ริมคลองลาดพร้าว / “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ รื้อครั้งใหญ่ เพื่อที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง” รื้อบ้านริมคลองที่ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา เขตหลักสี่อีก 75 หลัง เพื่อก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ขณะที่ชาวชุมชนบางบัวฯ สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว 54 หลังจากทั้งหมด 206 หลัง คาดจะก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ ด้าน คสช.เตรียมใช้มาตรา 44 เพื่อให้การสร้างบ้านและเขื่อนไปเป็นอย่างรวดเร็ว
ตามที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาเรื่องการระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเพื่อป้องกันน้ำท่วม ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนปี 2554 โดยมอบหมายให้ กทม.รับผิดชอบการสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าว ความยาวรวมทั้งสองฝั่งประมาณ 45 กิโลเมตร (บริษัทริเวอร์เอ็นจิเนียริ่ง ประมูลงานได้ในวงเงิน 1,645 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างเขื่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2559-มิถุนายน 2562) และมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. รับผิดชอบการจัดหาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับชาวบ้านที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำลำคลอง ซึ่ง พอช.ได้จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองตามโครงการบ้านมั่นคง เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาลในช่วงปี 2559-2560 ในชุมชนริมคลองลาดพร้าวจำนวน 49 ชุมชน รวม 6,949 ครัวเรือน โดยได้เริ่มดำเนินการไปแล้วหลายชุมชน

ล่าสุดวันนี้ (24 ธันวาคม 2559) เวลา 8.30 น.ที่ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา ริมคลองลาดพร้าว (คลองบางบัว) เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ มีการจัดงาน “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ รื้อครั้งใหญ่ เพื่อที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง” ซึ่งการจัดงานในวันนี้เป็นการระดมกำลังระหว่างชาวชุมชน สมาชิกเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองจาก พอช. รวมกว่า 300 คน ช่วยกันรื้อบ้านในชุมชนจำนวน 75 หลัง เพื่อเตรียมก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 3 โดยมีนายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานในพิธี และมีนายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เข้าร่วมงานในวันนี้ด้วย ภายในงานมีพิธีผูกผ้ามงคลเสาเอก การรื้อบ้าน และเครือข่ายพัฒนาชุมชนฯ ได้นำข้าวสารจากชาวนาจังหวัดชัยนาทมาขายให้แก่พี่น้องที่มาร่วมงานในราคาถูกด้วย
เรืออากาศโทสุจิต อาจปรุ ประธานชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา กล่าวว่า ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา มีจำนวน 206 หลังคาเรือน มีเนื้อที่ 8 ไร่ 300 ตารางวา ได้รับสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ เป็นเวลา 30 ปี อัตรา 1.40 บาทต่อตารางวา เริ่มรวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านตั้งแต่ปี 2558 ส่วนที่เหลือได้รับการสนับสนุนงบประมาณและสินเชื่อจาก พอช. ส่วนแบบบ้านที่จะก่อสร้างมี 2 แบบ คือ บ้านเดี่ยว 1 ชั้น และบ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 4 X 7 ตารางเมตรา ราคาค่าก่อสร้างประมาณ 189,120 - 286,174 บาท โดยชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่อนชำระสินเชื่อสร้างบ้านผ่านสหกรณ์เคหสถานที่ชาวบ้านร่วมกันจัดตั้งขึ้นมาในอัตราเดือนละ 1,390 - 2,219 บาท และแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 4 เฟส คือ เฟสที่ 1 จำนวน 24 หลัง สร้างเสร็จและส่งมอบแล้ว, เฟสที่ 2 จำนวน 30 หลัง สร้างเสร็จและส่งมอบแล้ว, เฟสที่ 3 จำนวน 93 หลัง กำลังก่อสร้าง 61 หลัง กำลังทำการรื้อย้าย 32 หลัง และเฟสที่ 4 จำนวน 59 หลัง กำลังทำการรื้อย้าย 13 หลัง และคาดว่าการก่อสร้างบ้านทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2560
นายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวง พม. กล่าวว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเป็นการทำงานร่วมกันของ 11 หน่วยงาน เช่น คสช. กระทรวงการคลัง กรมธนารักษ์ มหาดไทย กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ฯลฯ ถือเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันภายใต้นโยบายการจัดระเบียบประเทศไทยของนากรัฐมนตรี ที่มีหลายนโยบายเช่น การจัดระเบียบการค้ามนุษย์ การแก้ไขปัญหาเรื่องสายการบิน ฯลฯ
“การจัดระเบียบชุมชนริมคลองจะทำให้ลำคลองใสสะอาด เป็นการคืนสายน้ำให้คนคลอง คืนสายคลองให้คนเมืองคลองให้คนเมือง ซึ่งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช.จะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน มีเป้าหมาย 49 ชุมชน จำนวน 6,949 ครัวเรือน ซึ่งต้องประสานการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เพื่อทำให้ชาวบ้านมีบ้านเรือนที่มั่นคง สวยงาม มีทางเดินเลียบคลอง มีสวนหย่อม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยที่ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนาได้สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว 54 หลัง และวันนี้จะเริ่มทำการรื้อบ้านอีก 75 หลัง เพื่อเตรียมก่อสร้างบ้านต่อไป” ปลัดกระทรวง พม.กล่าว
สำหรับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นั้น นายไมตรีกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลโดยคณะ คสช.กำลังจะใช้มาตรา 44 เพื่อผ่อนปรนข้อบังคับและกฎระเบียบต่างๆ เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร ระยะร่นของคลองเพื่อสร้างบ้าน การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฯลฯ โดยคาดว่า คสช.จะประกาศใช้มาตรา 44 ได้ในเร็วๆ นี้ และหากประกาศใช้แล้วจะทำให้การก่อสร้างบ้านและเขื่อนเป็นไปได้เร็วขึ้น
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัย 10 ปีที่ พอช.เสนอต่อรัฐบาลและได้รับการอนุมัติโครงการไปแล้ว ขณะเดียวกันการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองก็เป็นภารกิจที่สำคัญที่ พอช.จะต้องทำเพื่อให้ชาวบ้านได้รับผลประโยชน์มากที่สุด และตรงตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ตั้งเอาไว้ ดังนั้น พอช.จึงได้มีการปรับแผนการทำงาน โดยได้ดึงเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ในการทำโครงบ้านมั่นคงทั่วประเทศทั้ง 5 ภาคมาเสริมกับชุดปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง และจะมีการประเมินความเป็นไปได้ รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำมาสรุปเป็นแผนงานและเป้าหมายเพื่อนำเสนอต่อนายสมคิด สมศรี (อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม.) ในฐานะผู้อำนวยการ กองอำนวยการร่วมพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้เพื่อเดินหน้าโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองต่อไป
อย่างไรก็ตาม นอกจากการรื้อย้ายและก่อสร้างบ้านใหม่ที่ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนาแล้ว ยังมีอีกหลายชุมชนที่กำลังก่อสร้างบ้านใหม่ เช่น 1.ศาลเจ้าพ่อสมบุญ เขตสายไหม จำนวน 64 หลัง ขณะนี้ก่อสร้างบ้านเกือบแล้วเสร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ ชาวบ้านเริ่มเข้าอยู่ได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ 2.ชุมชนสะพานไม้ 2 เขตหลักสี่ จำนวน 206 หลัง ขณะนี้ก่อสร้างเสร็จแล้ว 24 หลัง กำลังก่อสร้าง 74 หลัง และอีก 15 หลังกำลังเตรียมการรื้อย้ายเพื่อสร้างบ้านใหม่ 3.ชุมชนวังหิน จำนวน 82 หลัง กำลังก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จ 7 หลัง หลังจากนั้นจะทยอยรื้อถอนและสร้างบ้านใหม่
4.ชุมชนรุ่นใหม่พัฒนา เขตบางเขน จำนวน 192 หลัง กำลังก่อสร้าง 22 หลัง 5.ชุมชนเพิ่มสิน เขตสายไหม จำนวน 77 หลัง กำลังรื้อถอน 6.ชุมชนหลังกรมวิทย์ เขตบางเขน จำนวน 122 หลัง อยู่ในระหว่างการรื้อถอน 7.หลังโรงเรียนสมาคมไทย-ญี่ปุ่น เขตห้วยขวาง จำนวน 65 หลัง กำลังเริ่มก่อสร้าง ฯลฯ
ส่วนงบประมาณในการช่วยเหลือประชาชนแบ่งออกเป็น 1.พัฒนาระบบสาธารณูปโภคและอุดหนุนที่อยู่อาศัยครัวเรือนละ 80,000 บาท 2.ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ครัวเรือนละ 80,000 บาท 3.สนับสนุนสินเชื่อเพื่อก่อสร้างบ้านหรือซื้อที่ดิน/ที่อยู่อาศัยไม่เกิน 300,000 บาท ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี และ 4.ในระหว่างการรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่จะอุดหนุนค่าเช่าบ้านครัวเรือนละ 3,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือตามข้อ 1-3 พอช.ไม่ได้จ่ายให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นเงินสด แต่จะจ่ายผ่านสหกรณ์เคหสถานที่ชาวชุมชนจัดตั้งขึ้นมา เพื่อนำไปบริหารจัดการเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุ ค่าก่อสร้าง หรือซื้อที่ดิน
สำหรับความคืบหน้าในการก่อสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าวนั้น ขณะนี้บริษัทริเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างเขื่อน (ประมูลงานได้ในวงเงิน 1,645 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างเดือนกุมภาพันธ์ 2559-มิถุนายน 2562) ได้สร้างเขื่อนไปแล้วเป็นระยะทางรวมประมาณ 4 กิโลเมตรเศษ จากความยาวทั้งหมด (ทั้ง 2 ฝั่ง) ประมาณ 45 กิโลเมตร (จากบริเวณปากคลองแสนแสบเขตวังทองหลาง-คลองสองสายใต้เขตสายไหม) ซึ่งตามแผนงานจะมีการขุดลอกคลองเพื่อให้ลึกจากเดิมประมาณ 3 เมตร และมีความกว้างของเขื่อนประมาณ 38 เมตรตลอดแนวคลอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ เป็นการป้องกันน้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





