
ปัญหาความยากจนและการขาดแคลนที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานของสังคมไทย เพราะในขณะที่คนส่วนน้อยมีบ้านหลังที่สอง เช่น มีบ้านพักตากอากาศที่หัวหิน เชียงใหม่ เขาใหญ่ วังน้ำเขียว ฯลฯ แต่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังขาดแคลนที่อยู่อาศัย ข้อมูลที่สำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2556 ระบุว่า ประเทศไทยมีครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 20 ล้านครัวเรือน มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยประมาณ 15.5 ล้านครัวเรือน ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยประมาณ 4.6 ล้านครัวเรือน ดังนั้นประชากรในกลุ่มนี้จึงต้องเช่าที่พักอาศัย หรืออาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง และจำนวนไม่น้อยต้องบุกรุกที่ดินของรัฐและเอกชนเพื่ออยู่อาศัย
“ที่ดินริมคลอง” ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นพื้นที่แห่งหนึ่งที่มีประชาชนเข้าไปบุกเบิกปลูกสร้างที่อยู่อาศัยมายาวนานหลายสิบปี เช่น ที่ดินริมคลองเปรมประชากร, คลองลาดพร้าว, คลองบางซื่อ ฯลฯ คลองเหล่านี้ขุดขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อการชลประทานเพาะปลูกข้าวและเป็นเส้นทางสัญจร แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น มีถนนมาแทนที่คลอง ที่นาริมคลองจึงกลายเป็นที่ดินจัดสรรหรือเป็นหมู่บ้าน ชาวนาที่ไร้ที่ดินจึงต้องถอยร่นไปหาที่ว่างริมตลิ่งคลองเพื่อปลูกสร้างบ้าน ซึ่งในช่วงหลายสิบปีก่อนนั้น บริเวณพื้นที่ริมตลิ่งทั้งสองฝั่งคลองยังมีสภาพรกร้าง เป็นที่ดินราชพัสดุ (ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดตั้งกรมคลองขึ้นมา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 จึงเปลี่ยนเป็นกรมชลประทาน ภายหลังเมื่อกรมชลประทานไม่ได้ดูแลพื้นที่คลองในกรุงเทพฯ จึงคืนพื้นที่ให้ราชพัสดุ ปัจจุบันดูแลโดยกรมธนารักษ์)
ดังเช่น “สำเนียง บุญลือ” อายุ 62 ปี ผู้นำชุมชนพิบูลร่วมใจ 2 คลองลาดพร้าว (หลังโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์) เขตห้วยขวาง บอกว่า “เมื่อก่อนแถวห้วยขวางมีแต่ทุ่งนา ในคลองลาดพร้าวยังมีโรงสีรับซื้อข้าวอยู่ 2 โรง เป็นโรงสีของคนจีน แม่ของผมเมื่อก่อนก็เช่าที่ดินทำนา แต่พอช่วงประมาณปี 2518 เจ้าของที่นาขายที่ดินเพื่อทำบ้านจัดสรร อาชีพทำนาจึงค่อยๆ หมดไป ครอบครัวผมตอนนั้นก็ย้ายมาอยู่ที่ริมคลองแล้ว ช่วงนั้นยังมีคนมาปลูกบ้านอยู่ไม่มากนัก แต่พอหลังปี 2520 แถวลาดพร้าว-ห้วยขวางเจริญขึ้น ที่ดินริมคลองลาดพร้าวจึงมีคนจากที่ต่างๆ เข้ามาปลูกบ้าน บ้างก็ชักชวนญาติพี่น้องมาอยู่ ทำให้กลายเป็นชุมชนหนาแน่น”
ไม่ต่างจากริมคลองอื่นๆ ที่ชุมชนขยายตัวแน่นขึ้น เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ แพงขึ้น ดังนั้นนอกจากชาวบ้านริมคลองที่อยู่อาศัยมาแต่ดั้งเดิมเช่นลุงสำเนียงแล้ว ชุมชนริมคลองหลายแห่งยังกลายเป็นแหล่งบ้านเช่าราคาถูกของผู้ที่มีรายได้น้อย หรือเป็นหอพักของนักศึกษา เช่น ชุมชนริมคลองที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเขตบางเขน ราคาค่าเช่ามีตั้งแต่เดือนละ 1,000-1,500 บาท ขณะที่ข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานครระบุว่า ปัจจุบันมีคูคลองและลำรางในเขตกรุงเทพฯ ถูกรุกล้ำจำนวน 1,161 แห่ง จำนวนครัวเรือนที่รุกล้ำ 23,500 ครัวเรือน รวมประชากรทั้งหมดประมาณ 94,000 คน โดยคูคลองเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นที่ดินราชพัสดุ ดูแลโดยกรมธนารักษ์
หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 รัฐบาลในขณะนั้นมีแผนงานป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ โดยจะสร้างเขื่อนระบายน้ำในลำคลองสายหลักในกรุงเทพฯ เพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แต่เนื่องจากรัฐบาลกังวลเรื่องปัญหามวลชนที่จะต่อต้านโครงการ เพราะการก่อสร้างดังกล่าวจะต้องมีการรื้อย้ายบ้านเรือนที่ปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองจำนวนนับหมื่นครัวเรือน ดังนั้นแผนงานดังกล่าวจึงชะลอเอาไว้ จนเมื่อคณะ คสช.เข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงกลางปี 2557 รัฐบาล คสช.ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องฐานเสียงของมวลชนจึงปัดฝุ่นหยิบเอาโครงการนี้มาดำเนินงานต่อ
ในเดือนกันยายน 2558 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ” มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการ มีคณะกรรมการมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน และมอบหมายให้ กทม. (สำนักการระบายน้ำ) รับผิดชอบเรื่องการสร้างเขื่อน ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รับผิดชอบแผนงานรองรับที่อยู่อาศัยของประชาชนริมคลอง
ทั้งนี้การก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเพื่อระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมในคลองสายหลักจะเริ่มที่คลองลาดพร้าว โดย บริษัทริเวอร์เอ็นจิเนียร์ริ่ง จำกัด ประมูลงานได้ในวงเงิน 1,645 ล้านบาท จากบริเวณอุโมงค์เขื่อนยักษ์พระราม 9 (ใกล้คลองแสนแสบ เขตวังทองหลาง) ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้ เขตสายไหม ความยาวทั้งหมด (ทั้งสองฝั่ง) ประมาณ 45 กิโลเมตร ขนาดความกว้างของเขื่อน 17 - 38 เมตร เริ่มก่อสร้างเขื่อนในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งตามแผนงานจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2562 ขณะนี้ (สิงหาคม 2559) บริษัทก่อสร้างเขื่อนได้แล้ว 1,800 เมตร
ส่วนแผนงานด้านที่อยู่อาศัยของชาวชุมชนริมคลองที่จะต้องรื้อย้ายออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนนั้น รัฐบาลมอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ซึ่งดำเนินโครงการ “บ้านมั่นคง” พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนในเมืองและชนบทมาตั้งแต่ปี 2546 จัดทำแผนงาน “บ้านประชารัฐริมคลอง” รองรับชาวชุมชนริมคลองที่จะได้รับผลกระทบจำนวน 43 ชุมชน รวม 7,314 ครัวเรือน
ขณะที่กรมธนารักษ์ที่ดูแลที่ดินราชพัสดุริมคลองจะให้ชาวชุมชนเช่าที่ดินในระยะยาว เปลี่ยนสถานะจากผู้บุกรุกเป็นผู้เช่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยในขณะนี้กรมธนารักษ์ได้มอบสัญญาเช่าที่ดินให้แก่ชุมชนต่างๆ ไปแล้ว 6 ชุมชน คือ 1.ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ 2.เพิ่มสินร่วมใจ (เขตสายไหม) 3.ชุมชนวังหิน 4.หลังกรมวิทย์ (เขตจตุจักร) 5.ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา (เขตหลักสี่) และ 6.ชุมชนรุ่นใหม่พัฒนา เขตบางเขน
“ศปก.ทชค.” วอร์รูมขับเคลื่อนบ้านประชารัฐริมคลอง
สยาม นนท์คำจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง (ศปก.ทชค.) กล่าวว่า โครงการบ้านประชารัฐริมคลองยึดหลักการของบ้านมั่นคงของ พอช. คือให้ชาวชุมชนริมคลองรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา เป็นการพัฒนาแนวใหม่ ไม่ใช่รูปแบบของการสงเคราะห์หรือหน่วยงานรัฐไปสร้างบ้านให้ชาวบ้านแบบให้เปล่า แต่ให้ชุมชนหรือชาวบ้านเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา เช่น รวมกลุ่มกันโดยจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสำรวจข้อมูลปัญหาและความต้องการ ช่วยกันออกแบบบ้าน วางผังชุมชน จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์เคหสถานเพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านหรือจัดซื้อที่ดิน และร่วมกันบริหารโครงการ ฯลฯ โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนในด้านงบประมาณ ความรู้และความร่วมมือ
“หลักการสำคัญของบ้านประชารัฐริมคลองก็คือ 1.หากชุมชนใดมีพื้นที่เหลือจากแนวก่อสร้างเขื่อน หรือสามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้ พอช.ก็จะประสานงานกับกรมธนารักษ์ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ดูแลที่ดินราชพัสดุริมคลองจัดทำสัญญาเช่าในระยะยาวให้แก่ชาวบ้านเพื่อสร้างบ้านใหม่ 2.หากชุมชนใดไม่มีพื้นที่เหลือพอที่จะสร้างบ้าน ชาวบ้านอาจรวมกลุ่มไปหาซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้าน และ 3.เช่าซื้อที่อยู่อาศัยโครงการที่มีอยู่แล้ว เช่น บ้านเอื้ออาทรของการเคหะฯ” ผอ.ศปก.ทชค.กล่าว
ส่วนงบประมาณในการช่วยเหลือประชาชนแบ่งออกเป็น 1.พัฒนาระบบสาธารณูปโภคและอุดหนุนที่อยู่อาศัยครัวเรือนละ 80,000 บาท 2.ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ครัวเรือนละ 80,000 บาท 3.สนับสนุนสินเชื่อเพื่อก่อสร้างบ้านหรือซื้อที่ดิน/ที่อยู่อาศัยไม่เกิน 300,000 บาท ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี และ 4.ในระหว่างการรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่จะอุดหนุนค่าเช่าบ้านครัวเรือนละ 3,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือตามข้อ 1-3 พอช.ไม่ได้จ่ายให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นเงินสด แต่จะจ่ายผ่านสหกรณ์เคหสถานที่ชาวชุมชนจัดตั้งขึ้นมา เพื่อนำไปบริหารจัดการเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุ ค่าก่อสร้าง หรือซื้อที่ดิน
ตัวอย่างที่ “ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ” ซอยพหลโยธิน 54 เขตสายไหม มีบ้านเรือนทั้งหมด 65 หลังคาเรือน เป็นชุมชนนำร่องในการรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากลำคลองและแนวก่อสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าว ชุมชนมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 3 ไร่ 245 ตารางวา ได้รับสัญญาเช่าระยะเวลา 30 ปีจากกรมธนารักษ์ ในอัตราตารางวาละ 1.50 บาท/เดือน เมื่อเดือนมีนาคม 2559 หลังจากนั้นในเดือนเมษายนจึงเริ่มก่อสร้างบ้าน ขณะนี้บ้านเฟสแรก 4 หลังใกล้จะแล้วเสร็จ
อวยชัย สุขประเสริฐ ประธานชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ กล่าวว่า บ้านทั้งหมด 65 หลังจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ในจำนวนนี้มี “บ้านกลาง” 1 หลังที่ชาวชุมชนจะช่วยกันระดมทุนก่อสร้างเพื่อให้เป็นบ้านกลางสำหรับคนมีฐานะยากจนหรือด้อยโอกาสในชุมชนได้อยู่อาศัย โดยชุมชนได้เริ่มรวมกลุ่มและจัดตั้งคณะกรรม การขึ้นมาเพื่อจัดทำโครงการบ้านมั่นคงตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558 เช่น มีการสำรวจข้อมูลชุมชน ร่วมกันออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน จัดตั้งสหกรณ์เคหสถานขึ้นมาเพื่อบริหารโครงการและทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์
สำหรับแบบบ้านจะมีทั้งหมด 3 แบบ คือ บ้านชั้นเดียว ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร, บ้าน 2 ชั้น ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร และบ้าน 2 ชั้น ขนาด 6 X 6 ตารางเมตร ราคาก่อสร้างประมาณ 186,910-369,142 บาทต่อหลัง ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน โดยแต่ละครอบครัวจะต้องออมเงินเข้ากลุ่มเดือนละ 600-800 บาท ส่วนที่เหลือจะใช้สินเชื่อจาก พอช. ผ่อนส่งประมาณ 1,287-2,537 บาทต่อเดือน ระยะเวลาผ่อนส่ง 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี
“ส่วนการก่อสร้างบ้าน ชุมชนจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ เข้ามารับผิดชอบและร่วมตรวจสอบ เช่น มีฝ่ายช่าง ฝ่ายจัดซื้อวัสดุ ฝ่ายตรวจสอบ ฯลฯ ใช้ช่างก่อสร้างจากในชุมชนและผู้รับเหมา โดยจะแบ่งพื้นที่ส่วนกลางเพื่อจัดทำเป็นสวนหย่อม มีท่าเรือ มีทางเดินเท้าและจักรยานเลียบคลองความกว้างประมาณ 3 เมตร เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็จะทำให้ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ชาวบ้านจะได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนไล่อีกต่อไป” อวยชัยกล่าว
ส่วนการดำเนินงานของ “ศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง” หรือ “ศปก.ทชค.” ซึ่งถือว่าเป็น “War Room” ในการขับเคลื่อนโครงการบ้านประชารัฐริมคลองนั้น สยามในฐานะ CEO.ของโครงการบอกว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม. ได้จัดตั้ง ศปก.ทชค. ขึ้นมาเมื่อเดือนธันวาคม 2558 และมีศูนย์ย่อยอีก 5 ศูนย์เพื่อทำงานเชิงรุกเกาะติดพื้นที่ ดูแลพื้นที่ชุมชนตลอดแนวคลองลาดพร้าว เริ่มจากเขตวังทองหลาง-ห้วยขวาง-จตุจักร-บางเขน-หลักสี่-ดอนเมือง-สายไหม โดยมีผู้ปฏิบัติงานจาก พอช., ประมาณ 70 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขต, ตำรวจ ทหาร และแกนนำจากชุมชนริมคลองต่างๆ ร่วมกันลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับประชาชน ทำให้โครงการบ้านประชารัฐริมคลองมีความคืบหน้าไปตามลำดับขั้น โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการใน 24 ชุมชน รวม 3,810 ครัวเรือน โดย ครม.อนุมัติงบประมาณแล้วจำนวน 1,401 ล้านบาท
ขณะที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะที่ลงมาจัดระเบียบชุมชนริมคลองและสร้างเขื่อนฯ ป้องกันน้ำท่วมก็ได้กำชับและติดตามโครงการนี้มาตลอด ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาบรรดานายทหารระดับสูงของ คสช.จึงเข้ามาตรวจความคืบหน้าที่ชุมชนริมคลองลาดพร้าวตลอดเวลา เช่น พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ., พลตรีณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ฯลฯ รวมทั้งพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธียกเสาเอกสร้างบ้านใหม่ที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา

ช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีมอบบ้านใหม่และลงเสาเอกสร้างบ้านที่ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา (สะพานไม้ 2) คลองลาดพร้าว เขตหลักสี่ ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว จำนวน 22 หลัง และกำลังจะก่อสร้างใหม่อีก 58 หลัง จากทั้งหมด 206 หลังซึ่งจะทะยอยสร้างต่อไป

บริษัทอสังหาริมทรัพย์เอกชนร่วมโครงการบ้านประชารัฐริมคลอง
ส่วนชุมชนที่ได้รับสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์แล้ว และจะเริ่มก่อสร้างบ้านใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้ เช่น ชุมชนวังหิน เขตจตุจักร จำนวนทั้งหมด 82 หลังคาเรือน รื้อถอนบ้านออกจากแนวเขื่อนและคลองแล้ว 10 หลัง และจะเริ่มสร้างบ้านเฟส 10 หลังภายในเดือนสิงหาคมนี้, ชุมชนเลียบคลองสอง โซน 3 เขตสายไหม จำนวน 112 หลังคาเรือน จัดซื้อที่ดินแปลงใหม่ในย่านใกล้เคียงชุมชนเดิม เนื้อที่ 4 ไร่เศษ ราคา 17 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในระหว่างการถมที่ดิน ฯลฯนอกจากนี้ยังมีชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา เขตดอนเมือง จำนวน 368 หลังคาเรือน อยู่ในระหว่างการจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน เพื่อทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ โดยชุมชนริมคลองแห่งนี้ถือเป็นชุมชนแรกที่มีบริษัทเอกชนเข้ามาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility) หรือ CSR คือบริษัทแมกโนเลียส์ ควอลิตี้ ดีเวลอปเม้นท์ คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด ซึ่งทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทย โดยบริษัทได้เข้ามาร่วมออกแบบบ้านและวางผังให้แก่ชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการ
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ชุมชนแห่งนี้ได้ออกแบบให้มีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายด้วย รูปแบบจะคล้ายกับการผลิตโซล่าร์เซลล์ที่ชุมชนเชิงสะพานไม้ 1 เขตหลักสี่ คือสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 3 กิโลวัตต์ขายให้แก่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)ได้ ซึ่งในชุมชนบางบัวฯ มีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ทั้งหมดจำนวน 4 หลัง ขนาดกำลังการผลิตหลังละ 3 กิโลวัตต์ โดยเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้เริ่มขายกระแสไฟฟ้าให้แก่ กฟน.แล้ว ในอัตราเฉลี่ยยูนิตละ 6 บาท 85 สตางค์ ซึ่งในแต่ละวันแผงโซล่าร์เซลล์ 1 หลังจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้เต็มที่ประมาณ 5 ชั่วโมง จำนวน 12 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าวันละ 82.20 บาท หรือประมาณเดือนละ 2,500 บาท รวมปีละ 30,000 บาท แต่มีต้นทุนในการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ประมาณ 200,000 บาท ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7 ปี สามารถขายไฟฟ้าได้นานประมาณ 25 ปี
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิตโซล่าร์เซลล์ดังกล่าวเฉลี่ยประมาณ 200,000 บาทต่อหลัง ซึ่งชาวบ้านยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างบ้านและผ่อนส่งบ้าน รวมทั้งนโยบายการรับซื้อกระแสไฟฟ้าโซล่าร์เซลล์รอบใหม่ (กฟน.ปิดรับซื้อไฟฟ้าไปแล้วตั้งแต่ปี 2557) ซึ่งหากมีแหล่งทุนให้ชาวบ้านกู้ยืม และรัฐบาลมีนโยบายรับซื้อกระแสไฟฟ้าโซล่าร์เซลล์จากชุมชน ก็จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขายไฟฟ้าครัวเรือนละประมาณ 2,500 บาทต่อเดือน สามารถนำมาผ่อนส่งเงินกู้สร้างบ้านได้ ขณะที่คนกรุงเทพฯ ก็จะมีไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดใช้
แผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัย พอช. 10 ปี
นอกจากการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชาวชุมชนริมคลองดังกล่าวแล้ว รัฐบาลยังมีนโยบายเร่งด่วนด้านที่อยู่อาศัยของผู้ที่มีรายได้น้อยทั่วประเทศ ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2556 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ที่มีรายได้น้อยที่ต้องการความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยประมาณ 2.7 ล้านครัวเรือน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี (พ.ศ.2559-2568) มอบหมายให้การเคหะแห่งชาติจัดทำโครงการในลักษณะการเช่าและเช่าซื้อประมาณ 1.7 ล้านหน่วย
ขณะที่ พอช.รับผิดชอบจำนวน 1,044,510 ครัวเรือน กลุ่มเป้าหมายคือ คนจนในเมือง (บ้านมั่นคง 680,808 ครัวเรือน) คนริมคลอง 9 สาย (11,004 ครัวเรือน) คนไร้บ้าน (698 ครัวเรือน) และชาวบ้านในชนบท (บ้านพอเพียง 352,000 ครัวเรือน) รวมงบประมาณ 147,074 ล้านบาท
ส่วนแผนยุทธศาสตร์สำคัญที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายข้างต้น เช่น 1.จะต้องมีการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับเมือง” เพื่อนำมาดำเนินโครงการบ้านมั่นคง สนับสนุนสินเชื่อแก่องค์กรชุมชน และสหกรณ์ 2.รัฐมีนโยบายให้สถาบันการเงินของรัฐและเอกชนให้สินเชื่อแก่องค์กรชุมชนและสหกรณ์ชุมชน เพื่อทำโครงการบ้านมั่นคง โดยให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ระยะยาว 3.รัฐมีนโยบายให้ชุมชนเช่าที่ดินว่างเปล่าหรือที่ดินของรัฐในระยะยาว
4.แก้ไขกฎหมาย หรือลดขั้นตอนให้มีการขอใช้ที่ดินของรัฐทุกประเภทได้สิ้นสุดลงในระดับจังหวัด 5.ให้ พ.ร.บ.สหกรณ์กำหนดวัตถุประสงค์เพิ่มเติม เพื่อให้สหกรณ์สามารถประกอบธุรกิจต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ 6.ให้ พ.ร.บ.ผังเมืองผ่อนปรนข้อจำกัดต่างๆ เช่น ผังสีการใช้ประโยชน์ที่ดิน การจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการทำโครงการบ้านมั่นคง 7.เพิ่มบทบาทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยได้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ เปลี่ยนบทบาทจากส่วนกลางเป็นชุมชนและท้องถิ่น
พลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการ พอช.กล่าวว่า หลักการของ พอช.ก็คือพยายามขยายหรือกระจายการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยไปให้ท้องถิ่นมีบทบาท อาจต้องแก้กฎหมายเพื่อให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีอำนาจหรือมีบทบาทในการจัดการเรื่องที่อยู่อาศัย เช่น พอช.ดูแลโครงการในภาพรวมทั่วประเทศ แล้วให้ท้องถิ่นรับงบประมาณไปทำถ้าสามารถทำแบบนี้ได้ทั่วประเทศ จะทำให้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยลดลง ลดความเหลื่อมล้ำเรื่องที่อยู่อาศัยลงได้
“จากประสบการณ์ที่ทำเรื่องที่อยู่อาศัยริมคลอง พอช.สามารถดึงเอาการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ของผู้คนกลุ่มต่างๆ เข้ามาช่วย เช่น มีบริษัทก่อสร้างเอกชนที่เข้ามาร่วมทำ CSR บ้านประชารัฐริมคลอง มาช่วยออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน รวมทั้งยังจะช่วยเรื่องแหล่งเงินกู้เพื่อให้ชาวบ้านทำโซล่าร์เซลล์ติดบนหลังคา เพื่อขายกระแสไฟเป็นรายได้ของชาวบ้าน เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน เป็นนโยบายประชารัฐที่ทำได้จริง” ผอ.พอช. กล่าว
นี่คือก้าวย่างของโครงการบ้านประชารัฐริมคลองและแผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัย 10 ปีของ พอช. โดยมีชุมชนเป็นแกนหลัก มีกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งชุมชน ท้องถิ่น และภาคเอกชน ในรูปแบบของโครงการ “ประชารัฐ” เป้าหมายก็เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีมาตรฐาน มีสาธารณูปโภค มีสภาพ แวดล้อมที่เหมาะสม เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม..!!
สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





