playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

โฉนดชุมชนและการจัดการที่ดินรูปแบบใหม่
กรณีชุมชนห้วยหินลาด (หินลาดใน/หินลาดนอก/ผาเยือง)
ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

                                         ชัยธวัช  จอมติ / เกรียงศักดิ์  ปะปะ : เขียน
นภาพร  สุวรรณศักดิ์ : เรียบเรียง

ความเป็นมา

ชุมชนห้วยหินลาดใน เป็นชุมชนเก่าแก่มีอายุร่วม 100 ปี (จากหลักฐานตามคำบอกเล่าสืบต่อกันมา  คือ  การหมดอายุของผู้นำหมู่บ้านที่เป็นบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งชุมชน 2 คน  คือ  นายสุกา  ปะปะ และนางนอ ผู้เป็นภรรยา)ประกอบด้วย 3 ย่อยบ้าน ได้แก่  หินลาดใน  หินลาดนอก  ผาเยือง ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย   ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าปกาเกอญอ  สัญชาติไทย นับถือผีเจ้าที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์และผสมผสานกับการนับถือศาสนาพุทธ  ยังคงมีการประกอบพิธีกรรมในการเลี้ยงผีป่า  ผีน้ำ  ผีไร่  และการผูกข้อมือสู่ขวัญและยังคงวัฒนธรรมความเป็นอยู่ไว้มาก  เช่น การทอผ้าใส่เอง ย่ามไว้ใช้และตำข้าวกิน  เป็นวิถีชีวิตที่มีการพึ่งพิงจากภายนอกน้อยที่สุด  ยึดอาชีพทำนาและทำสวนเป็นอาชีพหลักในระบบการผลิตและมีระบบการผลิตอื่นๆที่เป็นทางเลือกค่อนข้างมาก  ส่วนที่เหลือก็จะอาศัยหมุนเวียนทำมาหากินตามเทือกเขาที่ไม่ห่างจากที่เดิมมากนัก   การตั้งหมู่บ้านจะไม่ยึดพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นหลักแหล่งนานนัก  เนื่องการดำรงชีพจะเป็นลักษณะการโยกย้ายหมู่บ้านเพื่อหาแหล่งทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ในการประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว   ตามประวัติความเป็นมาได้มีการโยกย้ายหมู่บ้านประมาณ 8 ครั้ง  แต่ละครั้งจะอาศัยอยู่และทำกินโดยประมาณ 1-3 ปี  คือ ตั้งแต่ยุดก่อตั้งชื่อหมู่บ้าน  ปี พ.ศ. 2432  ถึงปัจจุบันมีการตั้งรกรากอย่างถาวรในปี  2507   ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมที่ตั้งหมู่บ้านครั้งแรก  แต่ละครั้งที่มีการโยกย้ายหมู่บ้านเพื่อป้องกันปัญหาที่ดินทำกินไม่เพียงพอจึงมีบางครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมและตั้งชื่อเป็นหมู่บ้านต่างๆขึ้น เช่น บ้านหินลาดนอก  บ้านห้วยหินลาดใน, ผาเยือง, ห้วยทรายขาว ภายหลังแต่งตั้งหมู่บ้านอย่างเป็นทางการแล้วในปี พ.ศ.2543 จึงได้รวมหมู่บ้านต่างๆเป็นชุมชนเดียว  และประกาศเป็นหมู่บ้านทางการ “ห้วยหินลาดใน” เป็นหมู่บ้านหลัก  เมื่อวันที่  1  กันยายน  2543 

ลักษณะโดยทั่วไปในปัจจุบัน ชุมชนบ้านห้วยหินลาดในเป็นชุมชนที่ตังอยู่ในเขตป่าธรรมชาติ(เป็นป่าสงวนแห่งชาติแม่ปูน,โป่งเหม็น) ที่คงสภาพอุดมสมบูรณ์มีระดับความสูงจากน้ำทะเล  800-900 เมตร  อาณาเขตของหมู่บ้านตั้งอยู่บริเวณหุบเขา  มีน้ำห้วยหินลาดไหลผ่าน  และตั้งอยู่ระหว่าง อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  (ประกาศเมื่อปี พ.ศ.2517 )   ชาวบ้านทุกครอบครัวก่อสร้างบ้านด้วยไม้แบบถาวร  พื้นที่ทำกินมีความลาดชันประมาณ  35-40 องศาขึ้นไป  วิถีชีวิตโดยทั่วไป  มีการพึ่งพิงกับป่า  ที่เป็นแหล่งอาหารและสมุนไพร  มีระบบการผลิตทางการเกษตรที่มีความหลากหลาย  มีทั้งระบบการทำงาน ทำสวนในลักษณะวนเกษตร  และการทำไร่หมุนเวียน  ที่ยังมีการหมุนเวียน  7-10 ปีต่อ รอบ  การเลี้ยงสัตว์ยังคงเลี้ยงไว้เพื่อการบริโภคและใช้ประกอบพิธีกรรม  เช่น  ไก่  เป็ด  หมู่  ระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่สามารถทำรายได้เกือบตลอดปี  คือการแปรรูปชา  และผลผลิตจากป่า  เช่น  หน่อไม้  มะขม  มะแขว่น  น้ำผึ้ง ฯลฯ  ซึ่งเป็นการเก็บจากสวนวนเกษตรของชุมชนเอง

แนวคิดการจัดการที่ดินโดยชุมชนที่ยั่งยืน

ด้วยวิถีชีวิตของชุมชนห้วยหินลาดใน พึ่งพาธรรมชาติเป็นรากฐานในการดำรงชีพ ดังนั้นแนวคิดการจัดการที่ดินจึงมีความสัมพันธ์กับวิถีวัฒนธรรมของชนเผ่าปากญญอ กล่าวคือ “บนโลกใบนี้คงไม่มีผืนแผ่นดินตรงไหนงอกขึ้นมาได้ แต่มนุษย์เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน บรรพบุรุษ  ปกาเก่อญอ สอนว่า มนุษย์เกิดมาต้องกินเพื่อล่อเลี้ยงร่างการไห้แข็งแรง ทุกอย่างที่มนุษย์กินย่อมเป็นสรรสิ่งบนโลกใบนี้ แม้มนุษย์จะทำไห้โลกใบนี้โตขึ้นไม่ได้ แต่ถ้ารู้จักเพิ่มสิ่งที่กินได้ ก็เท่ากับเพิ่มขนาดของโลกเช่นกัน” ซึ่งถือว่าเป็น ต้นคิดการจัดการที่ดินโดยชุมชนรูปแบบโฉนดชุมชน ซึ่งมีความสอดคล้องกับ คำสุภาษิต ปกาเก่อญอ  ที่กล่าวไว้ว่า
เอาะธีเก่อตอธี                      เอาะก่อเก่อตอก่อ 
ได้กินจากน้ำต้องรักษาน้ำ                   ได้กินจากป่าต้องรักษาป่า
เอาะญ่าเก่อตอกวิ๊                 เอาะเดะเก่อตอเล
ได้กินปลาต้องรักษาคลองพึง      ได้กินกบต้องรักษาหน้าผา 

ประกอบกับในสถานการณ์ปัจจุบันชุมชนได้รับผลกระทบจากแนวนโยบายการบริหารจัดการที่ดินของรัฐทั้งในระดับนโยบายและระดับท้องถิ่น ทำให้ชุมชนออกมาร่วมตัวกับชุมชนภายนอกโดยรวมตัวในลักษณะเครือข่ายระดับภาค  เพื่อผลักดันให้รัฐมีนโยบายและมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมในการกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรที่ดินจากรัฐสู่ประชาชน และกระจายการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินอย่างเป็นธรรม  รวมถึงให้มีระบบการจัดการที่ดินที่วางอยู่บนหลักการที่ว่า ที่ดินเป็นปัจจัยการดำรงชีวิตของเกษตรกรรายย่อยมิใช่สินค้าที่จะมีการซื้อขาย  โดยมีหลักคิด “ที่ดินเป็นปัจจัยการเกษตรกร ต้องไม่ใช่สินค้า” ทั้งนี้ชุมชนได้ลงมือปฏิบัติการให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยได้พัฒนารูปแบบทางเลือกการจัดการที่ดินในลักษณะต่างๆ และนำเสนอต่อสาธารณะเพื่อให้เป็นตัวอย่างต่อรัฐและสังคม  และมุ่งเรียกร้องให้รัฐมีนโยบายสนับสนุนการจัดการที่ดินโดยชุมชนท้องถิ่นในทิศข้างหน้า  ซึ่งแนวทางการจัดการที่ดินที่พัฒนาโดยชุมชนท้องถิ่นดังกล่าว  แบ่งออกได้เป็น 3 แนวทางหลัก คือ แนวทางที่ 1 การปรับระบบสิทธิการจัดการที่ดินโดยไม่อ้างอิงกับระบบกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย,แนวทางที่ 2 การปฏิรูปกลไก เพื่อกระจายอำนาจการจัดการที่ดิน  และแนวทางที่ 3 การปฏิรูประบบการผลิตและการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน

ดังกล่าวข้างต้น“โฉนดชุมชน” จึง เป็นแนวคิดจากชาวบ้านที่ได้นำเสนอเพื่อการจัดการที่ดินที่อย่างยืน ในรูแบบสิทธิหน้าหมู่ หรือ กรรมสิทธิ์ ชุมชน โฉนดชุมชน จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชน ที่จะช่วยกันสร้างคุณค่าที่ดินทำกินของชุมชนไห้มีมากกว่า เป็นแค่สินค้าที่จะซื้อขายได้อย่างเสรี  และ โฉนดชุมชนจะเป็นเครื่องมือป้องกันที่ดินหลุดมือจากเกษตรกรได้แท้จริง  จึงพูดได้เต็มปากว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ดิน    ที่เป็นธรรม และยั่งยืน

 กระบวนกาดำเนินงานของชุมชน
     การจัดการที่ดินรูปแบบโฉนดชุมชน เป็นแนวคิดการจัดการที่ดินรูปแบบใหม่ ที่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐและคนในสังคมโดยทั่วไปนัก ดังนั้นชุมชนห้วยหินลาดในจึงได้วางกระบวนการดำเนินงานทั้งในระดับพื้นที่เองและการผลักดันในเชิงนโยบาย  ซึ่งแบ่งกระบวนการดำเนินงานออกเป็น 2 ระดับด้วยกัน คือ

1. กระบวนการดำเนินงานในระดับพื้นที่

  • ใช้สถานการณ์ชุมชนในการรวมตัวเพื่อแก้ปัญหา เริ่มจากเรื่องที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกิน จากปัญหาที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ การประกาศเขตป่าสงวนทับที่ทำกิน   เนื่องจากเป็นชุมชนดั้งเดิม มีประวัติศาสตร์ 100 กว่าปี ชุมชนมีอาชีพหลักการ ไร่หมุนเวียน ทำสวน และหาของป่า ที่ไม่มีความอิสระในการดำรงวิถีชีวิต
  • รวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อแก้ปัญหาและสร้างความมั่นใจให้กับชุมชน จัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลและปัญหาแต่ละพื้นที่ พัฒนาแผนงาน ระดับชุมชน และระดับเครือข่าย
  • ออกแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินทำกิน ออกแบบกิจกรรมต่าง ๆ สร้างรูปธรรมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และที่ดิน ยกระดับให้เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน พัฒนาระบบข้อมูล และสร้างสื่อเผยแพร่ข้อมูลชุมชน ในรูปแบบต่าง ๆ รูปแบบเอกสาร และรูปแบบกิจกรรม
  • จัดเวที อบรม ด้านต่างๆเพื่อพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชน สตรี และเยาวชน รวมถึงจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารจัดการภายในชุมชน  
  • กำหนดกฎระเบียบชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรและที่ดินให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืน  โดยมีกระบวนการสำรวจข้อมูลที่ดินทำกิน และแนวขอบเขตป่าชุมชน ร่วมกันทำแผนที่โมเดล แผนที่มาตราส่วน 1:4000
  • ออกแบบระบบเอกสารสิทธิ์รับรองการจัดการทรัพยากรและที่ดินโดยชุมชน
  • ออกแบบการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชุมชน เช่น  จัดสัดส่วนที่ดินทำกิน ไร่ นาและสวนสูงกว่าสัดส่วนของที่อยู่อาศัย  เพื่อประโยชน์สูงสุดด้านการยังชีพ การบริโภค และสร้างความมั่นคงทางอาหาร, รูปแบบการใช้ประโยชน์จากที่ดินลักษณะต่างๆ ได้แก่ พื้นที่นา ใช้ประโยชน์ในการปลูกข้าว,พื้นที่ไร่ถาวร ใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชเชิงผสมผสาน,พื้นที่สวน(ไม้ยืนต้น)ใช้ประโยชนในการทำสวนผสมผสานและปลูกไม้ยืนต้น,พื้นที่ไร่หมุนเวียน ใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชเชิงผสมผสาน,ที่อาศัย ใช้ประโยชน์ในการสร้างที่อยู่อาศัย,ที่สาธารณะใช้ประโยชน์ในการสร้างโรงเรียนและศาสนาสถาน,ที่ป่าช้า ใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่ทางประเพณี,พื้นที่เลี้ยงสัตว์ใช้ประโยชน์เพื่อการเลี้ยงสัตว์ของชุมชน

2.กระบวนการนำเสนอการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย

  • นำเสนอการจัดการทรัพยากรและที่ดินต่อหน่วยงานรัฐในระดับท้องถิ่น อบต. อปท.
  • นำเสนอข้อเรียกร้องการจัดการทรัพยากรและที่ดินโดยชุมชนสู่ระดับเครือข่ายผลัดดันสู่ระดับนโยบาย
  • ผลัดดันให้มีการออก พรบ.ป่าชุมชน
  • ผลัดดันการจัดการที่ดินโดยชุมชน สู่นโยบายโฉนดชุมชน

ขั้นตอนการทำงาน

  • ประชุมทำความเข้าใจชุมชนถึงสถานการณ์ทางนโยบาย/กฎหมายและปัญหาที่เกิดขึ้น
  • จัดตั้งคณะกรรมการร่วมใน 3 ชุมชน เพื่อทำหน้าที่ในการดำเนินงานและประสานงานทั้งภายในและภายนอกชุมชน
  • จัดทำโฉนดชุมชน
  • สำรวจแนวเขตป่าชุมชนและจำทำข้อมูลเชิงพื้นที่
  • กำหนดขอบเขตร่วมระหว่างหมู่บ้าน เนื่องจากเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยร่วมกันใน 3 ย่อมบ้าน จึงได้ มีการจัดประเภทการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่สอดคล้องกับวิถีดังเดิมของชุมชน โดยกำหนดขอบเขตใน 2 ประเภท คือ พื้นที่ป่าชุมชนป่าอนุรักษ์ และพื้นที่ทำกินที่อยู่อาศัยและที่สาธารณะ
  • รางวัดค่าพิกัด GPS ตามแนวเขตป่าชุมชน
  • สำรวจข้อมูลที่ทำกินรายแปลง ข้อมูลสาระบบ ข้อมูลแผนที่มาตราส่วน1: 4000
  • การวิเคราะห์ข้อมูลการถือครองที่ดิน โดยใช้แผนที่ 1: 4000 จำแนกตามประเภทการใช้ประโยชน์จากที่ดินและจัดทำตารางเปรียบเทียบการจัดการที่ดิน
  • กำหนดพื้นที่การใช้ประโยชน์ ได้แก่   ทำแนวป้องกันไฟป่า ,จัดทำหลักหมุด ศตจ. ปักตามแนวเขตป่าชุมชน ,แนวเขตที่อยู่อาศัย , แนวเขตที่ทำกิน,แนวเขตพื้นที่สาธารณะ เช่น โรงเรียน,ศาสนาสถาน เป็นต้น
  • สร้างกฎระเบียบชุมชน วางแผนงานระดับชุมชนและเครือข่ายลุ่มน้ำ
  • กิจกรรมการพัฒนาชุมชนที่ต่อเนื่อง เช่น  พัฒนาระบบการเกษตร  พัฒนาระบบไร่หมุนเวียนแบบปรับตัวอย่างมีทางเลือก  แปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน และพัฒนาระบบกองทุนชุมชน เช่น กองทุนกลุ่มออมทรัพย์,กองทุนธนาคารที่ดิน
  • พัฒนาศักยภาพคนในชุมชน โดยกระบวนการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพ แกนนำชุมชน แกนนำเยาวชน แกนนำสตรี ในด้านต่าง ๆ
  • ยกระดับองค์ความรู้ที่เป็นรูปธรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินชุมชน พัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน  โดยจัดเก็บข้อมูลชุมชน องค์ความรู้ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ศึกษาวิจัยโดยชุมชน เช่น วิจัยการทำไร่หมุนเวียน วิจัยการเก็บหน่อไม้ วิจัยความอุดมสมบูรณ์ของป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ วิจัยความมั่งคงทางอาหาร และวิจัยภาวะโลกร้อน
  • การสื่อสารและเผยแพร่เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะในรูปแบบเอกสาร กิจกรรมชุมชนเช่น บวชป่า สืบชะตาป่า ฯลฯ

การเชื่อมโยงร่วมกับท้องถิ่น และ ภาคีที่เกี่ยวข้อง

  • พัฒนาระบบฐานข้อมูลชุมชน สร้างพื้นที่รูปธรรมในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และที่ดิน และยกระดับให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ให้ถูกยอมรับจากสาธารณะ และสร้างกิจกรรม เวทีเสวนาร่วมให้เกิดการแลกเปลี่ยนปัญหาระดับท้องถิ่น
  • จัดทำแผนกิจกรรมเสนอรับงบประมาณจาก อบต. ยกระดับประเด็นทรัพยากร ฯให้เป็น ประเด็นร่วมกับท้องถิ่น ผลัดดันให้เกิดข้อบัญญัติ อบต. การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน และ การจัดการที่ดินโดยชุมชน
  • จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนเพื่อร่วมขับเคลื่อนการแก้ปัญหา

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

  • ชุมชนเกิดการปรับตัว เรียนรู้ สร้างองค์กรและเข้าร่วมเครือข่ายระดับภาค เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการอยู่อาศัยในเขตพื้นที่หมู่บ้านของตน  ซึ่งถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติขุนแจ 
  • ชุมชนเกิดการปรับระบบการผลิตและสร้างทางเลือกให้กับชุมชนเอง เพื่อลดพื้นที่ทำไร่หมุนเวียน เพื่อดูแลรักษาความสมบูรณ์ของป่าไว้ รวมถึงการจัดการที่ดินให้เหมาะสมเพื่อสร้างรายได้ตลอดทั้งปี เช่น ปรับรูปแบบการผลิตหลักจากไร่หมุนเวียนเป็นผสมผสารกับสวนชา/เมี่ยงและทำนา ,การทำวนเกษตรในพื้นที่สูงเพื่อให้การเกื้อกูลในระบบนิเวศ,
  • การจัดการที่ดินรูปแบบโฉนดชุมชน สามารถรองรับการลดพื้นที่การทำไร่หมุนเวียนตามขนาดประชากรที่เพิ่มขึ้นได้  “รอบหมุนเวียนของหมู่บ้านลดลงจากเดิมที่สามารถหมุนเวียนได้อิสระในช่วงระยะเวลา 7-10 ปี มาอยู่ที่ช่วงเวลาเพียง 6-7 ปี จนปัจจุบันมีรอบหมุนเวียนคงที่ 7 ปี เนื่องจากรูปแบบการยังชีพแบบทำไร่หมุนเวียนผสมผสานกับระบบสวนชาหรือวนเกษตรที่สอดคล้องกับลักษณะอุดมคติหมู่บ้านป่าไม้ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ จึงเป็นที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นอย่างดี”
  • ชุมชนเกิดการเชื่อมโยงการจัดการที่ดินโฉนดชุมชนสู่การแก้ไขปัญหาในระดับอื่นๆ ได้แก่
  • ด้านอาชีพ ส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืน สวนชาปลูกทุกอย่างที่กินได้ กินทุกอย่างที่ปลูก สนับสนุนการเบิกพื้นที่นา และ ฟื้นฟูเกษตรแบบดั้งเดิม เช่น การทำไร่หมุนเวียน
  • ด้านเศรษฐกิจ แปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น หน่อไม้ ชา น้ำผึ้ง การจักรสาน การทอผ้าฯ การเลี้ยงสัตว์
  • ด้านสังคม  จัดประชุมชนอย่างต่อเนื่อง จัดกระบวนการเรียนรู้ภายใน เท่าทันภายนอก การศึกษา วิถีชีวิต องค์ความรู้ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม จารีตประเพณี ความเชื่อ
  • ด้านสวัสดิการ จัดตั้งกองทุนชุมชนในรูปแบบ ออมทรัพย์ และ เปอร์เซ็นต์รายได้จากการหาของป่า ใช้ในการกู้ยืมเวลาเจ็บป่วย หรือยามฉุกเฉิน

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

  • แก้ไขและออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนและชุมชน เช่น ออกกฎหมายการจัดการที่โดยชุมชนรูปแบบ โฉนดชุมชน และกฎหมายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน หรือ ปรับเนื้อหากฎหมายป่าชุมชน ให้เป็น ฉบับประชาชน ที่ได้เสนอ ไว้เป็นต้นฉบับ  รวมถึงแก้ไขกฎหมายป่าสงวน/อุทยาน ที่ขัดต่อเจตนาของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2550
  • ปฏิรูประบบราชการ หน่วยงาน และท้องถิ่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการเอื้ออำนวยกระบวนการระดับปฏิบัติการให้เป็นไปตามตามนโยบายต่อการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน รวมถึงให้มีการปฏิรูปองค์กรของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดิน การปฏิรูประสิทธิในที่ดินการปฏิรูปกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการที่ดินการปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีที่ดิน การปฏิรูประบบการใช้ที่ดิน ฯลฯ
  • สร้างประชาธิปไตยแบบที่กินได้ ที่เน้นหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน  ชุมชนกำหนดวิถีการดำรงชีพภายใต้การจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตและสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของชุมชน  ชุมชนดำรงอยู่ด้วยความปลอดภัยและเท่าเทียม
  • การจัดการที่ดินในพื้นที่ทำไร่หมุนเวียน  เนื่องจากชุมชนห้วยหินลาดในมีพื้นที่จำกัดในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร ซึ่งไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จึงวางแนวทางการจัดการที่ดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตชุมชน  กล่าว คือ“การจัดทำระบบไร่หมุนเวียนแบบปรับตัวอย่างมีทางเลือก”  เป็นระบบการจัดการที่ดินที่ถูกกดดันให้ลดรอบหมุนเวียนลง  แต่ชุมชนยังคงรักษาระบบหมุนเวียนไว้ได้ค่อนข้างดี เพราะสถาบันและองค์กรชุมชนยังคงมีอำนาจในการจัดการและควบคุมการใช้ทรัพยากร และมีทางเลือกในการหารายได้อย่างหลากหลาย  แม้จะเริ่มมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในชุมชนบ้าง  เมื่อถูกแรงกดดันจาดรัฐ ในการจำกัดสิทธิต่างๆมากขึ้น  ทำให้บางครัวเรือนพยายามแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวบนที่ดินของส่วนรวม(คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.2547. อ้างแล้ว)

คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.2547 .รายงานหลักและข้อเสนอเชิงนโยบาย “ระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน: สถานภาพและความเปลี่ยนแปลง”;เล่มที่ 1;รายงานการวิจัยและเอกสารประกอบการประชุมระดับชาติเรืองไร่หมุนเวียนและนโยบายบนที่สูง วันที่ 18 มิถุนายน 2547.

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter