playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 ข้อเสนอจากสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็น
“การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการที่ดินและทรัพยากร”
โดย  คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป
สมัชชาการปฏิรูปเฉพาะประเด็น “การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการที่ดินและทรัพยากร”
วันพุธที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

  • สถานการณ์ความเดือดร้อนและปัญหาในการจัดการทรัพยากรในปัจจุบัน

                       
สถานการณ์ปัญหาในการจัดการทรัพยากรในแต่ละประเภท อันได้แก่ ที่ดิน น้ำและลุ่มน้ำ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และเหมืองแร่ มีความเฉพาะเจาะจงแตกต่างกันไป ซึ่งหากมองในภาพรวมจะพบปัญหาร่วมกันในระดับโครงสร้าง ที่สร้างความไม่เป็นธรรมและเพิ่มความเหลื่อมล้ำ อันได้แก่

  • สิทธิของประชาชนและชุมชนที่จะมีส่วนร่วมในใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และจัดการดูแลบำรุงรักษาทรัพยากรและคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ มาตรา ๖๖ และ ๖๗ ถูกละเลยและถูกละเมิดประชาชนถูกจำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ประชาชนและชุมชนยังถูกจำกัดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและตรวจสอบโครงการต่างๆที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของตนเอง เนื่องจากขาดกลไกที่เป็นธรรมในการใช้สิทธิของตนเอง ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ มาตรา ๘๗
  • กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดินและทรัพยากรที่มีผลใช้บังคับในปัจจุบันมีความล้าหลังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังมีช่องว่างให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ และกลายเป็นรากฐานในการสร้างความไม่เป็นธรรม
  • โครงการการพัฒนาและแนวนโยบายการจัดการที่ดินและทรัพยากรเป็นไปอย่างไม่สมดุล เนื่องจากคำนึงถึงผลประโยชน์และต้นทุนทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ขาดการให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ความมั่งคงของระบบนิเวศน์ สุขภาวะ วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรม
  • การจัดการที่ดินและทรัพยากรโดยหน่วยงานของรัฐขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ขาดธรรมาภิบาลที่ดี และขาดความองค์ความรู้และข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
  • ประชาชนไม่รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทการจัดการที่ดินและทรัพยากรในทุกระดับ
  • โครงสร้างการเข้าถึงและการถือครองที่ดินและทรัพยากรมีความเหลื่อมล้ำไม่ทั่วถึง ที่ดินและทรัพยากรจึงกระจุกตัวอยู่กับประชาชนเพียงบางกลุ่ม ในขณะที่ประชาชนที่ยากจนไม่สามารถเข้าถึงและใช้ทรัพยากรเหล่านั้นได้
  • เป้าหมายและหลักการการปฏิรูปโครงสร้างการจัดการที่ดินและทรัพยากร

         เพื่อสร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการที่ดินและทรัพยากรบนฐานของหลักการดังต่อไปนี้

  • เคารพสิทธิในการเข้าถึง การใช้ประโยชน์ การอนุรักษ์ บำรุงรักษา และการได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งในการคุ้มครองส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
  • ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติสาธารณะที่พึงจัดการภายใต้หลักการการเป็นเจ้าของร่วมระหว่างรัฐ ชุมชน สาธารณะ มากกว่าการให่สิทธิแก่ระกับปัจเจกอย่างเดียว
  • แก้ไข เพิ่มเติมและยกเลิกกฎหมายที่มีความล้าหลังและเป็นกลไกสร้างความไม่เป็นธรรม
  • คำนึงถึงมิติต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากมิติทางด้านเศรษฐกิจอย่างบูรณาการ ในการจัดการที่ดินและทรัพยากร เช่น มิติด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ความมั่งคงของระบบนิเวศน์  มิติภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรม
  • ส่งเสริมธรรมาภิบาลที่ดีในการจัดการที่ดินและทรัพยากร โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ การสร้างการมีส่วนร่วม เปิดเผยข้อมูล และการบริหารจัดการบนฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
  • สร้างและส่งเสริมการมีส่วนร่วม และกระจายอำนาจในการจัดการทรัพยากรโดยประชาชน ชุมชน และท้องถิ่น
  • สร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพในการจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินแก่เกษตรกร และการเข้าถึงที่ดินและทรัพยากร


  • ข้อเสนอการปฏิรูป (รายประเด็น)

๓.๑การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการที่ดิน

การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการที่ดิน

  • นำเรื่องมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๓๐ มิ.ย. ๒๕๔๑ มาปรับปรุงและเพิ่มเกณฑ์ เพิ่มกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการพิสูจน์เพื่อควบคุมป้องกันไม่ให้นายทุนเข้าครอบครอง
  • ไม่ควรยกเลิกเพิกถอนพื้นที่ที่มีสภาพป่า แต่ถ้าเป็นที่อยู่อาศัยที่ทำกินซึ่งพิสูจน์ได้ว่าอยู่มาก่อนให้เป็นสิทธิ์ของชุมชนในการบริหารจัดการ  แต่ถ้าอยู่ภายหลังจากประกาศเขตป่าให้ใช้เป็นโฉนดชุมชนแทน
  • ระบบข้อมูลที่ดิน ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำแผนที่ โดยจัดสรรงบประมาณลงสู่ชุมชน ใช้กลไกเข้ามามีส่วนร่วม  ถึงแม้ว่าโครงการของรัฐกำลังดำเนินการอยู่ แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน และเร่งรัดการออก พระราชบัญญัติ โฉนดชุมชน
  • ให้ใช้ระบบภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า
  • ให้มีการจัดตั้งธนาคารที่ดินโดยใช้ภาษีที่ดินเป็นแหล่งเงินทุนหนึ่ง
  • แก้ไขกฎหมายป่าไม้ทุกฉบับ
  • เปิดเผยการถือครองที่ดินทั่วประเทศว่าใครถือครอง โดยให้มีการแถลงทุกปี
  • การจัดทำแนวเขต ให้จัดทำโครงการนำร่อง  โดยให้รัฐบาลกลางมีส่วนร่วมกับท้องถิ่น
  • จำกัดการถือครองที่ดินไม่ให้เกิน 50 ไร่ (ยังเป็นประเด็นที่มีความคิดเห็นแตกต่างในที่ประชุมสมัชชาฯ)

 

๓.๒การปฏิรูปโครงสร้างการจัดทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง

การปฏิรูปโครงสร้างการจัดทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง
  • พัฒนากลไกและกระบวนการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบนหลักธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมโดย

๑.๑  จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในระดับชาติ ระดับจังหวัด
๑.๒  กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติว่าด้วยการรับรองสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐
๑.๓  ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดทำข้อบัญญัติหรือกลไกที่จะดำเนินการอนุรักษ์ฟื้นฟู และควบคุมการใช้ประโยชนทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่ง คนชายขอบ ประมงพื้นบ้าน ทั้งหญิงชายและเยาวชน
๑.๔ บูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่งกับการจัดการภัยพิบัติ และการเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
๑.๕  จัดให้มีการทำแผนงานรับมือกับภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และส่งเสริมกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมแบบบูรณาการระหว่างชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนราชการ และภาควิชาการ ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงการกัดเซาะชายฝั่ง ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
๑.๖  จัดทำฐานข้อมูล และวางผังและพื้นที่ชายฝั่งในภาพรวม เพื่อใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์และแผนงาน
๑.๗ ปรับปรุงวิธีการงบประมาณให้เอื้ออำนวยต่อการทำงาน การสนับสนุนความร่วมมือภาคี กลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

  • กำหนดและพัฒนากติกาและมาตรการที่จะมีผลต่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชายฝั่งอย่างยั่งยืน ได้แก่  

๒.๑ จัดทำเขตคุ้มครองระบบนิเวศน์ทางทะเลอย่างมีส่วนร่วม โดยคำนึงถึงความแตกต่างทางนิเวศน์ในพื้นที่
๒.๒ การบริหารจัดการพื้นที่สูงน้ำต้องคำนึงถึงระบบนิเวศชายฝั่ง พื้นที่ภูเขา สู่ทะเล : การจัดการที่สูงและการจัดการน้ำ
๒.๓ จัดให้มีการศึกษาวิจัยเรื่องสารปนเปื้อนในสัตว์น้ำ โดยให้ทราบสถานภาพของปัญหาที่ชัดเจน และวงจรของมลพิษ สาเหตุของปัญหา และมาตรการแก้ไขปัญหา
๒.๔ สร้างระบบเฝ้าระวังและการวิจัยเพื่อลดและจัดการมลภาวะทางทะเล และโครงการต่างๆที่จะส่งผลต่อระบบนิเวศน์ทางทะเล
๒.๕ กำหนดมาตรการควบคุม ป้องกัน และบทลงโทษที่ชัดเจน ต่อผู้สร้างมลพิษ
๒.๖ บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเลและการประมงอย่างเคร่งครัด
๒.๗ ยกเลิกเอกสารสิทธิและสัญญาเช่าที่ดินของรัฐในส่วนที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะ แผ่นดินหายกลายเป็นทะเล ให้เป็นพื้นที่สาธารณะ ชุมชนเข้าไปทำประโยชน์ได้  และในส่วนที่ชุมชนร่วมกันปกป้องจนเกิดแผ่นดินขึ้นมาใหม่ ประกาศเป็น “โฉนดชุมชน”
๒.๘ ประกาศกำหนดพื้นที่สันทรายชายหาด และพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ห้ามออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เพื่อป้องกันการเป็นเจ้าของชายหาดชายฝั่งสาธารณะของประเทศ และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชายฝั่งจนก่อให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขปัญหา
๒.๙ ส่งเสริมการใช้โครงสร้างแบบอ่อนหรือระบบโครงสร้างตามธรรมชาติเป็นหลัก
๒.๑๐ เพิ่มชายฝั่งเขตคุ้มครองพื้นที่ทางทะเล (ยังเป็นประเด็นที่มีความคิดเห็นแตกต่างในที่ประชุมสมัชชาฯ)
๒.๑๑ จัดทำยุทธศาสตร์และแผนการบริหารจัดการร่วมในกลไกระดับจังหวัด (ยังเป็นประเด็นที่มีความคิดเห็นแตกต่างในที่ประชุมสมัชชาฯ)
๒.๑๓ ยกเลิกการทำประมงน้ำเค็มน้ำกร่อยในพื้นที่น้ำจืด
๒.๑๔ จดทะเบียนอวนลากที่ไม่ได้จดทะเบียน เพื่อควบคุมการทำประมง

  • ให้มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนยากจนที่ทำการประมง และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชายฝั่ง เช่น

๓.๑ ปรับระบบการช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านซึ่งมีฐานะยากจน เช่น การช่วยเหลือด้าน น้ำมัน เครื่องมือ ระบบสหกรณ์ และระบบสวัสดิการ
๓.๒ตั้งกองทุน ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยชุมชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณา

๔. ปรับปรุงกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติ และแผนการพัฒนาที่เกี่ยวข้องได้แก่
๔.๑ ปรับปรุงหลักการและเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่งที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ให้เป็นกฎหมายเชิงนโยบายร่วมกับภาคประชาชน  ส่งเสริมการรับรองสิทธิชุมชนในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน 
๔.๒ ปรับปรุงพระราชบัญญัติการประมง ๒๔๙๐ พระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิการประมงในเขตการประมงไทย พ.ศ. ๒๕๘๒ ประกาศคณะปฎิวัติฉบับที่ ๑๐๕ วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๑๕  เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน   รวมทั้งปรับปรุงกลไกคณะกรรมการระดับชาติ ที่มีสัดส่วน หญิงชาย และประมงพื้นบ้านต้องรับรองสิทธิชุมชนกลับเข้าไปในร่าง พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. ..... เพิ่มบทลงโทษอัตราค่าปรับให้สูงขึ้น และกำหนดให้เครื่องมือที่ทำลายทรัพยากรในทะเลเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ เช่น การใช้ตะแกรงคาดหอย หรือ การใช้เบ็ดราวเป็นเครื่องมือต้องห้าม (ยังมีความคิดเห็นแตกต่างในที่ประชุมสมัชชาฯในประเด็นการระบุเครื่องมือประมงที่ไม่เหมาะสม) นอกจากนี้จำเป็นต้องทบทวนแก้ไขกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้มีสาระเนื้อหาที่เกื้อกูลกัน  
๔.๓ ยกเลิกแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้และจัดให้มีการทำแผนพัฒนาโดยประชาชนเป็นหลักจากระดับพื้นที่สู่ระดับภาคและระดับประเทศ

๕.  ปฏิรูปหน่วยงานราชการด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งมีความซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองงบประมาณ และเกี่ยงงานกันทำ ไม่บูรณาการ โดย โอนย้ายส่วนงานด้านทะเล จากกรมประมง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้มาอยู่ร่วมในกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง องค์กรเดียว

         ๓.๓การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการน้ำและลุ่มน้ำ

การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการน้ำและลุ่มน้ำ
  • ร่างและขับเคลื่อนพระราชบัญญัติน้ำฉบับประชาชนอย่างมีส่วนร่วมที่สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยให้มีการดำเนินโครงการนำร่องการจัดการน้ำในระดับพื้นที่เพื่อออกแบบกลไกจากล่างขึ้นบนอย่างมีส่วนร่วม และนำบทเรียนจากการดำเนินการเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ

 

  • ปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำและลุ่มน้ำบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วม โดย

๒.๑ ปฏิรูปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน
๒.๒ กระจายอำนาจการจัดการน้ำสู่คณะกรรมการการจัดการลุ่มน้ำในระดับต่างๆ โดยให้มีการยกร่างกฎหมายเพื่อให้มีกติกาการจัดสรรและอำนาจในการจัดการมากขึ้น เกิดการเชื่อมโยงการวางแผน ตัดสินใจและบริหารจัดการน้ำของกลไกต่างๆจากล่างขึ้นบน และในระดับข้ามลุ่มน้ำ เช่น ในการผันน้ำ
๒.๓ ให้กรรมการลุ่มน้ำทุกระดับมีกลไกการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียในพิ้นที่

 

๓.๔การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการเหมืองแร่


การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการเหมืองแร่
  • สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจดำเนินโครงการเหมืองแร่

๑.๑ จัดทำแผนยุทธศาสตร์แร่แห่งชาติโดยมีมิติเชื่อมโยงด้านนิเวศ สังคม และสุขภาพ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางทุกระดับ
๑.๒ กำหนดให้การทำเหมืองแร่ทุกประเภทและทุกขนาด ต้องเป็น โครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรุนแรง ตามบทบัญญัติมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
๑.๒ รัฐต้องดำเนินการตาม มาตรา ๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดย

  • การเปิดเผยข้อมูลแหล่งแร่ การจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น และ
  • การจัดทำการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment หรือ SEA) โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน และความเป็นอิสระในการดำเนินการ

๑.๓ สนับสนุนและเสริมพลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชนในการติดตามตรวจสอบการทำงานของผู้ประกอบการ ทั้งในระดับพื้นที่ ระดับนโยบาย และในภาพรวม

๒.   ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
๒.๑ รัฐต้องเร่งให้มีการบัญญัติกฎหมายที่สนับสนุนอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรแร่ ตามมาตรา ๒๙o โดย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดำเนินการตามมาตรา ๒๘๗ คือต้องจัดให้มีกระบวนการการมีส่วนร่วม การรับฟังความเห็นของประชาชน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบเสียงประชามติก่อนที่จะอนุมัติโครงการเหมืองแร่
๒.๒ ยกร่างพระราชบัญญัติแร่โดยประชาชน โดยกำหนดหลักการความเป็นเจ้าของทรัพยากรแร่ร่วมกันระหว่างรัฐ ชุมชนท้องถิ่น และสาธารณะ

  • ปรับปรุงกระบวนการและวิธีการทำงานของรัฐเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการจัดหาและจัดสรรผลประโยชน์จากการทำเหมืองแร่ โดย

๓.๑ รัฐต้องพิจารณาปรับปรุงการจัดเก็บรายได้จากการให้สัมปทานเหมืองแร่ เพื่อให้รัฐมีรายได้ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับประโยชน์ที่ประเทศชาติและประชาชนพึงได้รับรวมทั้งสะท้อนต่อต้นทุนผลกระทบทางสังคม ทั้งนี้  โดยอาจจัดเก็บโดยคิดตามรายได้รวมที่รัฐควรจะได้ทั้งหมด เช่น ค่าภาคหลวง ค่าธรรมเนียม ส่วนแบ่งรายได้จากเอกชนที่ได้รับสัมปทาน เป็นต้น   นอกจากนี้ต้องพิจารณาถึงต้นทุนค่าเสียโอกาส ของการแร่เอาไว้ระยะยาว และความเหมาะสมของเทคโนโลยีในการอนุญาตให้ประทานบัตรแร่
๓.๒ ใช้มาตรการทางภาษีกำกับกิจการเหมืองแร่เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
๓.๓  ปรับปรุงระบบการจัดทำ E/HIA และมีระบบติดตามผลการดำเนินการ ให้เกิดความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชน และความพร้อมรับผิดมากยิ่งขึ้น โดยให้องค์การอิสระดำเนินการ
๓.๔ ปรับปรุงกลไกรับเรื่องราวร้องทุกข์ให้เกิดความเป็นธรรม
๓.๕ เพิ่มบทลงโทษผู้ที่ละเมิดกฎหมายแร่ กฎหมายสิ่งแวดล้อม และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น เพิกถอนประทานบัตรเหมือง มีบทลงโทษแก่บริษัทที่ปรึกษาที่ใช้ข้อมูลเท็จในการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพของบุคคล หน่วยงานที่ทำผิดกฎหมาย
๓.๕ ปรับปรุงระบบการแบ่งสรรรายได้ที่เป็นธรรมระหว่างรัฐบาล องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนท้องถิ่น
๓.๖ ตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงที่ชดเชยความเสียหายจากกิจกรรมเหมืองแร่อันเกิดจากการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่ให้คุ้มครองทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชน โดยชุมชนมีส่วนร่วมตั้งเกณฑ์ของกองทุนดังกล่าว
๓.๗ สนับสนุนให้มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน ตามมาตรา ๖๗ วรรค ๒ และกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณารายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมร่วมกับคณะกรรมการผู้ชำนาญการ
๓.๘ ให้ชะลอการอนุญาตประทานบัตรทั้งหมดไว้ก่อนจนกว่าจะแก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอข้างต้น

 
          ๓.๕การสร้างและคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนในกรณีที่ดินและทรัพยากร


การสร้างและคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนในกรณีที่ดินและทรัพยากร
  • ปฏิรูปคดีที่ดินและทรัพยากรที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยเสนอให้กระทรวงยุติธรรม และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

๑.๑ คดีที่ดินที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ขอให้มีการพักโทษ ลดโทษ และคุมประพฤติ  นอกจากนี้ให้ระงับและทบทวนการคิดค่าเสียหายกรณี “คดีโลกร้อน”
๑.๒ คดีที่ดินที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ขอให้มีการจำหน่ายคดีชั่วคราว อนุญาตให้เกษตรกรผู้ต้องหาและครอบครัวอยู่อาศัยทำกินในที่ดินเดิม โดยในระยะเร่งด่วน ขอให้สามารถใช้ตัวบุคคลในการค้ำประกันตัว แทนหลักทรัพย์  รวมทั้งเน้นการพิจารณาพฤติกรรมของผู้ต้องหา แทนการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
๑.๓ กรณีปัญหาที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ให้ระงับการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการเพิ่มความเดือดร้อนและความรุนแรงกับคนจน โดยขอให้ระงับการขยายพื้นที่อนุรักษ์ ระงับการจับกุมประชาชนที่ทำกินอยู่ในพื้นที่ขัดแย้งเดิมที่ไม่ใช่การถางป่าใหม่

  • กระทรวงยุติธรรม และภาคีเครือข่าย ร่วมผลักดันและแก้ไขระเบียบกองทุนยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๓ ให้เป็นพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม

และพิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติ ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาพ.ศ. ๒๕๔๔ ให้มีความเป็นอิสระ ยืดหยุ่น คล่องตัว ประชาชนเข้าถึงง่ายและมีทรัพยากรเพียงพอ โดยมีแหล่งเงินทุนมาจากภาษี หรือค่าปรับต่างๆ ทั้งนี้ โดยต้องมีบุคลากร กลไกการดำเนินการที่สร้างความยุติธรรม  มีการสร้างองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการสร้างความยุติธรรมแก่ประชาชน

  • ปฏิรูปกลไกการทำงานในกระบวนการยุติธรรม

๓.๑ นำกระบวนการวิธีพิจารณาคดีที่หลากหลายที่ไม่ใช่การกล่าวหามาใช้ เช่น การใช้ระบบไต่สวน การเดินเผชิญสืบของผู้พิพากษา การพิจารณาจากหลักฐานบุคคลหรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การใช้กระบวนการยุติธรรมชุมชน หรือจัดตั้งศาลเฉพาะที่ชำนาญการในข้อพิพาทคดีที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน และทรัพยากร โดยกระตุ้นให้กลไกต่างๆที่มีอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการพิจารณาคดีทำงานอย่างมีประสิทธิภาพบนฐานความเป็นธรรม
๓.๒ กระทรวงยุติธรรม และภาคีเครือข่าย ตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อรวบรวมคดีทั้งหมดเพื่อจำแนกว่าอยู่ในขั้นใด พร้อมวางมาตรการช่วยเหลือและทางออกในกรอบของกฎหมาย
๓.๓ ตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน เช่น ตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบ โดยให้รัฐบาลติดตามและรายงานความก้าวหน้า
๓.๔ สนับสนุนให้เกิดกระบวนการยุติธรรมชุมชน ที่มีองค์ประกอบจากทุกภาคีทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากภาคประชาสังคม
๓.๕ สร้างกลไกตรวจสอบการทำงานของศาล  และบุคลากรในทุกภาคส่วน
๓.๖ ปรับหลักคิด การทำงานของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม  และข้าราชการทุกกระทรวงให้ยึดถือและสอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ

  • ปฏิรูปกฎหมายและระเบียบวิธีปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

๔.๑ ให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแก้ไขกฎหมายเรื่องกระบวนการออกเอกสารสิทธิ รวมไปถึงประมวลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่เป็นธรรม
๔.๒ ให้ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยาการและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และภาคีเครือข่าย แก้ไขปรับปรุงกฏหมายวิธีพิจารณาคดีเฉพาะที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ และแก้ไขระเบียบไม่ให้ติดขัดต่อรัฐธรรมนูญ

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter