาดยิ่งเจริญในวันนี้แล้ว พอช.และภาคีเครือข่ายยังได้จัดเวทีที่ชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา คลองลาดพร้าว (คลองถนน) เขตดอนเมือง โดยได้ข้อสรุปว่า ชุมชนร่วมมิตรฯ มีทั้งหมด 365 ครัวเรือน มีชาวบ้านยืนยันสิทธิ์ที่อยู่อาศัยรวม 249 ครัวเรือน ไม่แสดงความประสงค์ในการอยู่อาศัย 94 ครัวเรือน ต้องการจัดหาที่ดินใหม่ประมาณ 10 กว่าราย และต้องการย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม 14 ราย
อย่างไรก็ตาม นอกจากเวทีดังกล่าวแล้ว ในชุมชนต่างๆ ที่ชาวบ้านยังไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเรื่องแผนงานรองรับที่อยู่อาศัย พอช.และหน่วยงานภาคีก็จะลงไปจัดเวทีเพื่อสร้างความเข้าใจต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับแผนงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ปรับแผนรองรับที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร รวม 43 ชุมชน ประมาณ 7,000 ครัวเรือน จากเดิม 3 ปีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี 6 เดือน หรือภายในสิ้นปี 2560 นี้ โดยในปีนี้จะเริ่มก่อสร้างบ้านจำนวน 10 ชุมชน เช่น ศาลเจ้าพ่อสมบุญ, บางบัวร่วมใจพัฒนา (เชิงสะพานไม้ 2, วังหิน และหลังกรมวิทย์
รายงานโดย สุวัฒน์ กิขุนทด





