โฉนดชุมชนและการจัดการที่ดินแนวใหม่
กรณีบ้านแพะใต้ ต.หนองล่อง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน
ศราวุฒิ วงษ์ณิกร : เขียน
นภาพร สุวรรณศักดิ์ : เรียบเรียง
ความเป็นมา
บ้านแพะใต้เป็นชุมชน “คนยอง”สันนิษฐานว่าเป็นชุมชนที่อพยพเข้ามาภายหลังที่พระเจ้ากาวิละเจ้าครองนครนพบุรีย์ศรีนครพิงค์(เชียงใหม่) กวาดต้อนผู้คนมาจากทางเหนือของล้านนา ในช่วงปี พ.ศ 2348- 2352 แต่เดิมพื้นที่มีสภาพเป็นป่าแพะ (ป่าละเมาะ มีต้นไม้ขนาดเล็ก ขึ้นกระจัดกระจาย) อยู่ระหว่างลำน้ำปิงและลำน้ำลี้ มีไม้แงะ ไม้เปา เป็นไม้ประจำถิ่น คำว่า “แพะใต้” จึงมีที่มาจากการที่ที่ตั้งของชุมชนอยู่ในหมู่สุดท้ายเมื่อนับจากชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงติดกับป่าแพะ
การตั้งถิ่นฐาน เดิมอยู่ในเขตการปกครองของบ้านต้นผึ้ง ตำบลหนองล่อง ต่อมาในปี 2529 บ้านต้นผึ้งได้แยกออกเป็น 3 หมู่บ้าน ได้แก่บ้านต้นผึ้ง บ้านหนองล่อง และบ้านหล่ายลี้ โดยบ้านแพะใต้ อยู่หมู่ 7 ต.หนองล่อง แรกๆมีชาวบ้าน จากบ้านดอนตอง และบ้านต้นผึ้ง อ.ป่าซาง ประมาณ 7 ครอบครัว เข้ามาตั้งรกราก ต่อมาเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ที่ใกล้เคียงทำให้เกิดการอพยพเข้ามามากขึ้น ทำให้เกิดเป็นชุมชนที่มีการสร้างบ้านเรือนแบบมั่นคงถาวร
ปัจจุบันมีประชากรทั้งหมด 120 หลังคาเรือนประมาณ 350 คนชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตรเป็นชาวสวนลำไยและรับจ้าง มีพื้นที่ทำกินโดยเฉลี่ยครอบครัวละ 1-2 ไร่ ที่ดินสาธารณะประโยชน์ของหมู่บ้านมีสภาพเป็นป่าแพะพื้นที่ติดต่อกันเป็นบริเวณกว้างขวางเป็นแนวติดต่อกันมาจาก บ้านศรีเตี้ย บ้านท่ากอม่วง ชาวบ้านท่าหลุก บ้านแพะใต้ และหมู่บ้านใกล้เคียงได้ร่วมกันใช้ประโยชน์ในพื้นที่มาเป็นเวลานานตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย โดยบางส่วนเป็นที่นาน้ำฟ้า ปลูกถั่วลิสง เก็บเห็ด หาฟืน และเป็นที่เลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ในชุมชนมีการจัดตั้งกลุ่มองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมด้านสังคมในหมู่บ้าน 10 กลุ่ม ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มทำไร่พืชผล ,กลุ่มปุ๋ยชีวภาพ,กองทุนยา,ออมทรัพย์, กองทุนเงินล้าน,กองทุนจัดสาน ,กลุ่มทำไร่หนอกร่อง ,กลุ่มลำไยอบแห้ง,กลุ่มปฏิรูปที่ดิน และกลุ่มสตรีแม่บ้าน
สภาพปัญหา
สืบเนื่องปัญหาจากโครงการจัดสรรที่ดินหนองปลาสวา ยประมาณปี พ.ศ.2509-2513 กรมที่ดินได้ดำเนินโครงการจัดสรรที่ดินหนองปลาสวายและเวียงหนองล่อง15,000ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน ติดต่อกันเป็นผืนยาวไปถึงบ้านท่ากอม่วง บ้านหนองเขียด บ้านศรีเตี้ย บ้านสันปูเลย โดยมีการออกใบจองให้ชาวบ้านเข้าทำกิน แต่โครงการไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากชาวบ้านได้ที่ดินไกลจากหมู่บ้าน สภาพดินไม่เหมาะสมสำหรับการเกษตร และบางรายได้ที่ดินทับที่กับเจาของเดิมจึงไม่กล้าเข้าไปทำกิน ชาวบ้านจึงได้ใช้ประโยชน์ในรูปแบบเดิมคือเป็นทั้งที่ส่วนรวม ผสมผสานกับที่ทำกิน
การใช้ประโยชน์จากที่ดินบ้านแพะใต้มีสภาพเป็นป่าแพะ ชาวบ้านได้แผ้วถางจับจองเป็นเจ้าของตามกำลังของครอบครัวในสมัยก่อน ใครมีแรงมากก็แผ้วถางเป็นบริเวณกว้าง ใครมีแรงน้อยก็ว่ากันตามกำลังที่มีอยู่ เนื้อที่ของแต่ละครอบครัวจึงไม่มีไม่เท่ากัน แต่ส่วนมากจะได้ราว ๆ 3-4 ไร่/ครอบครัว ในสมัยนั้น(รุ่นปู่-รุ่นย่า ของพ่ออุ้ยแม่อุ้ย) แรงงานเป็นต้นทุนสำคัญในการเกษตร การทำมาหากิน การทำไร่ทำนา การเข้าทำประโยชน์ในเนื้อที่ที่แผ้วถางมาจะไม่ใช้ประโยชน์ทั้งหมด จะทำการเพาะปลูก ทำกินเป็นหย่อม ๆ แต่อยู่ภายในบริเวณเนื้อที่เขตแดนของตนเอง คือ ปีนี้ทำตรงนี้ ปีหน้าย้ายไปทำอีกที่หนึ่ง วนเวียนหมุนวนกันไป ใครมีแรงมากก็ทำมาก ใครมีแรงน้อยก็ทำน้อย จำนวนมากน้อยของเนื้อที่ที่ถูกใช้เพาะปลูกทำกิน จึงขึ้นอยู่กับแรงงานและกำลังความสามารถของแต่ละครอบครัวรวมถึงสภาพดินฟ้าอากาศก็มีอิทธิพลต่อการทำการเพาะปลูกเช่นกัน ชาวบ้านทำเช่นนี้เรื่อยมา
ช่วง พ.ศ. 2512,2513 มีการออก ใบจอง ให้ชาวบ้าน โดยแนวคิดของ กำนันมงคล ประสาทสุวรรณ (ในความเข้าใจของชาวบ้าน) ได้ทำการจัดการที่ดินใหม่ โดยใช้การจับสลากเอาที่ดิน ปัญหาว่า ที่ดินทำกินของชาวบ้านสลับกัน จับได้ที่ของคนอื่นก็ไม่กล้าไปทำกิน จึงยังคงทำกินในที่ดินเดิมของตนเอง แนวคิดนี้จึงล้มไป สารวัตรกำนัน นายอุทัย ธรรมหมื่นยอง เข้ามาเก็บใบจองคืนทั้งหมด ชาวบ้านจึงเรียก ใบจอง นี้ว่า ใบจองอุปโลกย์
ต่อมา ทางราชการได้ออกแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศให้ชาวบ้าน แต่พ่อหลวงยก ชัยนาวา พ่อหลวงบ้านแพะใต้คนต่อมา หลอกเก็บเงินหัวคิวชาวบ้าน ใครที่มีที่ดินทำกินมากก็ให้จ่ายมาก ใครมีน้อยก็จ่ายน้อย ชาวบ้านต้องจ่ายเงินให้ด้วยความไม่รู้เป็นเงินตั้งแต่ 5 บาท ไปจนถึง 200 ในสมัยนั้น ต่อมาชาวบ้านได้ยื่นหนังสือไปที่นายอำเภอแจ้งพฤติกรรมของพ่อหลวง แล้วให้พ่อหลวงไล่ออกจากราชการ สุดท้ายทางราชการให้พ่อหลวงลาออกไป
ปลายปี พ.ศ. 2516 –2517 ช่วงพ่อหลวงสิงห์แก้ว ปัญญาเหล็ก เริ่มมีการออก น.ส.3 ส่วนบุคคลให้ แต่ได้ไม่ก็ราย ส่วนใหญ่ไม่มี เนื่องจากไม่มีเงิน คนที่ทำ น.ส. 3 มักมีฐานะดี การออก น.ส. 3 ช่วงนี้จะใช้เงินแปลงละ 1,000 บาทขึ้นไป ออกให้เฉพาะบริเวณ เนื้อที่ที่ใช้ทำประโยชน์ เพาะปลูกทำกินเท่านั้น ที่รกว่างไม่ออกให้ คืน ภายในเขตแดนที่ทำกินของชาวบ้าน มีทั้งที่ทำการเพาะปลูกแล้ว และ ทิ้งไม่เพาะปลูกทำกินเนื่องจากไม่มีกำลังพอ ไม่ก็รอเพื่อที่จะวนไปเพาะปลูกในปีต่อไป แต่การออก น.ส. 3 ให้ชาวบ้านจะออกเฉพาะที่เห็นว่าเพาะปลูกทำกินในปีนั้น ๆ ใครทำบริเวณไหน มีเนื้อที่เท่าไหร่ ก็จะรางวัดให้เท่าที่ทำกินอยู่ในการออก น.ส. 3 ครั้งนี้ว่ากันว่าพ่อหลวงบ้านมีส่วนได้เสียกับการออก น.ส. 3 ด้วย จึงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพ่อหลวงบ้านคนเดิม (พ่อหลวงยก ชัยนาวา ) กับพ่อหลวงสิงห์แก้ว เรื่องออก น.ส. 3 จึงเงียบไป จนกระทั้งปี พ.ศ. 2523 จึงได้รับ น.ส.3 ฉบับจริงจากทางราชการ ในสมัยนั้นคนที่ได้รับ น.ส. 3 บ้านแพะใต้มีประมาณ 10 คน
ปี พ.ศ.2533 ได้มีนายทุนจากจังหวัดเชียงใหม่ ในนามบริษัทอินทนนท์การเกษตรมีกรรมการ 3 คน คือนายกฤษฎา แซ่เตี๋ยว นายยุทธนา แซ่เตี๋ยว และนายเทิดศักดิ์ แซ่เตี๋ยว ซึ่งบริษัทอินทนนท์การเกษตรมีวัตถุประสงค์ตามที่ขอจดทะเบียนไว้คือ การซื้อขายที่ดิน จัดสรรที่ดินแบ่งขาย บริษัทได้เข้ามาดำเนินการออกโฉนดที่ดิน ตามโครงการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินโดยการเดินสำรวจ ในพื้นที่ที่บริษัทได้ซื้อจากชาวบ้านที่มีหลักฐานแสดงการถือครองที่ดิน (นส.3 และสค.1)บางส่วนในเขตบ้านแพะใต้และบ้านท่าหลุก ในการนี้บริษัทกับพวกได้ฉวยโอกาสออกโฉนดที่ดินครอบคลุมพื้นที่สาธารณะประโยชน์ทั้งหมดของหมู่บ้าน โดยแจ้งต่อทางราชการว่าครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องในที่ดินที่มิได้แจ้งการครอบครอง ซึ่งในช่วงเวลานั้นยังมีนายทุนอีกหลายกลุ่ม ที่เข้ามากว้านซื้อที่ดินและออกโฉนดที่ดินโดยวิธีการเดินสำรวจเช่นกัน ครอบคลุมพื้นที่ป่าบ้านศรีเตี้ย บ้านท่ากอม่วง บ้านหนองเขียด
บริษัทอินทนนท์ ได้นำพื้นที่ทั้งหมดไปจัดสรรเป็นรีสอร์ท สวนเกษตรขนาดใหญ่(ปลูกลำไย) และ แบ่งแปลงขาย พร้อมกันนี้บางบริษัทที่มีที่ดินใกล้เคียงได้มอบที่ดินจากการกว้านซื้อให้เป็นที่ตั้งศูนย์ราชการ คือ กิ่ง อ.เวียงหนองล่องในปัจจุบัน เพื่อเป็นแรงกระตุ้นการซื้อที่ดินในแปลงจัดสรรบริษัทอินทนนท์การเกษตรได้นำโฉนดที่ดินเข้าจำนองกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์(ไฟแนนท์) และ ธนาคารกรุงไทยมูลค่าอย่างน้อย 40 ล้านบาท
แนวคิดสำคัญ
จากสภาพปัญหาในช่วงธุรกิจฟองสบู่เร่งรัดให้มีการออกเอกสารสิทธิ์ นำไปสู่การกระจุกตัวของที่ดินในปี 2528 เริ่มต้นโครงการเร่งรัดเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินของกรมที่ดิน ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนจากธนาคารโลก มีระยะเวลาดำเนินการ 4 เฟส รวม 20 ปี(2528-2548) ประกอบกับผลพวงจากการใช้ที่ดินไม่เหมาะสม เป็นการการเปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่ใช่เกษตรกร มีสิทธิ์ในพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ทำให้มีการใช้ที่ดินที่เหมาะกับการเกษตรในการทำโรงงานหรือโครงการบ้านจัดสรรหรือ รีสอร์ท เป็นต้น และปัญหาการทุจริตในการออกเอกสารสิทธิ์ปี 2533 เป็นต้นมา จังหวัดลำพูนเป็นพื้นที่แรก ๆ ของการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินในเขตภาคเหนือ ขบวนการกว้านซื้อที่ดินโดยความร่วมมือของกลุ่มบุคคลอย่างน้อย 4 กลุ่ม(ผู้ใหญ่บ้าน,กำนัน/เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน/นายหน้าค้าที่ดิน/นายทุน)ร่วมมือกันฮุบเอาที่ดินสาธารณประโยชน์เอาไปออกเป็นโฉนดที่ดิน และการส่งเสริมให้มีการผลิตพืชเชิงเดี่ยว นำไปสู่การพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้และต้องสูญเสียที่ดิน
มูลเหตุข้างต้นได้ส่งผลประทบต่อเกษตรกรในชุมชนบ้านแพะใต้ ซึ่งไม่มีที่ดินทำกิน หรือที่ทำกินไม่เพียงพอ จากเดิมชาวบ้านจะบุกเบิกที่ดินเพื่อทำกินเพื่อยังชีพ เท่านั้น ทำให้แต่ละครอบครัว มีที่ทำกินน้อย ต่อมาชุมชนขยายตัวมากขึ้นทำให้มีการบุกเบิกที่ดินทำกินแต่ก็อยู่ในวงจำกัด เพราะกฎหมายได้จำแนกประเภทของที่ดินการบุกเบิกเพิ่มเติมจึงถือว่าผิด ประกอบกับเกิดภาวะความไม่มั่นคงในการถือครองที่ดิน จากการเร่งรัดออกโฉนดและจำแนกที่ดินของรัฐทำให้ที่ดินบางส่วนตกอยู่ในมือของผู้ที่มีเอกสารในมือ ชาวบ้านที่ทำประโยชน์ในพื้นที่รู้สึกไม่มีความมั่นคงเพราะเกรงว่าจะมีบุคคลอื่นและนำไปสู่ความขัดแย้งตามมา
ดังนั้นจึงเป็นที่มาของจุดเริ่มการต่อสู้เพื่อเอาที่สาธารณะคืนของชาวบ้านสันปูเลย ซึ่งเป็นการจุดประกายความหวังของชาวบ้านในการต่อสู้กับนายทุน เพื่อดึงเอาที่ดินมาไว้ภายใต้อำนาจการจัดการของชุมชน ต่อมาชาวบ้านศรีเตี้ยหมู่บ้านข้างเคียงได้รื้อรั้วของนายทุนที่ล้อมรอบที่สาธารณะเอาไว้ และมีการร้องเรียนให้ราชการตรวจสอบการออกโฉนด หลังจากนั้นระลอกการเข้ายึดที่ดินขยายตัวออกไปย่างเงียบๆ สู่หมู่บ้านใกล้เคียง เพราะชาวบ้านตระหนักแล้วว่านายทุนได้ปล่อยที่ดินให้รกร้างมาหลายปีแล้ว ยิ่งเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โครงการจัดสรรที่ดินขายล้มเหลว นายทุนเริ่มถอนตัวออกจากพื้นที่ จึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านได้รวมตัวกันเอาที่ดินสาธารณประโยชน์คืนมาและบางหมู่บ้านเข้าไปทำกินในที่ดินที่ถูกทิ้งร้าง
ในปี 2540 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย(นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร)จะลงตรวจสอบด้วยตนเองว่ามีโฉนดที่ดินอย่างน้อย 13 แปลง เนื้อที่120ไร่ ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายเพราะออกในที่ลาดชันเกิน 35% แต่ไม่ปรากฏว่ามีการเพิกถอนโฉนดที่ดิน ดังนั้นชาวบ้านจึงได้ทำการยึดที่ดินคืนจากนายทุนทั้งหมดพร้อมกับจัดสรรให้ชาวบ้านเข้าทำกิน
ดังกล่าวข้างต้นชุมชนบ้านแพะใต้ จึงได้มีการระดมแนวคิดในการจัดการที่ดินโดยชุมชนเป็นแกนหลัก เพื่อสร้างความมั่นคงในการที่ดินทำกินและใช้ประโยชน์จากที่ดินให้เกิดความยั่งยืนในทิศทางอนาคต กล่าวคือ
- ที่ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยสี่ เพื่อเลี้ยงมนุษย์ ไม่ใช่สินค้า
- คนไทยทุกคนควรมีสิทธิ์เข้าถึงการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเท่าเทียมกัน
- การถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมกันของชุมชนเพื่อการใช้ประโยชน์เป็นการรักษาสมดุลของสังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
กระบวนการทำงานของชุมชน
1.การปฏิรูปที่ดินของชาวบ้าน
หลังจากที่ชาวบ้านล้มละลายกับการทำการเกษตรกลับมา จึงเริ่มมีการปรึกษาหารือกันเรื่องที่ทำกิน ว่า ทำอย่างไรที่จะมีที่ดินทำกิน ไม่ต้องไปเช่าเขาทำอีก ชาวบ้านเริ่มพูดถึงที่ทำกินผืนเดิมที่เคยทำกันมา แล้วขายส่วนหนึ่งให้บริษัทอินทนนท์การเกษตร ชาวบ้านได้หรือกันภายในกลุ่มเล็กๆ แล้วแนวคิดนี้ก็ขยายเป็นกลุ่มใหญ่ เป็นความคิดเห็นที่ตรงกันของชาวบ้านทั้งหมด จึงได้มีการนัดพูดคุยพร้อม ๆ กันที่ศาลากลางหมู่บ้าน ตกลงกันว่า จะเข้าไปทำกินในที่ดินเดิมนี้ แล้วเดิมที่ใครมีเท่าไหร่ อยู่ตรงไหน ไม่ให้เอามาเกี่ยวข้อง แต่เมื่อเอาแล้วจะแบ่งสรรปันส่วนกันใหม่เฉลี่ยให้ได้เท่า ๆ กัน และไม่ให้มีการเลือกจับจองพื้นที่ วันที่ 5 เม.ย. 2540 ชาวบ้านทั้งหมด 112 ครัวเรือน นัดเข้าแผ้วถางพื้นที่ช่วยกัน มีรถไถ 2คัดเข้าไถปรับที่กันเขตแดนเดิม การเข้าแผ้วถางปรับที่ใช้เวลาประมาณ 5- 6 วัน ระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาสอบถาม และสังเกตดู แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร หลังจากปรับที่เสร็จชาวบ้านก็ได้ตกลงว่าจ้าง ลูกจ้างของเจ้าหน้าที่ที่ดิน อ.จอมทอง ซึ่งคอยรับเหมาช่วยเจ้าหน้าที่ทำการรางวัดที่ มาช่วยรางวัดพื้นที่ให้ (เหมาจ่าย 2,500 บาท จนเสร็จ)โดยชาวบ้านให้รางวัดรวมทั้งหมด (ได้ ประมาณ 250 ไร่ ) รางวัดเป็นล็อก ๆ ละ 1 ไร่ 2 งานโดยให้กันเขตที่สาธารณะออก กันเขตซอยออก 4 ซอย ทำอยู่ 3 วันจึงแล้วเสร็จ หลังจากที่รางวัดเสร็จได้ประมาณ 5 วัน ก็จับสลาก แล้วก็เข้าทำกินในพื้นที่ ปลูกลำไย มะม่วง ขนุน เป็นหลัก มีกล้วยและพืชล้มลุกปลูกเสริมกันไป ช่วงแรกชาวบ้านเอาน้ำบรรทุกรถพ่วง รถเข็ญ เข้าไปในสวน ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2543 ชาวบ้านได้เก็บเงินอีกครั้งเพื่อนำไปซื้อท่อน้ำ ต่อน้ำปะปา จากหมู่บ้านเข้าไปในสวน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มมีการเข้าแผ้วถางพื้นที่จนต่อท่อน้ำเข้าสวน ชาวบ้านช่วยกันออก
เงิน ช่วยเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงแรก คนละ 10 บาท หลัง ๆ เพิ่มเป็น 20 , 30 จนสูงสุด 50 บาท การใช้เงินจะหมดเป็นก้อน ๆ ถ้าหมดแล้วค่อยเก็บอีก หรือถ้าไม่พอก็ขอเก็บอีก จะมีการแจ้งรายการรับจ่ายให้ชาวบ้านทั้งหมดฟัง ไม่มีใครจัดการเบ็ดเสร็จ เงินอยู่ที่คนนู้นบ้าง คนนี้บ้างแล้วแต่ว่า ใครจะเป็นคนเก็บคนจ่าย แต่ทุกคนที่เก็บหรือจ่ายเงินกองกลางจะมีบัญชีของตัวเอง จดในสมุดไว้
ช่วงตั้งแต่เริ่มมีแนวคิดเข้าไปทำกินในที่ดินเดิม เข้าแผ้วถาง รางวัด จับสลาก ต่อท่อน้ำเข้าสวน ยังไม่มีการตั้งกรรมการและไม่มีใครเป็นผู้นำเดียว ไม่มีใครเป็นคนรับผิดชอบหลัก ทุกคนช่วยออกความคิดเห็น ร่วมมือกันทำ
พ .ศ. 2541 ชาวบ้านแพะใต้โดนฟ้อง ดำเนินคดี 2 คน คือ นายสุแก้ว ฟุงฟู และนายบุญสืบ ภูดอนตอง ชาวบ้านจึงได้ตั้งคณะกรรมการที่ดินขึ้น ซึ่งมีแนวคิดที่จะจัดตั้งกรรมการมาก่อนแล้ว เนื่องจากต้องไปติดต่อกับที่นั้นที่นี่บ่อย แต่ไม่มีใครรับผิดชอบหลัก จึงคิดหาตัวแทนตั้งเป็นกรรมการที่ดินขึ้นมา ทำหน้าที่ ควบคุมดูแลที่ดิน ,จัดเก็บเงิน, แจ้งข่าวสาร , ติดต่อภายนอก เป็นกรรมการที่ดินชุดนี้มาจนถึงปัจจุบัน
สมาชิกได้เข้าทำประโยชน์โดย ปลูกผักสวนครัว ลำไย ขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ สร้างกระท่อม ต่อน้ำประปาเข้าในพื้นที่ และกันพื้นที่ 50 ไร่ เป็นที่สาธารณะประโยชน์ของหมู่บ้าน
2.องค์กรและการบริการจัดการ
หลังจากที่ชาวบ้านเข้าทำประโยชน์ในปี 2540 ได้แบ่งการบริการจัดการออกเป็นดังนี้
โครงสร้างของกลุ่ม
โครงสร้างของกลุ่มบ้านแพะใต้ แบ่งโครงสร้างเป็น 3 ฝ่าย คือ
- ฝ่ายบริหารประกอบด้วย ประธาน รองประธาน เลขานุการ รวมทั้งหมด 6 คน
- ฝ่ายกรรมการ มีทั้งหมด 15 คน
- ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และตรวจสอบมีทั้งหมด 3 คน ซึ่งคณะกรรมการทั้งสามฝ่ายเกิดจากการเลือกของสมาชิก “ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่คือบุคคลที่ถูกดำเนินคดี”
บทบาทและหน้าที่ โดยทั้ง 3 ฝ่ายได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงประสานกัน กล่าว คือ
- ติดตามความเคลื่อนไหวในเชิงนโยบายและประสานงานร่วมกับ กองเลขา และเครือข่ายอื่นๆ
- ดูแลควบคุมสมาชิกให้ปฏิบัติตามกฎ
- เป็นกลไกหลักในการพัฒนาพื้นที่
3.การจัดการที่ดิน
ชาวบ้านได้จ้างบุคคลในหมู่บ้าน รังวัดเป็นล็อก ๆ ละ 1 ไร่ 2 งานโดยให้กันเขตที่สาธารณะออก กันเขตซอยออก 4 ซอย ทำอยู่ 3 วันจึงแล้วเสร็จ หลังจากที่รางวัดเสร็จได้ประมาณ 5 วัน ก็จับสลาก แล้วก็เข้าทำกินในพื้นที่ ปลูกลำไย มะม่วง ขนุน เป็นหลัก มีกล้วยและพืชล้มลุกปลูกเสริมกันไป ช่วงแรกชาวบ้านเอาน้ำบรรทุกรถพ่วง รถเข็ญ เข้าไปในสวน ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2543 ชาวบ้านได้เก็บเงินอีกครั้งเพื่อนำไปซื้อท่อน้ำ ต่อน้ำประปา จากหมู่บ้านเข้าไปในสวน รวมพื้นที่ที่ชาวบ้านเข้าทำประโยชน์และสงวนไว้เป็นป่าชุมชน ประมาณ 600 ไร่
4.กฎระเบียบการจัดการกลุ่มและที่ดิน
- ห้ามมีการซื้อขายที่ดินหรือเปลี่ยนมือที่ดิน ต่อมามีการปรับเป็นซื้อขาย ได้แต่ต้องผ่านคณะกรรมการและ ต้องขายให้กับคนในกลุ่ม
- สมาชิกต้องใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับการจัดสรรอย่างเต็มที่
- สมาชิกต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของกลุ่ม
ความสำเร็จจากการปฏิรูปที่ดินและการการเชื่อมโยงสู่การแก้ไขปัญหาในระดับอื่นๆ
- ชุมชนมีระบบกรรมสิทธิ์ที่มีความยั่งยืนโดยใช้ “ระบบโฉนดชุมชน” เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการ
- เกิดการสำรวจข้อมูลที่ดินและการจัดทำแผนที่ 1:4000 ที่มีกระบวนการดำเนินการเป็นรูปธรรม 380 แปลง ( แล้วเสร็จประมาณ 90 %) พื้นที่ ประมาณ 800 กว่าไร่
- เกิดการกำหนดระเบียบและมีข้อตกลงร่วมกัน ในการระบุถึงสิทธิ์ในที่ดิน และการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วม
- เกิดระบบการจัดการกองทุนในรูปแบบธนาคาร/กองทุนที่ดิน
- ชุมชนเกิดกระบวนการวิเคราะห์ปัญหาที่และหาแนวทางออกในการจัดการปัญหาร่วมกันเช่น ขาดแคลนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ได้แก่ น้ำ ไฟ,ขาดแคลนแหล่งทุนที่ใช้ในการผลิตที่เป็นธรรม ไม่มีการเอาเปรียบ เท่าที่มีไม่เพียงพอ,ขาดการปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดปัจจุบัน และ ขาดความหลากหลายในการประกอบอาชีพ เดิมพึ่งพาการผลิตในภาคเกษตรเพียงอย่างเดียว ต้องการมีกลุ่มอาชีพ ดังนั้นจึงร่วมกันวางแผนการจัดการที่ดินที่มีอยู่โดยเน้น“จัดการระบบเกษตรที่เอื้อต่อชีวิต รักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม”
- เกิดการวางแนวทางการใช้ประโยชน์จากที่ดินร่วมกัน ได้แก่ การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค,การสร้างแหล่งทุนสำหรับการผลิตในพื้นที่ที่ความเป็นธรรมอย่างพอเพียง,แนวทางในการพัฒนาคุณภาพการผลิต และการสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพที่หลากหลาย
ทิศทางการจัดการที่ดินในระยะข้างหน้า
ภายหลังชุมชนบ้านแพะไต้ได้รับการจัดสรรที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในการทำกินและได้รับการยอมรับจากสาธารณะ ชุมชนได้ร่วมกันจัดทำแผนการจัดการที่ดินเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและตอบสนองต่อความมั่นคงในที่ดิน โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านใหญ่ ๆคือ
- แผนเรื่องสิทธิ์ในที่ดิน เป้าหมายสูงสุดของแผนด้านนี้ สมาชิกได้รับการรับรองสิทธิ์ในที่ดิน ในรูปแบบที่สามารถรักษาที่ดินไว้กับสมาชิกได้ และเหมาะสมกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มผลักดันให้ตัวแทนของสมาชิกเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของ การปกครองส่วนท้องถิ่น การเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆของชุมชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรมของชุมชนผลักดันในเชิงนโยบายร่วมกับส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องเผยแพร่และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน แก่สาธารณะ เพื่อให้เกิดการสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่ม
- แผนเรื่อง การใช้ประโยชน์ เป้าหมายของการใช้ประโยชน์ตามแผนนี้หลักการคร่าวๆ คือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และ ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะรูปแบบเกษตรอินทรีย์อาจะอยู่ในรูปแบบอื่นก็ได้แผนการสร้างแปลงตัวอย่างในรูปแบบเกษตรปลอดภัย
- แผนเรื่องการบริหารจัดการที่ดิน เป้าหมายของแผนในด้านนี้ คือ องค์กรที่มีศักยภาพ โดยมุ่งเน้น พัฒนาคน เครื่องมือในการบริหารจัดการ และ พัฒนาระบบการบริหารจัดการแผนในการพัฒนาคน สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของหญิงชายและเยาวชนในการเรียนรู้ การปฏิรูปที่ดิน ประกอบด้วย
- ปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในกลุ่ม ปรับบทบาทหน้าที่และการทำงานของคณะกรรมการ ฝ่ายต่างๆแผนพัฒนาเครื่องมือ พัฒนาเครื่องมือ เดิมที่มีอยู่แล้วและ สร้างเครื่องมือใหม่ เพื่อให้การปฏิรูปที่ดินได้รับการยอมรับทั้งในระดับชุมชนและระดับนโยบายรัฐ
- การพัฒนาเครื่องมือเดิม จัดทำแผนที่ทำมือให้อยู่ในรูปแบบที่มั่นคงถาวร
- จัดทำข้อมูลรายแปลง และเอกสารคู่มือที่ดินที่ใช้ประกอบในแผนที่ 1: 4000
- พัฒนาระบบกองทุนที่ดินให้มีการ แบ่งหน้าที่การใช้และการบริหารกองทุนอย่างเป็นระบบ
- ปรับปรุงโฉนดชุมชนให้มีความสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ภายในกลุ่ม





