playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

โฉนดชุมชนและการจัดการที่ดินแนวใหม่
กรณีบ้านปางสา  ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

เครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคเหนือ : เขียน
นภาพร  สุวรรณศักดิ์ : เรียบเรียง

ความเป็นมา

บ้านปางสา ก่อตั้งขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2504 สภาพโดยทั่วไปตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำจัน ติดถนนสายแม่จัน–ฝาง ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนดอยบ่อ  เมื่อปี พ.ศ. 2546 อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก เข้ามาสำรวจเพื่อเตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก  มีประชากรประมาณ 1,025 คน ชาย 495 คน หญิง 530 คนประชากรที่อยู่ จริง ในหมู่บ้าน 526 คน 86 ครัวเรือน 106 ครอบครัวชาย 200 คน หญิง 326 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ลีซู (ลีซอ) อพยพมาจากบ้านห้วยมะหินฝน ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน และ บ้านหัวแม่คำ อ.แม่ฟ้าหลวง  รองลงมา คือ ลาหู่(มูเซอร์) และจีนฮ่อ ชนเผ่าลีซู เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในชุมชนและเป็นกลุ่มที่ถือครองสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม  รองลงมาเป็นจีนฮ่อและกลุ่มลาหู่ ชุมชนมีระบบความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์มีลายลักษณะ เช่น มีความสัมพันธ์ด้วยการแต่งงานข้ามเผ่า  

การพัฒนาหมู่บ้านเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2516 หลังจากคุณเตือนใจ  ดีเทศน์ (ครูแดง) ครูคนแรก  มาประจำหมู่บ้านและมีการเกิดโรงเรียนโดยชาวบ้านช่วยกันสร้างโรงเรียนและมีการเกิดการเรียนการสอนโดยเด็กเรียนกลางวันและกลางคืนมีการศึกษาผู้ใหญ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชราชินีนาถพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬากรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี เสด็จฯเยี่ยมหน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาบ้านปางสาครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2522 ทรงพระราชทานที่ดินทำกินและฝายกั้นน้ำบริเวณบ้านโป่งขม และกุมภาพันธ์พ.ศ. 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬากรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารีเด็จฯเยี่ยมราษฎรบ้านปางสาครั้งที่ สองเสด็จทอดพระเนตร ยุ้งฉาง สหกรณ์บ้านปางสา โรงเรียนบ้านปางสาพร้อมกับทรงพระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์ เพื่อนำไปปรับปรุงอาคารเรียนให้ดีขึ้นและทรงเสด็จฯ ทอดพระเนตร แปลงปลูกผักรวมที่ราษฎรในหมู่บ้านปลูกและเสด็จฯบริเวณลุ่มน้ำแม่จันและมีผู้นำคนแรกคือ นายเล่าอ้าย เบียะผะต่อมานายเล่าอ้ายได้เสียชีวิตลง จึงได้แต่งตั้งนายเล่าอู  แซ่จ๋าว ขึ้นเป็นผู้ใหญ่บ้านทางการคนแรกของหมู่บ้านต่อมา นายเล่าอู เป็นผู้นำประมาณ 5 ปี ก็ได้เสียชีวิตลง  มีนายมะโน  หลีจา เป็นผู้ใหญ่บ้านทางการได้หมดวาระเมื่อปีพ.ศ. 2543 ก็มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านใหม่โดยผู้ใหญ่บ้านนาย ศิริ   ถวิลรุ่งเรือน ซึ่ง อยู่บ้านเล่าฟูและต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2546 ทางบ้านเล่าฟูได้แยกหมู่บ้านออกไปจึงมีการเลือกตั้งใหม่ นายอาซึ  เบียะผะ เป็นผู้ใหญ่บ้าน จนถึงปัจจุบัน

แนวคิดสำคัญ

ชุมชนปางสา เป็นชุมชนที่มีปัญหาด้านที่ดินและทรัพยากรของคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการถือครองที่ดิน / ขาดเอกสารสิทธิที่ดิน ปัญหาการจัดการน้ำ ปัญหาหนี้สิน ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชนและการใช้สารเคมีทางการเกษตร ชุมชนได้เกิดแนวคิดในการจัดการทรัพยากรดังกล่าวให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งมีแนวคิดหลักๆที่สำคัญใน 2 แนวคิด  กล่าวคือ

1. ความสำคัญของการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน “ในรูปแบบโฉนดชุมชน”  

การทำการเกษตรบนพื้นที่สูงที่มีความลาดชันของชาติพันธุ์ที่ยังไม่มีมาตราอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดการพังทลายชะล้างหน้าดินทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดน้อยลง จนไม่อาจเพาะปลูกในพื้นที่เดิมติดต่อกันได้หลายฤดูกาล จึงทำให้ชาติพันธุ์ทำการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน

แนวคิดการทำเกษตรแบบยั่งยืน เป็นการใช้พื้นที่แบบเข้มข้นในแปลงเพาะปลูก ซึ่งเป็นการปลูกพืชมากกว่า2 – 15 ชนิดผสมผสานอยู่ในแปลงเดียวกันประกอบมาตรการอนุรักษ์อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และเป็นไปตามการปฏิบัติของเกษตรกร เป็นการส่งผลให้เกิดการลดการพังทลายของหน้าดินและและไม่ขยายพื้นที่การเกษตร ลดการเผาไร่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดไฟป่า และเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ชาติพันธุ์ที่อยู่บนพื้นที่สูงที่ใช้ประโยชน์จากดิน ให้ คนอยู่กับป่าได้อยู่อย่างยั่งยืน  โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการจัดระเบียบการจัดการที่ดินทำกินอย่างยั่งยืน ,วางแผนการพัฒนาพื้นที่การเกษตรอย่างยั่งยืน,สำรวจการใช้ประเภทการใช้ประโยชน์รายแปลงของที่ดินรายบุคคล และเป็นการสำรวจขอบเขตพื้นที่ชุมชน

2. ฐานคิดในการจัดการที่ดินและทรัพยากรชุมชนบ้านปางสา

  • ฐานทรัพยากร(ดิน น้ำ ป่า) ที่อยู่กับชุมชนใด ชุมชนนั้นย่อมมีสิทธิเป็นเจ้าของ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนั้น
  • สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรนั้น ย่อมได้รับการรับรองสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2550
  • การทำลายฐานทรัพยากรในชุมชนและการฝ่าฝืนกฎชุมชนท้องถิ่น  ชุมชนมีสิทธิ์ที่จะปกป้อง และดำเนินการให้เป็นไปตามกฎระเบียบของชุมชน
  • ที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของเกษตรกร  ชุมชน   
  • ต้องมีกองทุนในการจัดการที่ดินและการพัฒนาการใช้ที่ดินร่วมกัน
  • ที่ดินไม่หลุดมือ  ไม่เสียสิทธิ์ (สิทธิชุมชน)  ให้กับสิทธิเชิงปัจเจกในอนาคต

กระบวนการทำงานของชุมชน

  • การจัดสัดส่วนและแบ่งเขตใช้ประโยชน์จากที่ดินในพื้นที่บ้านปางสา โดยจัดสรรออกเป็น 4 ส่วน คือ เนื้อที่หมู่บ้านที่ร่วมกันรับผิดชอบทั้งหมด 7,462  ไร่(100 %),พื้นที่อยู่อาศัยและสาธารณะภายในชุมชน 102 ไร่(1.4 %),พื้นที่การเกษตร 2,012 ไร่(27 %)และพื้นที่สาธารณะที่ชุมชนร่วมกันคงไว้เป็นป่า5,348 ไร่(71.6 %) มี 3 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่สาธารณะที่ชุมชนจัดเป็นป่าชุมชน598  ไร่,พื้นที่สาธารณะที่ชุมชนคงไว้เป็นป่าส่วนที่ 1จำนวน   2,370  ไร่ และพื้นที่สาธารณะที่ชุมชนคงไว้เป็นป่าส่วนที่ 2 จำนวน 2,380  ไร่
  • การจัดการที่ดินในเขตพื้นที่ป่าชุมชน

          บ้านปางสามีเนื้อที่ป่าชุมชนประมาณ 750 ไร่ตั้งอยู่ทั้งทิศใต้ของหมู่บ้านมีการก่อตั้งป่าชุมชนและปลูกป่าครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2519 แนะนำโดยคุณ เตือนใจ ดีเทศน์(ครูแดง) ปลูกต้นไม้สักในเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่และหลังจากนั้นมีการปลูกไม้อื่นๆ ทุกปีเนื่องในโอกาสต่างๆและพัฒนาทำแนวกันไฟรอบๆป่าชุมชนในช่วงฤดูแล้งมีการอยู่เวรยามไฟเพื่อการป้องกันไฟป่านอกจากนี้ยังมีพื้นที่ป่าใช้สอยของหมู่บ้านอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านอีกประมาณ 4,750 ไร่เป็นพื้นที่ทุนทางสังคมของหมู่บ้าน

ชุมชนร่วมกันออกกฎเกณฑ์กติการะเบียบป่าชุมชนบ้านปางสา หมู่ที่ 17 ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย  โดยกำหนดออกเป็น 3 ด้าน คือ

การใช้ประโยชน์

  • สามารถหาของป่าเพื่อบริโภคได้
  • สามารถนำไม้แห้งมาทำฟืนได้แต่ไม่เกินครอบครัวละ 40 ตะกร้า/ปี
  • สามารถให้ตัดไม้เพื่อจัดสานได้วันละ 2 เล่ม/ครอบครัว/ วัน
  • อนุญาตให้นำไม้มาสร้างบ้านได้ ในกรณีที่บ้านถูกไฟไหม้แต่ต้องขออนุญาตจากกรรมการหมู่บ้านก่อนและต้องปลูกทดแทนสองเท่าและดูแลรักษา 3 ปี (บ้านที่ขอไม้ไปปลูกสร้าง ห้ามรื้อ ซื้อ ขาย โดยเด็ดขาดไม่ว่ากรณีใด
  • ในกรณีมีงานศพในหมู่บ้านที่จำเป็นต้องใช้ฟืน จะต้องแจ้งให้กรรมการ ในหมู่บ้านทราบทุกครั้ง สามารถเอาได้ไม่เกิน 3 ลำต้นและต้องเป็นไม้แห้งเท่านั้น)
  • ไม้ที่ปลูกตามหัวไร่ปลายนา สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการ
  • กรณีต้องการตัดไม้เพื่อทำโลงศพต้องทำประชาคมหมู่บ้านและให้พิจารณาเป็นรายๆ

ข้อห้าม

  • ห้ามตัดไม้เพื่อแปรรูป และจำหน่าย ยกเว้นสร้างบ้านเอง
  • ห้ามตัดไม้เพื่อเอาไข่มดแดง ผึ้ง ต่อ สัตว์ป่าทุกชนิด
  • ห้ามตัดไม้เพื่อทำฟืนหรือเผาถ่านและกันต้นไม้เพื่อให้ต้นไม้ตาย
  • ห้ามบุกรุกแผ้วถางป่าชุมชน
  • ห้ามจุดเผาป่า(ยกเว้นพื้นที่ทำกิน ที่ติดกับพื้นที่ป่าชุมชน ต้องทำแนวกันไฟ)
  • ห้ามขยายพื้นที่ ทำกินในเขตป่าชุมชน
  • ห้ามชาวบ้านนอกเขตหมู่บ้านปางสาใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน
  • ห้ามล้างถังยาเคมีลงในลำห้วย
  • ห้ามทิ้งขยะลงในลำห้วย
  • ห้ามล่าสัตว์ทุกชนิดในเขตป่าชุมชน
  • ห้ามเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดป่าต้นน้ำ(ยกเว้นได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการป่าชุมชน)

การลงโทษ

  • ตัดไม้แปรรูป เพื่อขายปรับ 2,000 บาทต่อคน
  • ตัดต้นไม้เพื่อเอาไข่มดแดง ผึ้ง ต่อ สัตว์ป่าทุกชนิดปรับ 500 บาท
  • ตัดต้นไม้ทำฟืน เผาถ่าน ปรับ 300 บาท(ยกเว้นไม้ตายแล้ว)
  • จุดไฟเผาป่าปรับ 1,000 บาท
  • บุกรุกพื้นที่ป่าชุมชน(ขยายพื้นที่ทำกิน)ปรับ 1,000 บาทและให้ปลูกทดแทนพร้อมดูแลรักษาอีก 3 ปี

หมายเหตุ

  • ชาวบ้านนอกเขตหมู่บ้านปางสา หากละเมิดกฎระเบียบปรับเป็นสองเท่าของหมู่บ้าน
  • เงินค่าปรับจะให้คนแจ้งครึ่งหนึ่งอีกครึ่งหนึ่งเข้ากองทุนป่าชุมชนหมู่บ้านปางสา
  • ไม้หรือของกลางจะให้คณะกรรมการพิจารณาและเก็บเพื่อสาธารณะประโยชน์
  • ถ้าฝ่าฝืนกฎระเบียบจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

3. การจัดการที่ดินโฉนดชุมชน

(1) การบริหารจัดการ

ในด้านการบริหารจัดการมีการจัดตั้งกลไกคณะกรรมการการจัดการที่ดินเข้าดูแลงานและกิจกรรมด้านต่างๆของกลุ่ม ประกอบด้วยประธานกลุ่ม  ดูแลกิจกรรมโดยรวมของกลุ่ม ประสานงานกับเครือข่ายระดับภาค ,รองประธานกลุ่ม ,กรรมการ,เหรัญญิก และมีที่ปรึกษาที่มาจากตัวแทนหน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายอำเภอแม่จัน,นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง,กำนันตำบลป่าตึง,สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน,มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา,หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก และหัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำแม่ เพื่อกำกับดูแลการบริหารจัดการที่ดิน อันได้แก่ การจัดตั้งกฎระเบียบ  การจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน  และการตั้งกองทุนธนาคารที่ดินเมื่อสมาชิกต้องการเปลี่ยนมือที่ดิน เพื่อป้องกันที่ดินหลุดมือไปสู่คนภายนอกชุมชน  รวมถึงออกกฎระเบียบการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน “ในรูปแบบโฉนดชุมชน” จัน

(2) ออกกฎระเบียบการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน “ในรูปแบบโฉนดชุมชน”

การใช้ที่ดินและทรัพยากรหมู่บ้านปางสาหมู่ที่ 17 ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย อาศัยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 66,67 คณะกรรมการดูแลสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านปางสา ม.17 ต.ป่าตึง  อ.แม่จัน จ.เชียงราย  จึงได้ตั้งกฎระเบียบของหมู่บ้าน เกี่ยวกับการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งหมด  7 หมวด ได้แก่  หมวดที่ 1 บทความทั่วไป หมวดที่ 2 วัตถุประสงค์  หมวดที่ 3 คุณสมบัติของสมาชิกและกรรมการ หมวดที่ 4  การบริหารจัดการกองทุนธนาคารที่ดิน  หมวดที่  5  การบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมวดที่ 6  การจัดสรรผลประโยชน์ หมวดที่ 7 การควบคุมดูแลและบทลงโทษ  ซึ่งได้ประกาศใช้ ณ วันที่ 1 ตุลาคม  พ.ศ.2553  โดยให้กลุ่มถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด และอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ประจำปี 

(3) กำหนดหลักการจัดการกองทุนธนาคารที่ดิน(ตามระเบียบข้อ 4)  ดังนี้

      รายได้หรือที่มาของกองทุนธนาคารที่ดิน โดยมาจากการถือหุ้นจากสมาชิกหุ้นละ 10 บาท  แต่ไม่เกิน 5 หุ้น ของกองทุนทั้งหมด,การถือหุ้นบนฐานทรัพยากรที่ไม่ใช่ตัวเงิน  คิดจาก..ราคาที่ดิน,ราคาต้นไม้และราคาค่าแรง และตีเป็นมูลค่าทางตัวเงินคือ.ตามราคาปัจจุบัน,เงินค่าสมัครและค่าธรรมเนียมแรกเข้าเป็นสมาชิก (ไม่สามารถเรียกคืนได้),ดอกเบี้ย/เงินปันผล เงินฝากออมทรัพย์หรือเงินฝากธนาคารทุกชนิด และเงินบริจาคและเงินอุดหนุนอื่นๆ  จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนองค์กรภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ

  • ข้อ 4.2 การเก็บรักษาเงิน จะต้องฝากไว้กับธนาคารหรือกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ได้  ในนาม  ประธาน  เลขาและเหรัญญิก  เปิดบัญชีร่วมกัน  โดยมีอำนาจเบิกจ่าย  2 ใน 3 และทุกครั้งในการเบิกจ่ายจะต้องมีประธานเป็นคนหลักทุกครั้งในการสั่งจ่าย  และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนที่ดินชุมชนเสียงก่อน
  • เงินสดในมือเหรัญญิกเป็นผู้รับผิดชอบเงินและการจัดทำบัญชีหรือคณะกรรมารช่วยกันดูแลรับผิดชอบครั้งละไม่เกิน  3,000  บาท
  • การคืนหุ้นก็ต่อเมื่อสมาชิกพ้นสมาชิกภาพ

ขั้นตอนและวิธีการทำงาน

  • เครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน ได้แก่ แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ 1:4000  กรมพัฒนาที่ดินอำเภอแม่จัน  และแบบบันทึกข้อมูลการสำรวจรายครอบครัว เพื่อใช้การจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ ชื่อเจ้าของ แปลงที่ การใช้ประโยชน์
  • การสำรวจแปลงที่ดิน การสำรวจแปลงที่ดินแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
  • การแปลงประเภทที่ดิน: การสำรวจเก็บข้อมูลที่ดินรายแปลง ผู้สำรวจ ผู้สำรวจทำความเข้าใจการแปลประเภทแปลงที่ดิน การแบ่งประเภทแปลงที่ดิน ดังนั้นในพื้นที่แต่ละที่จะมีแปลงที่ดินที่จะทำการสำรวจหลากหลายไม่เท่ากัน
  • การสำรวจแปลงที่ดินโดยใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ  โดยใช้อุปการณ์ที่ใช้ในการสำรวจแปลงที่ดิน ได้แก่ แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1:4000,กระดาษไมร่า(แผ่นใสติดแผนที่) ใช้ในการวาดแนวแปลงที่ดินในการสำรวจ,แบบสอบถาม 2 ชุด ใช้ในการบันทึกข้อมูล คือ ชุดที่ 1 ใช้บันทึกหมายเลยแปลงและเจ้าของแปลงที่ดินในแผนที่แต่ละแผ่นจะมีแบบสอบชุดที่ 1ของแต่ละแผ่น และชุดที่2 แบบสอบถามจำนวนแปลงและการใช้ประโยชน์แต่ละแปลงของครอบครัว โดยแต่ละครอบครัวจะมีแบบสอบถามชุดที่ 2 ครอบครัว ครอบ,ดินสอ ยางลบ อุปกรณ์ในการวาดแนวเขตลงในกระดาษ

3. ขั้นตอนการดำเนินงาน

  • ประชุมสร้างความเข้าใจสมาชิกในชุมชนทำความใจในเรื่องต่างๆ ให้ตรงกันก่อนที่จะทำการสำรวจเช่นการใช้ที่ดินบ้างประเภทจะให้เป็นกรรมสิทธิ์รายบุคคล หรือการใช้ที่ดินบางประเภทเป็นกรรมสิทธิ์รวมของชุมชน การบังคับใช้กฎระเบียบของชุมชนฯลฯ
  • อบรมแกนนำวิธีการจัดเก็บข้อมูลรายแปลง ให้กับผู้ที่จะเก็บข้อมูลรายแปลงในชุมชน(พี่เลี้ยง)
  • ดำเนินการเก็บข้อมูลรายแปลงที่ดินของสมาชิกในชุมชน โดยการวาดแปลงที่ดิน ลงบนแผนที่มาตราส่วน 1:4000 และทำการบันทึกข้อมูลลงในแบบบันทึกการสำรวจการถือครองที่ดิน (ประจำแผนที่)และแบบันทึกการถือครองที่ดิน(ประจำตัวผู้สำรวจ)
  • ส่งแผนที่มาตราส่วน  1:4000 และแบบบันทึกการสำรวจการถือครองที่ดินทั้งฉบับ ที่ใช้ในการสำรวจแปลงที่ดิน
  • แปลงข้อมูลจากแบบบันทึกการถือครองที่ดิน(ประจำตัวผู้สำรวจ)ให้อยู่ในระบบ DATA Base (โปรแกรม Access )
  • ขึ้นรูปแปลงที่ดินและเตรียมข้อมูลเพื่อการเชื่อมข้อมูล
  • เตรียมเอกสารตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในชุมชนเพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูล
  • ตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลในชุมชน
  • ปรับปรุงข้อมูลตามผลการตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลจากชุมชน
  • คืนข้อมูลที่สมบูรณ์คืนในชุมชน

4. กำหนดขอบเขตตามประเภทการใช้ประโยชนที่ดิน

  • พื้นที่ไร่การเกษตรถาวร  เป็นพื้นที่ที่การใช้ปลูกพืชทุกปีและทำการเกษตรแบบอนุรักษ์ดินเช่น ปลูกหญ้าแฝก ขุดขันดินหรือปลูกพืชอื่นๆในการอนุรักษ์ดิน
  • พื้นที่ไร่หมุนเวียน เป็นการเพาะปลูกพืชไร่บนพื้นที่ที่มีความลากชันและเพราะปลูกได้ 1-2ปี ดินจะขาดอุดมสมบูรณ์เนื่องจากสูญเสียธาตุอาหาร ประกอบกับความชะล้างหน้าดินทำให้ได้ผลผลิตลดลง จึงมีความจำเป็นที่ต้องพักพื้นที่เพื่อให้เกิดวัชพืช ป่าหญ้า จนถึงป่าไผ่ ใช้ระยะเวลา3-5ปี จนเกิดความหมุนเวียนของธาตุอาหารในดินจากนั้นก็กลับมาทำการเพาะปลูกใหม่
  • พืชไม้ยืนต้น  สวน เป็นการปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเป็นการปลูกพืชทั้งเชิงเดียวและสวนผสมผสานในแปลงเพาะปลูกโดยจะปลูกพืชลงในช่องระหว่างแปลงไม้ผล – ไม้ยืนต้น
  • พื้นที่นา  เป็นการปรับพื้นที่ให้เป็นลักษณะขั้นบันไดขวางตามแนวระดับเพื่อปล่อยให้มีน้ำท่วมขังสำหรับการปลูกข้าวนาบนดอย  พื้นที่ปรับเป็นแนวระดับส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบหรือเป็นพื้นที่อยู่ใกล้ทางน้ำร่องน้ำ

ทิศทางการขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป
ชุมชนปางสา  ได้ร่วมกันกำหนดแผนงานเพื่อการจัดการที่ดินทำกินอย่างยั่งยืน “ในรูปแบบโฉนดชุมชน”   ดังนี้

แผนงานที่ดินและทรัพยากร

  • ผลักดันโฉนดชุมชนและพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกันอย่างเหมาะสม
  • จัดตั้งกองทุนที่ดินและการจัดการทรัพยากร

2. แผนงานพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน

  • จัดตั้งกองทุนผลิตปุ๋ยชีวภาพชุมชน
  • ผลิตเตาเผาถ่านจากเศษไม้เหลือใช้ / น้ำส้มควันไม้
  • ปลูกพืชพื้นเมืองเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและความมั่นคงทางอาหาร
  • ส่งเสริมการเพาะถั่วงอกเพื่อบริโภคเองในครอบครัว
  • ส่งเสริมการใช้ชีวิตแบบพอเพียง
  • ส่งเสริมพัฒนาการทำน้ำยาเอนกประสงค์ในชุมชน

3. แผนงานพัฒนาศูนย์เรียนรู้ชุมชน

  • ผลิตสื่อ
  • พัฒนาศักยภาพเยาวชน และแกนนำชุมชน
  • ร่วมคณะทำงานระดับจังหวัดศึกษาติดตามเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน

ข้อเสนอทางนโยบาย

  • สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา  โดยให้เจ้าของปัญหาเป็นผู้ดำเนินการหลัก
  • กระจายอำนาจในการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและไม่รวมศูนย์
  • ผู้มีอำนาจในการจัดการไม่เลือกข้าง  เลือกฝ่าย  เลือกปฏิบัติเฉพาะฝ่ายตน แต่ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่สูญเสียผลประโยชน์  
  • ให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาที่ดินขององค์กรชุมชนจนกว่าจะมีการออกโฉนดชุมชน
  • ให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการจัดการที่ดินและพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากร
  • เคารพความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายตามวิถีชีวิต แต่ไม่ใช่แตกแยก
  • ให้ใช้พื้นที่ของหมู่บ้านเป็นพื้นที่ศึกษา ในการแก้ไขปัญหาที่ดิน เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดอันอาจเกิดขึ้นกับชุมชนอื่น ๆ  ตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้

      

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter