
กรุงเทพฯ/ ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 3 ชุมชน รวม 40 ครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเตรียมย้ายเข้าอยู่แฟลต ขส.ทบ.หลังจากซ่อมแซมแล้วเสร็จในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ ส่วนชุมชนที่ต้องการอยู่อาศัยในโครงการบ้านเอื้ออาทรท่าตำหนัก จ.นครปฐม และซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านใหม่จะเริ่มดำเนินการได้ภายในสิ้นปีนี้
ตามที่รัฐบาลมีโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งเจ้าพระยาช่วงแรก ตั้งแต่สะพานพระราม 7-สะพานปิ่นเกล้า ระยะทางรวม 14 กิโลเมตร โดยมอบหมายให้กรุงเทพมหานครรับผิดชอบด้านการศึกษาและออกแบบโครงการพัฒนาพื้นที่ ส่วนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้รับมอบหมายให้จัดทำแผนงานรองรับที่อยู่อาศัยของชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 9 ชุมชน โดย พอช.มีแนวทางรองรับอยู่ 3 แนวทาง คือ 1.ย้ายเข้าอยู่ในแฟลต ขส.ทบ. เขตดุสิต ใกล้รัฐสภาแห่งใหม่ 2.เข้าอยู่โครงการบ้านเอื้ออาทรท่าตำหนัก อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และ 3.จัดหาที่ดินเพื่อสร้างบ้านใหม่นั้น
นายจีรศักดิ์ พูลสง ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวถึงความคืบหน้าของแผนงานว่า ขณะนี้แฟลต ขส.ทบ.(ขนส่งทหารบก) จำนวน 64 ห้อง กำลังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม เนื่องจากเป็นแฟลตเก่าที่ข้าราชการกรมขนส่งทหารบกเคยอาศัยมานานหลายสิบปีจึงมีสภาพทรุดโทรม ต้องซ่อมแซมระบบไฟฟ้า น้ำประปา ฯลฯ รวมค่าซ่อมแซมทั้งหมดประมาณ 6.2 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้การซ่อมแซมใกล้จะแล้วเสร็จ ขณะเดียวกันชาวชุมชนที่มีสิทธิ์เข้าอยู่อาศัยได้เข้ามาทำความสะอาดและซ่อมแซมห้องพักของตนเอง เช่น ทาสีภายในห้อง เปลี่ยนประตู ลูกบิดที่ชำรุด ฯลฯ
“แฟลต ขส.ทบ.จะรองรับชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา 3 ชุมชน คือ ชุมชนเขียวไข่กา วัดสร้อยทอง และปากคลองบางเขนใหม่ รวม 40 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังรองรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างรัฐสภาใหม่จำนวน 2 ชุมชน คือชุมชนองค์การทอผ้าและริมไทร รวม 24 ครัวเรือน รวมทั้งหมด 64 ครัวเรือน ซึ่งขณะนี้ชาวบ้าน 2 ชุมชนหลังได้เริ่มเข้าอยู่อาศัยแล้ว” นายจีรศักดิ์กล่าว และว่า ชาวบ้านทั้ง 5 ชุมชนที่เข้าอยู่ในแฟลต ขส.ทบ.จะต้องจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลที่อยู่อาศัยร่วมกัน ออกกฎระเบียบร่วมกัน และจะมีการจัดสรรพื้นที่ชั้นล่างซึ่งเป็นลานโล่งให้เป็นพื้นที่สันทนาการ รวมทั้งแบ่งพื้นที่ให้ชาวบ้านได้ประกอบอาชีพค้าขายด้วย
สำหรับแนวทางการช่วยเหลือชาวบ้านนั้น นายจีรศักดิ์กล่าวว่า พอช.จะสนับสนุนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบไม่เกินครัวเรือนละ 80,000 บาท โดยแยกเป็น 1. อุดหนุนที่อยู่อาศัยครัวเรือนละ 25,000 บาท และ 2.พัฒนาระบบสาธารณูปโภคครัวเรือนละ 50,000 บาท และ 3.งบบริหารจัดการครัวเรือนละ 5,000 บาท ซึ่งทั้ง 3 รายการดังกล่าว พอช.ไม่ได้จ่ายให้ชาวบ้านเป็นเงินสด แต่จะอยู่ในรูปของงบอุดหนุน ในกรณีแฟลต ขส.ทบ. ทาง พอช.จะอุดหนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค (ค่าซ่อมแซมระบบไฟฟ้า, ประปา,ซ่อมห้อง) ค่าธรรมเนียมการจัดให้เช่าเป็นระยะเวลา 3 ปี, ค่าประกันล่วงหน้า 3 เดือน ส่วนค่าเช่ารายเดือน เดือนละ 1,001 บาท ชาวบ้านจะต้องจ่ายเอง โดยจ่ายผ่านสหกรณ์เคหสถานที่ชาวบ้านจะร่วมกันจัดตั้งขึ้นมา เพื่อนำเงินค่าเช่าไปชำระให้กับกรมธนารักษ์ในฐานะเจ้าของแฟลต

ศักดิ์น้อย พรรณพิจิตร ประธานชุมชนเขียวไข่กา กล่าวว่า ชุมชนเขียวไข่กามีทั้งหมด 21 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ปลูกสร้างบ้านเรือนในแม่น้ำเจ้าพระยามานานหลายสิบปี เฉพาะครอบครัวของตนอยู่อาศัยมาตั้งแต่รุ่นแม่ อยู่มานานไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี ชาวบ้านมีอาชีพค้าขายเล็กๆ น้อยอยู่ข้างโรงเรียนราชินีบน แต่เมื่อรัฐบาลมีโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยาและให้ความช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องที่อยู่อาศัยชาวบ้านก็ไม่ได้คัดค้าน เพราะไม่อยากถูกต่อว่าว่ารุกล้ำแม่น้ำหรือทำให้แม่น้ำสกปรก เมื่อ พอช.มาแนะนำให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันพวกเราจึงตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นทุนสำรองที่อยู่อาศัย กำหนดเก็บเงินจากสมาชิกครัวเรือนละ 1,120 บาทต่อเดือน แยกเป็น 1,000 บาทเป็นค่าเช่าห้อง, 100 บาทสะสมหุ้นเข้าสหกรณ์เคหสถาน และ 20 บาทเป็นค่าบริหารจัดการและค่าส่วนกลาง
“ตอนนี้ผมกำลังทาสีห้องและซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ กะว่าจะซ่อมแล้วเสร็จและย้ายเข้ามาอยู่ในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ จากชุมชนเก่าที่ท่าเขียวไข่กา เมื่อย้ายมาอยู่แฟลต ขส.ทบ.ก็ห่างกันไม่เกิน 2 กิโลเมตร คนที่ค้าขายอยู่ข้างโรงเรียนราชินีก็ยังกลับไปขายของได้ ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก” ศักดิ์น้อยกล่าว
นางเยาวนุช สมบูรณ์ อายุ 35 ปี ชุมชนเขียวไข่กา อาชีพขายหมูปิ้งอยู่ข้างโรงเรียนราชินีบน บอกว่า ครอบครัวมีทั้งหมด 5 คน บ้านเดิมที่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามีสภาพคับแคบ เข้า-ออกลำบาก เพราะ กทม.สร้างเขื่อนกั้นน้ำเป็นแนวยาว เวลาจะเข้า-ออกบ้านต้องปีนข้ามเขื่อนสูงเกือบ 2 เมตร เด็กและคนแก่ปีนข้ามลำบาก เมื่อมาดูห้องพักที่แฟลต ขส.ทบ.ก็รู้สึกพอใจ เพราะห้องพักมีขนาดกว้าง มี 1 ห้องโถง 2 ห้องนอน ห้องน้ำและห้องส้วมแยกต่างหาก ซึ่งหากเป็นห้องเช่าของเอกชน ความกว้างขนาดนี้ ค่าเช่าคงไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท
“บ้านเก่าที่เขียวไข่กาตอนนี้ก็ทรุดแล้ว เวลาน้ำมาบ้านก็จะโยก และน้ำจะพัดเอากอผักตบชวามาติดอยู่ที่เสาบ้านด้วย บางครั้งก็จะมีงูเลื้อยขึ้นมาจากน้ำ ดูแล้วไม่ค่อยปลอดภัย ตอนนี้ต้องไปเช่าห้องเล็กๆ อยู่ก่อน ค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท คิดว่าต้นเดือนตุลาฯ นี้จะย้ายเข้ามาอยู่แฟลต เพราะสะดวกและปลอดภัย ค่าเช่าก็ถูกเดือนละ 1,000 บาทเอง” นางเยาวนุชกล่าว
สำหรับแฟลต ขส.ทบ.นั้น ตั้งอยู่ใกล้กับรัฐสภาใหม่บริเวณสี่แยกเกียกกาย เขตดุสิต เป็นแฟลต 5 ชั้น 2 อาคารเชื่อมต่อกัน รวมทั้งหมด 64 ห้อง ขนาดพื้นที่ห้องละ 51 ตารางเมตร เดิมเป็นที่พักอาศัยของข้าราชการ ขส.ทบ. และต่อมาสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาได้ขอใช้แฟลต ขส.ทบ.เพื่อเป็นที่พักสำหรับข้าราชการรัฐสภา อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลมีโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รัฐสภาจึงมอบแฟลตให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ใช้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและการสร้างรัฐสภาใหม่ โดยกรมธนารักษ์มีฐานะเป็นเจ้าของแฟลต และผู้ที่อยู่อาศัยจะต้องทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์ทุกๆ 3 ปี
นายจีรศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ โครงการบ้านเอื้ออาทรนครชัยศรี (ท่าตำนัก) อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งอยู่ห่างจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าประมาณ 30 กิโลเมตร ยังมีห้องว่างสามารถรองรับผู้อยู่อาศัยได้หลายสิบครอบครัว โดยในขณะนี้มีชาวชุมชนราชผาทับทิม และชุมชนศาลเจ้าแม่ทับทิม เขตดุสิต จำนวน 27 ครัวเรือน แจ้งความประสงค์ที่จะเข้าไปอยู่อาศัยในโครงการนี้ ทั้งนี้การเคหะฯ ได้ลดราคาให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยาจากราคายูนิตละ 420,000 บาท เหลือ 400,000 บาท ขนาดพื้นที่31 ตารางเมตร โดยชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สะสมเงินเข้ากลุ่มครัวเรือนละ 300 บาท ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิสูจน์สิทธิ์ผู้ที่มีสิทธิ์อยู่อาศัย หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนทำสัญญาซื้อขายกับการเคหะฯ โดยคาดว่าชาวบ้านจาก 2 ชุมชนจะเข้าอยู่อาศัยได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ โดยใช้เงินออมของชาวบ้านและสินเชื่อจาก พอช. (ไม่เกิน 330,000 บาท) ผ่อนชำระประมาณเดือนละ 2,500-2,700 บาท ระยะเวลา 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี
นอกจากนี้ยังมีที่ดินของบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์จำกัด มหาชน (บสก.) ขนาดเนื้อที่ 2 ไร่เศษ ตั้งอยู่ในเขต อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ราคาขายประมาณ 12.7ล้านบาท สามารถรองรับชาวบ้านได้ประมาณ 70 ครัวเรือน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจาซื้อขายที่ดิน หากการซื้อขายสำเร็จ จะเริ่มปรับที่ดินเพื่อก่อสร้างบ้านได้ภายในเดือนมกราคม 2560 และจะก่อสร้างบ้านเสร็จภายในปีเดียวกัน
“สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการอยู่อาศัยตามแนวทางดังกล่าว อยากจะหาที่อยู่อาศัยเอง หรือย้ายกลับต่างจังหวัด รวมทั้งชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด ขณะนี้ กทม.อยู่ในระหว่างการกำหนดเงื่อนไขการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ชาวบ้าน โดยจะต้องนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อให้พิจารณาเห็นชอบก่อนจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ชาวบ้านต่อไป” นายจีรศักดิ์กล่าว
สำหรับชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและจะได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีจำนวน 9 ชุมชน รวม 252 ครัวเรือน คือ เขตบางซื่อ 1.ชุมชนปากคลองบางเขนใหม่ ( 12 ครัวเรือน) 2.ชุมชนวัดสร้อยทอง (14 ครัวเรือน) เขตบางพลัด 3.ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลณี ( 10 ครัวเรือน) เขตดุสิต 4.ชุมชนเขียวไข่กา ( 21 ครัวเรือน) 5.ชุมชนศรีคราม (10 ครัวเรือน) 6.ราชผาทับทิม ( 32 ครัวเรือน) 7.ชุมชนศาลเจ้าแม่ทับทิม (32 ครัวเรือน) 8.ชุมชนมิตรคาม 1 (66 ครัวเรือน) 9.ชุมชนมิตรคาม 2 (55 ครัวเรือน)
นอกจากนี้ยังมีชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่จำนวน 2 ชุมชน คือ ชุมชนองค์การทอผ้า (19 ครัวเรือน) และชุมชนริมไทร ( 5 ครัวเรือน) ซึ่งทั้ง 2 ชุมชนนี้จะรวมอยู่ในแผนงานที่อยู่อาศัยของ พอช.ด้วย รวมทั้งหมด 11 ชุมชน( 276 ครัวเรือน) ใช้งบประมาณรวม 125 ล้านบาท
สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





