สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดเวทีเสวนา “คนรุ่นใหม่กับการสร้างประสบการณ์งานพัฒนาองค์กรชุมชน” และการนำเสนอวิทยานิพนธ์งานพัฒนาที่ชุมชนเป็นแกนหลัก เมื่อวันที่ ๒๘ - ๒๙ มกราคม ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุมชั้น ๑ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ ๔๐ คน
นางสาวพรรณทิพย์ เพชรมาก ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้จัดให้มีโครงการส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ในงานพัฒนาที่ชุมชนเป็นแกนหลักซึ่งมีวิทยานิพนธ์ที่เสนอขอรับทุน จำนวนทั้งสิ้น ๓๗ โครงการ คณะกรรมการ พิจารณาให้การสนับสนุนทุนวิทยานิพนธ์ให้กับนักศึกษาชุดแรกจำนวน ๒๒ โครงการ รายละ ๒๐,๐๐๐ บาท รวมวงงบประมาณที่สนับสนุน จำนวน ๔๔๐,๐๐๐บาท และยังอยู่ระหว่างคณะกรรมการพิจารณาเพิ่มเติ่มอีก ๖ โครงการ ซึ่งอาจจะมีการประกาศรายชื่อการสนับสนุนเพิ่มเติมเป็นชุดที่ ๒
สำหรับเวทีการเสวนาเรื่อง “คนรุ่นใหม่กับการสร้างประสบการณ์งานพัฒนาชุมชน ซึ่งผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย คุณกรรณิกา ควรขจร ผอ. มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม รศ.สุรัสวดีหุ่นพยนต์ ผอ. สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร นายสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ ผู้นำชุมชนอาวุโส และนางสาวกรวิภา ก้อนแก้ว ผจก.โครงการโรงพยาบาลมีสุข
รศ.ดร.สุรัสวดี หุ่นพยนต์ ผอ.สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ภาพรวมการทำงานพัฒนาชนบทว่า ชุมชนต้องการคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ลงไปสานต่อและต่อเติมจากนักพัฒนารุ่นเก่า แต่ความแตกต่างระหว่างชนบทกับเมืองมีมาก ทำให้บัณฑิตไม่คืนถิ่นแต่กระจุกตัวในเมืองใหญ่ นักศึกษาที่ลงพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ยังขาดทักษะการใช้ชีวิต เพราะคุ้นชินกับวิถีชีวิตที่เดินตามกระแสหลักของเมือง
นางสาวกรวิกา ก้อนแก้ว ผจก.โครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า สาเหตุที่คนรุ่นใหม่ไม่เข้ามาทำงานอาสาสมัครเพื่อชุมชนคือ 1.ขาดพื้นที่ในการเรียนรู้ เพราะกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงทำให้เด็กใช้เวลาว่างในการเสพสื่อบันเทิงมากกว่าการทำประโยชน์เพื่อส่วนร่วม 2.ขาดบุคลากรชี้แนะแนวทาง กลุ่มที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครส่วนมากเพราะทำตามกระแส จึงไม่เข้าใจงานจิตอาสาอย่างถ่องแท้
นางกรรณิกา ควรขจร ผอ. มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการพัฒนาชุมชนต้องอาศัยแกนนำชุมชนที่มีความเข้มแข็ง มั่นคง และการสร้างผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาแทนที่คนเก่าที่เกษียณอายุ
นายสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ ผู้นำชุมชนอาวุโส จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า หากจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนต้องอาศัยผู้อาวุโสซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าเป็นผู้นำ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ต้องรู้จักเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตของตนเอง หรือการทำงานเพื่อส่วนร่วม มีความรู้อย่างเดียวไม่มีทางอยู่ได้ในสังคม การเกิดมาเป็นเพียงผู้เสพไม่รู้จักสร้าง ไม่รู้จักสัมพันธ์กับบริบทแวดล้อมทางสังคม เศรษฐกิจ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องงานพัฒนาแค่การใช้ชีวิตของตัวเองก็ทำไม่ได้
หลังจากนั้นได้นี้มีการนำเสนอวิทยานิพนธ์ชุมชนจำนวน ๘ โครงการ ได้แก่ (๑) เรื่อง บทบาทขององค์กรชุมชนในการป้องกันความเสี่ยงของเด็กและเยาวชน กรณีศึกษาชุมชน เคหะทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดย นางสาวปรวัน จันทรังษี(๒) เรื่อง ผลกระทบด้านเศรษฐกิจของรูปแบบการถือครองที่ดิน โดย นายกรณ์พงศ์ ทองศรี ( ๓) เรื่อง กระบวนการฟื้นฟูการบริโภคผักพื้นบ้านเพื่อสุขภาวะชุมชน โดยนางสาวจุไรรัตน์ ปิยะวัชร์ (๔)เรื่อง การดำเนินกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจกับการพัฒนาชุมชน กรณีศึกษาฝายชะลอน้ำชุมชนสาสบหก จังหวัดลำปาง โดย พระประมวล บุตรดี (๕) เรื่อง ทุนทางสังคมกับการจัดการศูนย์การเรียนรู้ กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์ชุมชนมอญบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดย นายสุวัฒน์ชัย สวัสดิผล (๖)เรื่อง ทุนทางสังคมกับกระบวนการสืบทอดผู้นำชุมชนเข้มแข็ง กรณีศึกษาบ้านจำรุง ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดย นายวิธาน นัยนานนท์ (๗)เรื่อง พลวัตทุนทางสังคมกับความเข้มแข็งของชุมชนกรณีศึกษา บ้านจำรุง ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดย นางสาวฤทัยรัตน์ รัตนสร้อย (๘)เรื่อง ศิลปะการแสดงโนรา ทุนทางสังคมในการฟื้นฟูพลังชุมชน บ้านเกาะประดู่ หมู่ 2 ตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง โดย นางสาวจีรวรรณ ศรีหนูสุด
ดูรายละเอียดวิทยานิพนธ์
เรื่อง บทบาทขององค์กรชุมชนในการป้องกันความเสี่ยงของเด็กและเยาวชน
เรื่อง ผลกระทบด้านเศรษฐกิจของรูปแบบการถือครองที่ดิน
เรื่อง กระบวนการฟื้นฟูการบริโภคผักพื้นบ้านเพื่อสุขภาวะชุมชน
เรื่อง การดำเนินกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจกับการพัฒนาชุมชน
เรื่อง ทุนทางสังคมกับการจัดการศูนย์การเรียนรู้
เรื่อง ทุนทางสังคมกับกระบวนการสืบทอดผู้นำชุมชนเข้มแข็ง
เรื่อง พลวัตทุนทางสังคมกับความเข้มแข็งของชุมชนกรณีศึกษา
เรื่อง ศิลปะการแสดงโนรา ทุนทางสังคมในการฟื้นฟูพลังชุมชน




