playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 

 
(ร่าง) ข้อเสนอเชิงนโยบาย
ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง
สู่การปฏิรูปประเทศไทย
 คณะกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป
 
 
ความสำคัญ

     สถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยตั้งแต่ระดับชุมชนจนกระทั่งระดับประเทศในช่วงระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งและปัญหาที่สะสมไว้ทั้งด้านแนวคิดการต่อสู้ทางการเมือง ปัญหาความยากจน ความรู้สึกของการเป็นคนด้อยโอกาส การไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม ความเหลื่อมล้ำในสังคม การขาดโอกาสในการเข้าถึงนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรของรัฐ การจัดบริการสาธารณะและงบประมาณไม่เป็นธรรมและทั่วถึง อันมีสาเหตุจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ระบบการบริหารประเทศ การบริหารจัดการของภาครัฐด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตอบสนองและรวมอำนาจการตัดสินใจในการบริหารประเทศไว้ที่ภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

     การปฏิรูปประเทศไทย จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มบทบาทภาคประชาชนในการบริหารจัดการและพัฒนาชุมชนตนเอง โดยคืนอำนาจ/ถ่ายโอนอำนาจการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติ จากภาครัฐ /การเมืองกลับคืนไปสู่ชุมชน ให้ชุมชนโดยองค์กรชุมชนระดับตำบลมีอำนาจหน้าที่ในการคิด ตัดสินใจและบริหารจัดการโครงการของรัฐและท้องถิ่นเพื่ออนาคตชุมชนตนเอง ตามความหลากหลายของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน ปฏิรูประบบการบริหารจัดการภาครัฐให้เอื้อต่อการเพิ่มบทบาทภาคประชาชน และมีกระบวนการปฏิรูปที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและชุมชนโดยมีองค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก และ เป็นการ “ปฏิรูปโดยชุมชน เพื่อชุมชน” ให้สังคมไทยอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน
 
     เครือข่ายองค์กรชุมชน จึงมีข้อเสนอต่อแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ดังนี้
      1.         ออกแบบกลไก วิธีการปฏิรูปจากข้างล่างขึ้นข้างบนที่มีคนทุกภาคส่วน ทุกระดับเข้าร่วม ด้วยความเสมอภาค มีการกำหนดเป้าหมายร่วม สร้างภาพสังคมที่ต้องการเห็นร่วมกัน
      2.         มีกระบวนการปรับความคิดคน ที่มีภาคประชาชนเข้าร่วมทุกระดับ โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
      3.         ใช้การปฏิรูปทำเรื่องที่สำคัญกับปากท้องของประชาชน สนับสนุนงานที่ขบวนองค์กรชุมชนดำเนินการอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาการเอารัดเอาเปรียบ ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต ให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตเอง สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนมีทางเลือกที่จะอยู่บ้าน/ชุมชนของตนได้ โดยให้ขบวนองค์กรชุมชนเป็นแกนหลักและประสานการทำงานกับภาครัฐ
      4.         ปฏิรูปสื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะสื่อของรัฐ ให้มีพื้นที่สำหรับการสื่อสารของขบวนชุมชน และจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ ให้ขบวนองค์กรชุมชนจัดทำสื่อของตนเอง
      5.         ปฏิรูประบบราชการ ทบทวน ปรับโครงสร้างการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ให้เอื้ออำนวยต่อการเพิ่มบทบาท เพิ่มอำนาจของภาคประชาชนในการจัดการตนเอง โดยมีสภาประชาชนระดับจังหวัด มีภาคีจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม
      6.         การบริหารและพัฒนาประเทศต้องดำเนินการเรื่องที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นลำดับแรก เช่น กระจายอำนาจให้องค์กรชุมชนทุกระดับมีอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูวัฒนธรรม จารีตประเพณี ส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน ประเทศ พัฒนายกระดับเกษตรกรในการจัดการปัจจัยการผลิตและการตลาด คุ้มครองสิทธิเกษตรกรและชุมชนในการรักษาพันธุกรรมท้องถิ่นและความหลากหลายทางชีวภาพ แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรและคนยากจน การขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้และน้ำเพื่อการเกษตร ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของคนจนและคนรวย การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันต่อประชาชนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ฯลฯ
       7.         การปฏิรูปประเทศไทยต้องเริ่มจากการพัฒนาคน ปฏิรูประบบการศึกษาทั้งในระบบ และนอกระบบให้รับใช้ชุมชน มากกว่าผลิตคนเพื่อสนองภาครัฐ-ระบบทุน โดยปรับโครงสร้างระบบการศึกษา ให้ความสำคัญกับการศึกษานอกระบบ มีหลักสูตรที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน ใช้วัฒนธรรมชุมชนที่ดีงามของไทย สร้างวัฒนธรรมผู้นำ สร้างจิตสำนึก มีจิตสาธารณะ พัฒนาคนในชุมชนให้รู้จักตนเอง สร้างการเรียนรู้ ให้ชุมชนคิดเป็น รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การอยู่ร่วมกันในสังคม การแก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิต โดยใช้พื้นที่ชุมชนและให้ชุมชนท้องถิ่นที่มีการรวมตัวกัน จัดการ/กำหนดหลักสูตรการศึกษาเอง ที่สร้างคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่อยู่บนรากเหง้า และวัฒนธรรมชุมชน
 
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
      เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย เป็นไปตามข้อเสนอในการให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานรากของการปฏิรูป ต้องพยายามสร้างพื้นที่ของกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อการปฏิรูปอย่างจริงจังและกว้างขวางครอบคลุมทั้งพื้นที่ทั่วประเทศ  เพื่อให้กลุ่มคนในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะชุมชนฐานราก ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ตลอดจนสถาบันทางสังคมต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างแนวทางการปฏิรูปของประเทศร่วมกันในทุกระดับ จากชุมชนท้องถิ่นสู่การปฏิรูประบบการจัดการของจังหวัด และเชื่อมโยงกับการปรับเปลี่ยนระบบส่วนกลางให้สอดคล้องกัน    
      กระบวนการปฏิรูปที่จะเปิดโอกาสให้คนในชุมชนท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมและเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงนั้น  จำเป็นต้องกระจายระบบการบริหารจัดการ กระจายการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาของประชาชน  สร้างระบบการพัฒนาจากเนื้อหาของคนในจังหวัดให้มากที่สุด เปิดโอกาสให้จังหวัดกำหนดแผนการปฏิรูประบบการบริหารจัดการ แนวทางการพัฒนา  จัดกลไกที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาและความต้องการของประชาชนในจังหวัดเป็นหลัก โดยการเชื่อมโยงระบบท้องถิ่นกับระบบส่วนรวมหรือส่วนกลาง 
      ดังนั้น เพื่อให้เกิดการกระจายการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมรัฐบาลจึงควรกระจายอำนาจการบริหารจัดการปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนมาที่จังหวัด รวมถึงสนับสนุนให้มีกลไกการปฏิรูปในระดับจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงการทำงาน จัดกระบวนการในระดับตำบลที่มีอยู่ในจังหวัด และหนุนให้เกิดเวทีการเสนอแนวทางการปฏิรูปจากระดับตำบล เพื่อนำสู่การสร้างแนวทางการปฏิรูปของจังหวัดอย่างต่อเนื่อง
     ในส่วนของประเด็นการปฏิรูป เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนอ “ชุมชนท้องถิ่นสู่การปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อผลักดันเข้าสู่สมัชชาปฏิรูปประเทศไทยครั้งที่ 1 ในเดือนมีนาคม 2554 ประกอบด้วยประเด็นการปฏิรูปใน 4 ประเด็น ดังนี้
     1.      การสนับสนุนความเข้มแข็งของ “องค์กรชุมชน”
     2.      คืนอำนาจ “การจัดการทรัพยากร ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย”
     3.      สนับสนุนการจัด “สวัสดิการชุมชน” เพื่อสร้างสังคมเข้มแข็งจากฐานราก
     4.      เสริมสร้างความเข้มแข็งของ “ทุนชุมชน”
ทั้งนี้ ในแต่ละประเด็นปฏิรูป ได้แบ่งข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการดำเนินการเป็น 2 ระยะ ได้แก่
ข้อเสนอระยะสั้น  หมายถึง ข้อเสนอที่ภาคส่วนต่างๆ สามารถรับไปดำเนินการได้จริงทันที  
ข้อเสนอระยะกลาง   หมายถึง ข้อเสนอที่อาจจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียด แต่สามารถเริ่มขับเคลื่อนนโยบายได้ภายในช่วงระยะเวลา 1-3 ปี
 
1.     การสนับสนุนความเข้มแข็งของ “องค์กรชุมชน”
สถานการณ์
     ตามที่พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน ได้มีผลบังคับใช้เมื่อ ปี พ.ศ.2551 จนถึงปี พ.ศ.2553   พบว่า มีสภาองค์กรชุมชนตำบลเกิดขึ้นกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ มีองค์กรชุมชน 40,564 แต่หากพิจารณาภาพรวมขององค์กรชุมชนในประเทศไทย ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของประชาชนในการร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อพัฒนาพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ พบว่า ในแต่ละตำบล มีองค์กรชุมชนจำนวนมากกว่า 20-30 องค์กร จึงสามารถประมาณการได้ว่ามีองค์กรชุมชนทั่วประเทศไทยอยู่ประมาณ 280,000 องค์กร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาและปฏิรูปประเทศไทย
     อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลไกของสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย ด้วยกระบวนการ “ประชาธิปไตยชุมชน” ซึ่งมีแผนชุมชนเป็นเครื่องมือ ให้ประชาชนในชุมชนได้ร่วมคิด ร่วมทำ อะไรที่สามารถทำเองได้ ชุมชนก็จัดการตนเอง แต่หากเกินกำลังความสามารถ มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและกลไกอำนาจรัฐ ก็จะผลักดันข้อเสนอไปสู่เวทีระดับตำบล และระดับจังหวัด และระดับชาติ ซึ่งเป็นเวทีที่มีผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมรับฟังและนำข้อเสนอนโยบายไปพิจารณาดำเนินการ
     ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการ และกลไกของสภาองค์กรชุมชนขยายผลครอบคลุมทั่วประเทศ จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายดังนี้
ข้อเสนอระยะสั้น
1.         จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลให้ครบทุกตำบลและเมือง เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยชุมชน ส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง เปิดโอกาสให้ภาคประชาชน เชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชนทุกระดับจากฐานรากและเครือข่าย และประสานความร่วมมือขบวนองค์กรชุมชนกับภาครัฐและภาคประชาสังคม
2.         ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมสภาองค์กรชุมชนใน 3 ระดับ (ตำบล จังหวัด ชาติ)เพื่อรับข้อเสนอนโยบายที่ดีและปฏิบัติได้จริงไปพิจารณาดำเนินการ
3.         มหาวิทยาลัยร่วมดำเนินการกับองค์กรชุมชน ในการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนตำบลทุกระดับ เช่น การพัฒนาระบบข้อมูลชุมชน การวางแผนชุมชน การวิเคราะห์ชุมชน การพัฒนาองค์กร ฯลฯ
4.         สนับสนุนให้สภาองค์กรุชมชนใช้ “กระบวนการประชาธิปไตยชุมชน” โดยมีแผนชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเรียนรู้และกำหนดอนาคตชุมชนด้านเศรษฐกิจ สังคม  และขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาชุมชน ไปจนระดับตำบล และระดับชาติ   
5.         พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และรูปธรรมในพื้นที่เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้และจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และสร้างความเคลื่อนไหวเชิงรุกอย่างต่อเนื่องของภาคประชาชนฐานรากกับสาธารณะ
 
2.     คืนอำนาจการจัดการทรัพยากร ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย
สถานการณ์
     ด้วยการจัดการทรัพยากรแบบรวมศูนย์อำนาจของรัฐ ทำให้ชุมชนท้องถิ่นสูญเสียฐานทรัพยากร ถูกละเมิดสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร มีความยากลำบากในการดำรงชีพ เกิดภาวะยากจน และนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงหลายด้าน 
ดังนั้น ชุมชนฐานทรัพยากรในชนบทและชุมชนเมืองที่เดือดร้อนจากปัญหาดังกล่าว จึงได้รวมตัวกันเป็นขบวนการเคลื่อนไหวสังคมที่หลากหลาย เช่น เครือข่ายป่าชุมชน เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน เครือข่ายสลัม 4 ภาค สมัชชาประมงพื้นบ้านภาคใต้ สมัชชาคนจน และอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากร โดยให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐาน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเครือข่ายองค์กรชุมชนได้ลุกขึ้นมาจัดการปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชนบทกว่า 550 ตำบล และ ในพื้นที่เมือง 1,654 ชุมชน ใน 270 เมืองทั่วประเทศ 
     ในการขับเคลื่อนงานด้านการจัดการที่ดินและที่อยู่อาศัย องค์กรชุมชนได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการดังนี้
     § จัดทำข้อมูลผู้เดือดร้อน และข้อมูลที่ดินเพื่อใช้เป็นฐานในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้ครอบคลุมเต็มพื้นที่ตำบล และเมือง  ทั้งในส่วนของข้อมูลครัวเรือน ประวัติชุมชน แผนที่ทำมือ แผนที่ในระบบ GIS
     § จัดทำกติกาการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกันของชุมชน และเอกสารรับรองสิทธิ์ เรียกว่า “โฉนดชุมชน” เพื่อให้ชุมชนสามารถรักษาที่ดินที่อยู่อาศัยไว้ได้ชั่วลูกหลาน
     § การปรับวิถีการผลิต ทำการเกษตรแบบยั่งยืน เพื่อรักษาคุณภาพ ดิน น้ำ ป่า และทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ 
     § จัดตั้งและพัฒนากองทุนที่ดินและที่อยู่อาศัยระดับชุมชน สู่การเป็นกองทุนระดับเมืองหรือตำบล จัดตั้งกองทุนรักษาดิน-รักษาบ้าน บูรณาการการจัดการทุนต่าง ๆ ภายในชุมชนเพื่อใช้เป็นทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ครอบคลุมทุกเรื่อง
     § จัดทำแผนที่ และแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อพัฒนาเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นในการจัดการที่ดิน ที่อยู่อาศัย และทรัพยากร
     § การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมืองตามโครงการบ้านมั่นคง จำนวน 855 โครงการ ผู้รับประโยชน์กว่า 91,000 ครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนงานดังกล่าวแม้จะมีรูปธรรมความสำเร็จเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ หลายประเด็น แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อการขับเคลื่อนงานต่อ ดังนี้
ข้อเสนอระยะสั้น
1.      จัดสรรเงินงบประมาณสนับสนุนสินเชื่อโครงการบ้านมั่นคงที่ได้เห็นชอบหลักการแล้วจำนวน 3,000 ล้านบาท
2.      ออกกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนที่ถูกจับกุมคุมขัง จากกรณีรัฐประกาศเขตพื้นที่รัฐทับที่อยู่ที่ทำกินของประชาชน  (ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาการจัดการที่ดินโดยรัฐอย่างไม่เป็นธรรม ชนเผ่า ชาวเลที่ถูกละเมิดสิทธิ ฯลฯ)
3.      ยุติโครงการที่มีผลกระทบกับชุมชนท้องถิ่น เช่น โครงการพัฒนาภาคใต้ เหมืองทอง เหมืองแร่โปรแตส   ปิโตรเคมี โรงงานพลังงานนิวเคลียร์ นิคมอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่ไม่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของขบวนองค์กรชุมชน/สภาองค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชน ก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการและระหว่างดำเนินโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชน
4.      กระจายอำนาจตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัยให้ได้ข้อยุติในระดับท้องถิ่นและจังหวัดให้มากที่สุด
     4.1 เร่งรัดให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการตามมติคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ในการพิจารณาแก้ไขระเบียบหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดการที่อยู่อาศัยที่ดินทำกิน  ให้เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเร็ว กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการที่ดินทุกประเภทร่วมกับชุมชน
     4.2 ให้มีระเบียบรองรับการจัดตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยระดับจังหวัด” มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีองค์ประกอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนชุมชน และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
5.      ยุติการไล่รื้อชุมชนในที่ดินของรัฐ และรัฐต้องเป็นคนกลางระงับข้อพิพาทและไกล่เกลี่ยการไล่รื้อชุมชนในที่ดินของเอกชน    แก้ไขกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง
6.      นำกฎหมายป่าชุมชนฉบับประชาชนกลับมาใช้
ข้อเสนอระยะกลาง
1.      ปรับปรุง แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ. การเช่าที่นา   ฯลฯ   ที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาที่ดิน
2.      ผลักดันกฎหมายการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และ ภาษีมรดกในอัตราก้าวหน้า ปรับโครงสร้างภาษี ให้เอื้อต่อผู้มีรายได้น้อย เช่น จัดเก็บภาษีปุ๋ยเคมี สารเคมี ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากบริษัทผู้ผลิตและผู้ประกอบการ จัดสรรให้เกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
3.      ทบทวน แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตและปัจจัยการผลิตของชุมชน เช่น กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เพิ่มสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร
4.      แก้ไข ทบทวนกติกา ข้อตกลงของประเทศกับการพัฒนาภูมิภาค เช่น การพัฒนาลุ่มน้ำโขง ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) การสร้างเขื่อนในแม่น้ำที่ใช้ร่วมกันของภูมิภาค ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่
 
3. สนับสนุนการจัด สวัสดิการชุมชน” เพื่อสร้างสังคมเข้มแข็งจากฐานราก
สถานการณ์
     ปัจจุบัน ชุมชนท้องถิ่นมีกองทุนสวัสดิการกว่า 3,500 กองทุนทั่วประเทศ มีสมาชิกกว่า 1.1 ล้านคน และหลายกองทุนมีสมาชิกมากกว่า 5,000 คน โดยกองทุนที่มีความเข้มแข็งสามารถจัดสวัสดิการให้สมาชิกได้ถึง 25 ประเภท ครอบคลุมการจัดสวัสดิการตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ผู้ด้อยโอกาส กองทุนสนับสนุนการศึกษา เป็นต้น
ดังนั้น กองทุนสวัสดิการชุมชน จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายชุมชนเข้มแข็ง สามารถจัดการตนเอง และเป็นการปฏิรูปสังคมจากฐานรากอย่างแท้จริง   เนื่องจากกระบวนการการจัดสวัสดิการโดยชุมชน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจิตใจของคนในชุมชนให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข และเป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ดีงามของคนในชุมชน อันเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงชุมชนที่สำคัญ
ข้อเสนอระยะสั้น
1.      คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศไทยทุกคณะ ควรนำระบบและกระบวนการสวัสดิการชุมชน มากำหนดเป็นสาระสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทย เพราะถือเป็นกลไกคุ้มครองทางสังคมที่สำคัญของชุมชน และเป็นการปฏิรูปสังคมให้เข้มแข็งจากฐานราก
2.      คณะกรรมการกระจายอำนาจ ควรพิจารณาแนวทางหรือหลักเกณฑ์ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเรื่องการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน
3.      จัดบทบาทอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐส่วนกลาง อปท. และชุมชนท้องถิ่น ในการจัดสวัสดิการสังคม    โดยเน้นการเพิ่มบทบาทชุมชนท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการ โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณให้ “กองทุนสวัสดิการชุมชน” ดำเนินการ เพราะชุมชนท้องถิ่น รู้จักและเข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่มากกว่า สามารถจัดการได้รวดเร็วด้วยต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่า รวมทั้งเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรชุมชนอันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
 
4. เสริมสร้างความเข้มแข็งของทุนชุมชน
สถานการณ์
     ปัจจุบัน มีกองทุนชุมชน อยู่ไม่ต่ำกว่า 38,000 แห่ง โดยมีเงินทุนรวมกันกว่า 82,000 ล้านบาท และมีสมาชิกมากกว่า 6 ล้านคน   ได้แก่ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต  ธนาคารหมู่บ้าน เครดิตยูเนี่ยน กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ฯลฯ  ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งเสริมการออม การเป็นแหล่งเงินเพื่อการลงทุน  การแก้ปัญหาการเงินฉุกเฉินและนำกำไรมาจัดสวัสดิการชุมชน นอกจากนี้ ยังมีกองทุนหมู่บ้าน ประมาณ 80,000 กองทุน มีเงินกองทุนประมาณ 130,000 ล้านบาท สมาชิกกว่า 12 ล้านคน
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ในชุมชนท้องถิ่นมีการจัดการทุนชุมชน กระจายครอบคลุมพื้นที่อยู่ทั้ง 76 จังหวัด   ซึ่งหากทุนชุมชนดังกล่าวมีความเข้มแข็ง จะเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน
     อย่างไรก็ตาม การจัดการกองทุนชุมชนดังกล่าว ยังมีลักษณะเป็นปัจเจก มิได้มีการเชื่อมโยงระหว่างทุนภายในชุมชน/ตำบลมากนัก ทำให้ไม่สามารถเป็นฐานพลังที่เข้มแข็งในการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นได้
ข้อเสนอระยะสั้น
1.         ร่างระเบียบข้อบังคับสถาบันการเงินชุมชน เพื่อให้เป็นองค์กรการเงินกลางของชุมชน     โดยบูรณาการทรัพยากร(ดอกผล) จากทุนชุมชนต่างๆ เข้ามาเป็นกองทุนกลาง เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นมีพลังสามารถจัดการตนเองทั้งในการแก้ “ปัญหาร่วม” หรือ พัฒนาชุมชนภายใต้ “ประเด็นร่วม” ของชุมชนได้
2.         มหาวิทยาลัย เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมความเข้มแข็งของการจัดการทุนชุมชน ตามแนวคิด 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย โดย
2.1         จัดทำระบบฐานข้อมูล/ศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจทุนชุมชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อประโยชน์ในการจัดการทุนชุมชนได้อย่างมีพลังและมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล  และทุกภาคส่วนสามารถใช้ประโยชน์ได้
2.2     พัฒนาทักษะด้านวิชาการและเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการเป็นสถาบันการเงินชุมชนแก่ประชาชน เช่น การจัดทำและอบรมโปรแกรมการเงินชุมชน
ข้อเสนอระยะกลาง
1.         สนับสนุนการจัดตั้ง “องค์กรการเงินกลางภาคประชาชน/สถาบันการเงินชุมชนแห่งชาติ” (เครือข่ายสถาบันการเงินชุมชน)  โดยออกกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินการขององค์กรดังกล่าว รวมทั้งแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง  
2.         พัฒนาระบบฐานข้อมูลทุนชุมชนระดับชาติ โดยเชื่อมโยงข้อมูลทุนชุมชนจากหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาระบบทุนชุมชนร่วมกัน  
 
 
**************************************
แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter