playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 

แปรวิกฤติความยากจน สร้างชุมชนเข้มแข็ง ” โดยขบวน ศตจ.ปชช . จังหวัด

     เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2549 ที่ผ่านมา ศตจ.ปชช. ได้จัดการสัมมนา “ แปรวิกฤตความยากจน สร้างชุมชนเข้มแข็ง” มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจในวิสัยทัศน์ แนวทางการดำเนินงานของ ศตจ.ปชช. และทิศทางการขับเคลื่อนงานประเด็นยุทธศาสตร์ รวมถึงนำเสนอรูปธรรมการเชื่อมโยงการทำงานของ ศตจ.ปชช. จังหวัด โดยการเชิญผู้แทน ศตจ.ปชช.จังหวัด และหน่วยงาน/ภาคีเข้าร่วมในการสัมมนา จำนวนประมาณ 700 คน

     สาระสำคัญจากการสัมมนาส่วนใหญ่เป็นการเสนอทิศทางภาพรวม ยุทธศาสตร์ แนวทางการดำเนินงานของ ศตจ.ปชช. ทั้งระดับชาติและระดับจังหวัด รวมถึงเสนอทิศทาง รูปธรรมการขับเคลื่อนงานประเด็นยุทธศาสตร์ ทั้งแผนแม่บทชุมชน หนี้สิน สวัสดิการ การจัดการที่ดิน ทรัพยากร/เกษตร และที่อยู่อาศัย เพื่อให้ ศตจ.ปชช.จังหวัดเกิดความเข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้การขับเคลื่อนงานในพื้นที่ นอกจากการนำเสนอเนื้อหาสาระดังกล่าว การสัมมนาในครั้งนี้ ยังได้เชิญที่ปรึกษา ศตจ.ปชช. 2 ท่าน ได้แก่ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เข้าร่วมในการให้ข้อคิดต่อการดำเนินงาน ศตจ.ปชช. และนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เข้าร่วมในการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ แปรวิกฤตความยากจน สร้างชุมชนเข้มแข็ง”  โดยพลตำรวจเอกชิดชัย วรรณสถิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ เป็นประธานในการปิดการสัมมนา

     ในการเสวนา “ แนวทางการดำเนินงานแก้ปัญหาความยากจนภาคประชาชน” มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

  • การจัดทำแผนชุมชน ยกตัวอย่างใน จ.พัทลุง ประชาชนได้ทดลองทำกันมาหลายครั้งจนสรุปมาเป็นองค์ความรู้ โดยการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง เอาคนในพื้นที่มานั่งคุยกันถึงปัญหาของตนเอง และค้นหาจุดเด่นของตนเอง มีการเชื่อมโยงกันทั้งภาคประชาชนและราชการ รวมถึงเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นๆ ด้วย
  • การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในชุมชนเมืองโดยผ่านโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงให้คนมาร่วมคิดและหาทางแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยด้วยตนเอง และเชื่อมโยงสู่การแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆด้วย เมื่อพื้นที่ไหนประสบความสำเร็จก็จะเป็นพื้นที่ศึกษาเรียนรู้ให้แก่พื้นที่อื่น
  • บ้านมั่นคงชนบท เป็นการแก้ไขปัญหาที่เรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยชุมชนจะมาสำรวจข้อมูลและปัญหาร่วมกัน มีกระบวนการออมทรัพย์เป็นเครื่องมือสำคัญ และกำหนดกติการ่วมกันในการจัดสรรที่ดิน และมีการจัดการที่ดินในลักษณะกรรมสิทธิ์ร่วม
  • การจัดการทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน เพราะการทำเกษตรกรรมยั่งยืนทำให้ชุมชนกลับมาดูแลทรัพยากรเพื่อให้เกิดความมั่นคงของอาหาร มีการักษาป่า ดิน น้ำ เป็นสวัสดิการธรรมชาติที่ไม่ต้องซื้อหา นำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนของชุมชนได้
  • การแก้หนี้และองค์กรการเงินชุมชน ได้เริ่มต้นจากการแก้ไขในระดับครัวเรือน โดยส่งเสริมการออมเงินในชุมชน เพื่อใช้เป็นทุนในการทำมาหากิน และสามารถแก้ปัญหาหนี้สินของชุมชนได้
  • สวัสดิการชุมชน เป็นระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทุกเรื่อง แต่ใช้ฐานจากการออมเงินเป็นตัวเริ่มจัดสวัสดิการ ทั้งนี้ ต้องเชื่อมโยงให้ไปสู่การจัดการระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชนและระหว่างชุมชนด้วย

     อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงรูปธรรมการดำเนินงานเหล่านี้ จะเป็นบทบาทของ ศตจ.ปชช. โดยต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนร่วมกันว่า ศตจ.ปชช. ไม่ใช่เวทีของการกลั่นกรองงบประมาณหรือโครการ แต่เป็นเวทีเชื่อมโยงและประสาน เอื้ออำนวยให้คนมาทำงานแก้ปัญหาร่วมกัน โดยเริ่มจากพื้นที่หรือประเด็นต่างๆ มาพูดคุยกัน และเชื่อมโยงมาสู่พื้นที่ระดับจังหวัด (ศตจ.ปชช.จังหวัด) จากนั้น ศตจ.ปชช. จะเชื่อมโยงกับรัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ เพื่อแปลงความคิด งบประมาณ และนโยบาย ให้ไปสู่การจัดการข้างล่าง

     ในการเสวนา “ นำเสนอรูปธรรมการดำเนินงานของ ศตจ.ปชช.จังหวัด” ได้นำเสนอตัวอย่างพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน มุกดาหาร และพัทลุง สรุปสาระสำคัญคือ

     จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้น ภาคประชาชนมีการเรียนรู้และแก้ปัญหาของตนเองมาเป็นเวลานานแล้ว ประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงให้คนมาทำงานร่วมกันคือเรื่องที่ดิน เพราะเป็นพื้นที่ที่มีขนาดเล็กมีที่ราบน้อย และมีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์ ซึ่งผลของการดำเนินงานที่ผ่านมา ภาคประชาชนสามารถทำความเข้าใจกับภาครัฐในจังหวัดเพื่อผ่อนปรนข้อจำกัดในด้านการใช้ที่ดินและข้อกฎหมาย ภาคประชาชนเรียนรู้การจัดทำข้อมูลด้วยตนเอง โดยมีภาควิชาการมาสนับสนุน เกิดการร่วมคิดกันของประชาชน และเชื่อมโยงกับประเด็นอื่น

     จังหวัดมุกดาหาร แกนนำภาคประชาชนได้มีการสำรวจค้นหาองค์กรชุมชนต่างๆ และกำหนดตัวชี้วัดเพื่อรับรองการมีอยู่ของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ และค้นหาจุดอ่อนจุดแข็งของกลุ่ม กลุ่มที่มีศักยภาพจะสามารถเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด โดยสามารถนำแผนที่ชุมชนทำไว้มาเสนอขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานได้

     จังหวัดพัทลุง มีศูนย์ประสานงานภาคีเครือข่ายองค์กรชุมชน ที่เป็นแกนหลักของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาความยากจนของประชาชน โดยใช้กระบวนการของแผนชุมชนเป็นพื้นฐานในการดูปัญหาทั้งหมด ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากจังหวัดและหน่วยงานอื่นๆ

     ทั้งนี้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีข้อคิดเห็นที่สำคัญต่อการดำเนินงานของภาคประชาชน คือ พี่น้องประชาชนต้องแสดงความเข้มแข็ง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้คนจนและพี่น้องประชาชนคนอื่น โดยต้องมีการจัดตั้งองค์กรของพี่น้องประชาชนให้สมบูรณ์ รวมทั้งต้องมีการสื่อสารหน่วยงานภาครัฐ และประสานงานด้านวิชาการ ทุกภาคส่วนต้องไปร่วมกันให้เป็นหนึ่งเดียว นอกจากนี้ ยังต้องแสดงว่าองค์กรประชาชนมีความสามารถจริง ให้ประชาชนวางแผนขยายขอบเขตของตัวเองมากกว่านี้ โดยวางแผนไปถึงระดับภาค สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเข้าใจว่าพี่น้องประชาชนคือตัวหลักที่สำคัญ และปฏิบัติตามหลักของพระเจ้าอยู่หัว ร่วมกันถวายให้ท่านเกิดความสุขในพระราชหฤทัยของท่าน และท้ายสุดนี้ ท่านได้ปวารณาตัวเองว่าขอเป็นที่ปรึกษาของภาคประชาชน จะร่วมมือกันทำงานให้ถึงที่สุดให้ถึงจุดหมาย

     นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า การแปรวิกฤติความยากจน สร้างชุมชนเข้มแข็งนั้น ต้องการ 3 อย่างที่สำคัญ คือ ใจ สมองหรือความคิด และ มือหรือการกระทำ ในส่วนของ ใจหมายถึงจิตสำนึก ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดในระดับของจิตสำนึก ว่าเราไม่ได้จนและก็ไม่ได้อยากร่ำรวย และตั้งปณิธานในทางที่ดี เช่น “ เราจะใช้ชีวิตอย่างพอเพียง” อย่างนี้ก็จะหายจนได้ ซึ่งเป็นการประกาศอิสรภาพจากความยากจนด้วยปณิธานความมุ่งมั่นที่อยู่ในจิตใจลึกๆ สมองหรือความคิด กล่าวถึงบันได 5 ขั้น ที่นำไปสู่การเอาชนะความยากจน ขั้นที่ 1 คือ ต้องเน้นทำพื้นที่เล็กๆ ขั้นที่ 2 ต้องให้องค์ประกอบต่างที่มีอยู่ในพื้นที่เล็กๆ นั้น มาร่วมกันทำให้มากที่สุด ทั้งฝ่ายชุมชน ฝ่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และฝ่ายราชการส่วนภูมิภาค ขั้นที่ 3 คือ ต้องมีการจัดการข้อมูล จัดการความรู้ จัดการตัวชี้วัด จัดการเป้าหมาย ขั้นที่ 4 ควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในพื้นที่เดียวกันและระหว่างพื้นที่ และ ขั้นที่ 5 ต้องเชื่อมโยงความร่วมมือทั้งภายในพื้นที่และระหว่างพื้นที่ ผูกโยงกันเป็นชั้นๆ ตั้งแต่ระดับตำบลจนถึงระดับประเทศ ส่วนองค์ประกอบที่สามคือ สองมือ ซึ่งทุกคนมีกันอยู่แล้ว เมื่อหลายๆ มือในชุมชนร่วมกันทำ และพัฒนาปรับปรุงจนเกิดเป็นประสบการณ์ เกิดการเรียนรู้ใหม่ จากนั้นก็นำสิ่งที่ได้กระทำไปสรุป เมื่อเราทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องก็จะได้ผลดียิ่ง ๆ ขึ้น นั่นคือการก้าวไปข้างหน้า จนสร้างความเชื่อมั่นแล้วเดินไปด้วยกัน เช่นนี้แล้วความยากจนก็จะหมดไปจากระบบความคิด  

 1.Download คำกล่าวท่านชวลิต

2.Download ปาฐกถาอาจารย์ไพบูลย์

3.Download สรุปผลการเสวนา

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter