playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

โฉนดชุมชนและการจัดการที่ดินรูปแบบใหม่
กรณีตำบลบัวใหญ่ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน

            ทิฆัมพร  กองสอน : เขียน
นภาพร  สุวรรณศักดิ์ : เรียบเรียง

ความเป็นมา
      ตำบลบัวใหญ่ได้แยกออกจากตำบลสันทะ เมื่อปี  พ.ศ. 2526 มีหมู่บ้านที่อยู่ในเขตการปกครองรวม 8 หมู่บ้าน  ลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนบัวใหญ่จะตั้งบ้านเรือนใกล้บริเวณแหล่งน้ำ  อาศัยอยู่ด้วยกันฉันญาติพี่น้อง มีประชากรรวม 4,016  คน 1,134  ครัวเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมร้อยละ 95 ได้แก่ ทำไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ทำนาไว้บริโภค  ทำสวนยางพารา  สวนผลไม้(มะขาม,มะม่วง,ลำไย)และเลี้ยงสัตว์(เลี้ยงหมู,เลี้ยงควาย,เลี้ยงวัว,เลี้ยงไก่,เลี้ยงปลา) ซึ่งเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับตำบลเป็นอันดับต้น เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะขามหวาน และยางพารา  มีกลุ่มองค์กรที่เป็นต้นทุนเดิมของชุมชน เช่น กลุ่มองค์กรการเงิน 6 กลุ่ม,กลุ่มอาชีพ 14 กลุ่ม,กลุ่มองค์กรเครือข่าย 9 กลุ่ม องค์กรต่างๆเหล่านี้กระจายอยู่ใน 8 หมู่บ้าน ในด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ในตำบลบัวใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 131,102 ตารางกิโลเมตร หรือมีเนื้อที่ประมาณ 63,200 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ป่า46,281 ไร่ พื้นที่ทำกิน10,877  ไร่ พื้นที่ป่าชุมชน 5,840 ไร่ และที่อยู่อาศัย 832 ไร่ ดังกล่าวซึ่งจะเห็นได้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่า  ในขณะที่พื้นที่ในการทำกินและที่อยู่อาศัยจำกัดและไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ อีกทั้งจากการสำรวจข้อมูลและ กระบวนการทำแผนชุมชน  พบว่า ตำบลบัวใหญ่ มีปัญหาที่เป็นอันดับต้นๆ คือ ที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกินไม่มีเอกสารสิทธิ์  หนี้สิน   และการไปขึ้นทะเบียนคนจนไว้ตาม  สย. ของนโยบายของรัฐบาล   จึงเป็นที่มาให้คนในชุมชนตำบลบัวใหญ่ได้รวมกลุ่มกันขึ้นเพื่อดำเนินการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่กินทำกินและที่อยู่อาศัย  เพื่อมุ่งเน้นให้ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการจัดการที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนภายใต้การจัดการในรูปแบบโฉนดชุมชน

แนวคิดสำคัญ
      การแก้ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในพื้นที่ตำบลบัวใหญ่ มุ่งเพื่อการแก้ไขปัญหาชาวบ้านที่ไม่มีที่อยู่อาศัยที่ไม่มั่นคง  ปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์  สิทธิทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  เป็นการป้องกันการขยายพื้นที่ทำกินเข้าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  และเป็นการป้องกันการทะเลาะวิวาทระหว่างชาวบ้าน กับชาวบ้าน  ชาวบ้านกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   โดยมีเป้าประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาชาวบ้านที่ไม่มีที่อยู่อาศัยที่ไม่มั่นคง ,แก้ไขปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์  และสิทธิทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ,เป็นการป้องกันการขยายพื้นที่ทำกินเข้าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ,ป้องกันการทะเลาะวิวาทระหว่างชาวบ้าน กับชาวบ้าน  ชาวบ้านกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  และเป็นการป้องกันการถูกจับคุมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กระบวนการทำงานของชุมชน
    จัดทำแผนชุมชนมาตั้งแต่ ปี 2542  จึงได้รับทราบปัญหาว่าที่ดินทำกินและที่ดินที่อยู่อาศัย 80% เป็นพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้  ประชาชนไม่มีความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่ดินที่อยู่อาศัย สาเหตุเพราะไม่มีเอกสารสิทธิ์

     เวทีประชาคมเพื่อหารือแนวทางการแก้ปัญหา   กำหนดแผนงาน และใช้มติร่วมในสร้างความเข้าใจให้เกิดแนวทางการปฏิบัติการที่ผ่านการยอมรับร่วมกันระดับตำบล  เช่น การจัดซื้อวัสดุและก่อสร้างร่วมกันทำให้สามารถก่อสร้างได้ในราคาถูก  และการคืนทุนของสมาชิกทำให้สามารถหมุนเวียนเงินทุนในการก่อสร้างให้รายใหม่ได้ รวมทั้งได้มีกิจกรรมการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน   การพัฒนาอาชีพสมาชิก การจัดทำแผนที่ความดี  การปลูกไม้ยืนต้นในแปลงที่ดินของตนเอง  ฯลฯ และร่วมกันจัดทำข้อมูลประวัติชุมชน สำรวจข้อมูลการครอบครองที่ดินรายครัวเรือน 

     ประสานความร่วมมือกับภาครัฐ หน่วยงาน ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมดำเนินการจัดการที่ดินและกำหนดข้อตกลงร่วมกัน เช่น การกันแนวเขตพื้นที่ดินทำกินของชาวบ้านกับเขตป่า  ควบคู่ไปกับการทำโครงการบ้านมั่นคงชนบทสำหรับ 60 ครอบครัว ,การขยายการสร้างบ้านได้ 117 ครอบครัว  ในส่วนการแก้ไขปัญหาที่ดินได้สำรวจข้อมูลการครอบครองที่ดินในเขตป่าในพื้นที่ 8 หมู่บ้าน 759 ครัวเรือน จำนวน 1,412 แปลง ได้นำข้อมูลการแจ้งครอบครองและการสำรวจแปลงที่ดินมาจัดทำเป็นเอกสารรับรองการครอบครองที่ดินรายแปลงโดยเซ็นชื่อร่วมกันของกำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  อบต.

    กำหนดเป้าหมาย และแผนงานของตำบล  เช่นแผนงานการพัฒนาคน  ด้านสังคม  ด้านการศึกษาวัฒนธรรม ด้านการเมืองการปกครอง จำนวน 35  โครงการ, แผนงานด้านเศรษฐกิจ จำนวน  21  โครงการ,แผนงานด้านสาธารณสุข  จำนวน 13 โครงการ,แผนงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน จำนวน  25  โครงการ และแผนงานด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อม จำนวน  16  โครงการ

     บุรณาการ คน   งาน   เงิน โดยผ่านกิจกรรมการประชุมประจำเดือนของทุกกลุ่มองค์กร รวมถึงใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกกลางในการหารือแนวทางและกำหนดแผนการบูรณาการทำงานทำงานระดับตำบล

ขั้นตอนการทำงาน

  • จัดทำฐานข้อมูลโดยใช้ระบบ GIS เพื่อนำข้อมูลที่ได้ใช้ในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่ดินที่อยู่อาศัย  ซึ่งมีที่มา 3 ส่วน คือ ข้อมูลการขึ้นทะเบียนคนจน  ปี 2546 ตาม 8 สย.,  จากการสำรวจข้อมูลเพื่อจัดทำแผนชุมชน, การสะท้อนปัญหาจากเวที  การจัดทำแผนชุมชน สิ่งที่ต้องการคือเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินและที่ดินที่อยู่อาศัย 
  • ขั้นตอนและกระบวนการจัดทำโฉนดชุมชน
  • สำรวจข้อมูลที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์
  • ขอข้อมูลจาก การลงทะเบียน สย. ปี 2546  จากทางอำเภอนาน้อย 
  • วิเคราะห์ หาสาเหตุ ว่าทำไมชาวบ้านถึงไม่มีความมั่นใจในที่ดินทำกินของตนเอง
  • จัดเวทีทบทวนข้อมูล ยืนยันปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้าน(โดยใช้วิธีการประกาศถ้าชาวบ้านคนไหนมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้ไปประชุมพร้อมกันที่ ศาลาประชุมบ้านหนองห้า) เพื่อหาข้อสรุปและ หาทางออกของปัญหา (การทำแผนชุมชน)
  • จัดตั้งคณะทำงาน หมู่บ้านละ2 คน รวม 16 คน ผู้ใหญ่บ้าน กำนันเป็นที่ปรึกษา
  • สืบค้นประวัติชุมชน มีหลักฐานการก่อตั้งชุมชน เมื่อ พ.ศ.2363(190 ปี) เพื่อเป็นหลักฐานการยืนยันการเข้าครอบครองที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน
  • สำรวจข้อมูลใหม่อีกครั้ง จัดทำข้อมูลรายครัวเรือนในการเข้าครอบครองที่ดินทำกินและที่ดินที่อยู่อาศัย
  • สำรวจ  ค้นหลักฐานการครอบครอง โดยการเสียภาษี  ภบท. 5  ภบท. 6
  • ศึกษากฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง  และการประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้
  • ประสานกับป่าไม้อำเภอ  ป่าไม้จังหวัด  และป่าไม้เขต  เพื่อขอข้อมูลการขึ้นทะเบียนรายชื่อราษฎรที่อยู่อาศัยและทำกิน ในพื้นที่ป่าไม้ ตามมติคณะรัฐมนตรี 31 มิถุนายน 2541(ดำเนินการในอำเภอนาน้อย ปี 2542)
  • จัดประชุม คณะทำงานและที่ปรึกษา ทำความเข้าใจ และหาวิธีการแก้ไขปัญหาโดยการออกเอกสารรับรองการเข้าครอบครอง จัดประชุมกลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาทั้งตำบล จำนวน 508 ครอบครัว
  • ให้ชาวบ้าน ได้จัดทำแผนที่ทำมือรายแปลง โดยประสานกับทางเครือข่ายที่ดินจังหวัดน่าน ขอแผนที่ 1: 4,000 มาจัดทำแผนที่รายแปลง และทำข้อมูลรายแปลง  รายครัวเรือน
  • ประสานกับศูนย์ปฏิบัติการที่ดินป่าไม้ (ป่าไม้เขตแพร่) เพื่อกระทำการพิสูจน์สิทธิ์รับรองการเข้าครอบครอง และแบ่งเขตที่ทำกินและเขตป่า โดยใช้แผนที่ 1: 4,000
  • คณะทำงานจัดทำเอกสารรับรอง ชื่อว่า “เอกสารสำคัญรับรองการเข้าครอบครองที่ดิน”  โดยองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่ เซ็นรับรองโดย ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล
  • ปรับปรุงรูปแบบใบเอกสารรับรอง เป็น “โฉนดที่ดินชุมชน” ออกโดยสภาองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่  เซ็นรับรอง  ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล หมู่ที่....   กำนัน   ประธานสภาองค์กรชุมชน  นายกองค์การบริหารส่วนตำบล

3.กำหนดกฎระเบียบการจัดการที่ดินโดยชุมชน

  • ผู้ครอบครองที่ดินจะต้องทำประโยชน์ที่ดินที่ถือครองที่ดินอย่างต่อเนื่อง ห้ามปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า
  • หากผู้ถือครองที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนมือที่ดิน ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบล  ห้ามขายที่ดินให้คนนอกตำบลโดยเด็ดขาด
  • ผู้ครอบครองที่ดินจะต้องไม่มีการบุกรุกขยายเขตพื้นที่ออกนอกบริเวณแปลงที่ดินของตนเองโดยเด็ดขาด 
  • ผู้ครอบครองที่ดินจะต้องช่วยกันดูแลรักษาป่า/สิ่งแวดล้อมและมีส่วนร่วมพัฒนาด้านต่างๆของชุมชน เช่น ผู้ถือครองที่ดินสร้างความมั่นคงและฟื้นสภาพพื้นที่เป็นขั้นบันได,ผู้ถือครองที่ดินจะกันพื้นที่  ที่ติดลำห้วยใว้ จำนวน 2 เมตร และปลูกแฝกริมลำห้วย  เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

  • ชุมชนใช้ประโยชน์จากโฉนดชุมชนในการจัดการที่ดิน ดังนี้
  • มีการแบ่งเขตแดนระหว่างป่า กับที่ดินทำกินออกเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน
  • ลดกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างเจ้าของที่ดินด้วยกัน
  • มีการรักษา/ดูแลป่าต้นน้ำ
  • โครงการสงเคราะห์สวนยาง จ.น่าน  รับเป็นสมาชิกอย่างถูกต้องตามระเบียบข้อบังของโครงการ ฯ
  • ทางหน่วยงานภาครัฐยอมรับเป็นเอกสารประกอบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ในโครงการ การประกันราคาพืชผลทางการเกษตร
  • ปัจจุบันมีพื้นที่การปลูกสัก / ปลูกยางพารา จำนวน  153  แปลง
  • เกิดการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติแบบบูรณาการทุกภาส่วน ซึ่งเป็นผลพวงจากกระบวนการจัดการระบบข้อมูลชุมชนในกระบวนการทำแผนชุมชน  ตำบลบัวใหญ่  การวิเคราะห์ปัญหาร่วมที่เน้นให้เกิดการแก้ปัญหาเรื่องปากท้องมาก่อนเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งปัญหาที่เป็นอันดับต้น ๆ คือ  ที่อยู่อาศัย  ที่ดินทำกินไม่มีเอกสารสิทธิ์  หนี้สิน   จึงเป็นที่มาให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาจากฐานข้อมูลที่ชุมชนจัดทำขึ้น
  • ชุมชนเกิดกระบวนการเรียนรู้การแก้ปัญหาและเกิดการยอมรับหลักการที่จะทำงาน แบบ  3  ร่วม คือ ร่วมคิด  ร่วมทำ  ซึ่งใช้ฐานข้อมูลและระบบแผนที่ 1:4000 เป็นหลักฐานอ้างอิงการจัดการปัญหา ได้ก่อให้เกิดความเป็นมาตรฐานในการแก้ปัญหาและการยอมรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   รวมถึงได้รับความร่วมมือในการแก้ปัญหาอย่างมีส่วนร่วม ทั้งนี้ยังเป็นการป้องกันการทะเลาะวิวาทระหว่างชาวบ้าน กับชาวบ้าน  ชาวบ้านกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 
  • เกิดกลไกคณะทำงานในการแก้ไขปัญหาที่ดินกินและที่อยู่อาศัยที่ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ  คือ ตัวแทนชุมชน ผู้นำทางการและธรรมชาติ หน่วยงานราชการ ท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชนและภาคีอื่นๆะ
  • เกิดประสานความร่วมมือกับป่าไม้อำเภอ  ป่าไม้จังหวัด  ป่าไม้เขตจังหวัดแพร่ประสานความร่วมมือกับทางป่าไม้เขตแพร่เพื่อให้ออกสำรวจที่ทำกินของราษฎรในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
  • ชุมชนมีความมั่นใจในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยมากขึ้น จากกระบวนการออกเอกสารรับรองการเข้าครอบครองทำกินของชาวบ้าน นั่นคือ การออกหนังสือรับรองสิทธิที่ดินทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน  632  ราย  จำนวน  1,536  แปลง
  • เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ เช่น เกิดการพัฒนาคน สร้างอาชีพเสริม สร้างรายได้ ให้กับคนจน  จำนวน 13  ครอบครัว,เกิดกองทุนส่งเสริมอาชีพ  จำนวน  300,000  บาท,เกิดศูนย์ปฏิบัติการเรียนรู้การเพาะพันธุ์ลูกกบ–ลูกปลา จำนวน  2  แห่ง จนเป็นอาชีพรองของสมาชิก
  • เกิดการบูรณาการทำงานและได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การปกครองท้องถิ่น (อบจ.น่าน) และได้รับความร่วมมือการทำงานจากป่าไม้ / ศจพ.ปชช. / เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติ   รวมถึงยกระดับให้เป็นพื้นที่ต้นแบบการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

 การเชื่อมโยงร่วมกับท้องถิ่น ภาคีที่เกี่ยวข้อง
      จากการทำโครงการบ้านมั่นคงชนบทและสำรวจข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินของตำบลบัวใหญ่ ได้มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายการแก้ไขปัญหาที่ดินจังหวัดน่าน  ซึ่งมีพื้นที่ที่เข้าร่วมจาก 8 อำเภอ 19ตำบล 95 หมู่บ้าน   ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดทำข้อมูลประวัติชุมชน ข้อมูลการครอบครองที่ดินรายแปลง เสร็จแล้ว  หมู่บ้าน   นำข้อมูลเข้าในระบบ GIS และพิมพ์ออกมาใช้งานแล้ว 22 หมู่บ้าน  ข้อแปลงที่ดินที่เสร็จแล้ว 5,192 แปลง   ซึ่งกระบวนการทำงานในแนวทางนี้ทำให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านให้ความสำคัญและได้เริ่มสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ดินโดยสนับสนุนเครือมือในการจับพิกัด GPS ที่ตำบลบัวใหญ่  สนับสนุนการจัดฝึกอบรม GIS สำหรับเครือข่ายแก้ไขปัญหาที่ดินและองค์การบริหารส่วนตำบล   และอบจ.กำลังเตรียมการตั้งศูนย์ข้อมูลและแผนที่ของจังหวัดน่าน เพื่อให้มีข้อมูลที่ชุมชนท้องถิ่นสามารถใช้ในการแก้ไขปัญหาและวางแผนการพัฒนาเชิงพื้นที่ได้อย่างมีคุณภาพขึ้น

     เชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานท้องถิ่น(อบต.)ในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อสร้างความร่วมมือในการกระบวนการแก้ไขปัญหาทีดิน และขยายสู่การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินในเขตเมือง  และมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยระดับเมืองเพื่อวางแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินในชุมชนเมืองให้ครอบคลุมทั้งเมือง  แต่ปัญหาที่ดินในเขตเมืองน่านจะเป็นปัญหาของชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ดินเขตโบราณสถานที่กรมศิลปากรดูแล ทำให้เทศบาลยังไม่สามารถเข้าไปดูแลจัดการได้ จึงต้องมีการประสานให้เกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป

     เชื่อมโยงการกระบวนการแก้ไขปัญหากับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประสานกับศูนย์ปฏิบัติการที่ดินป่าไม้ (ป่าไม้เขตแพร่) เพื่อกระทำการพิสูจน์สิทธิ์รับรองการเข้าครอบครอง และแบ่งเขตที่ทำกินและเขตป่า โดยใช้แผนที่ 1: 4,000 และประสานกับทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ขอยืมเครื่องจับพิกัด GPS ลงจับพิกัดรายแปลงทุกแปลง

     บูรณาการการทำงานและแก้ไขปัญหาทุกภาคส่วนในระดับตำบลและจังหวัด โดยมี “สภาองค์กรชุมชนตำบล” และใช้ “แผนชีวิตชุมชน”เป็นเครื่องมือ รวมถึงเป็นกลไกการขับเคลื่อนงานและมีบทบาทในการทำงานเชื่อมกลุ่มองค์กรต่างๆที่มีอยู่ในตำบล  ทั้งนี้ในระดับจังหวัดยังมีองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง ที่ มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งที่มีความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ดินให้ลุล่วงไป รวมทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐในจังหวัดหลายหน่วยงานที่ร่วมกันทำงานในฐานะคนพื้นที่ “น่าน”ที่มีเป้าหมายที่จะให้เกิดการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วมกันมากกว่าเฉพาะงานตามหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

การเชื่อมโยงสู่การแก้ไขปัญหาในระดับอื่นๆ
      การแก้ไขปัญหาที่ดินจึงไม่ใช่ได้มาซึ่งที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัยเท่านั้นแต่ได้นำไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆที่ต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเป็นการปรับวิถีการผลิต ลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดไปสู่การปลูกพืชอื่นที่หลากหลายขึ้น  การจัดการดูแลรักษาทรัพยากรที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำสายหลักและลุ่มน้ำสาขาที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนน่านทั้งจังหวัดและคนที่อยู่ปลายน้ำในจังหวัดอื่นๆ   และมีป่าที่ชุมชนดูแลรักษาถึง 520 ป่า  การผนึกกำลังกันในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมกว้างขวางทั้งจังหวัด  รวมถึงเกิดการเชื่อมโยงสู่การแก้ไขปัญหาในระดับอื่นๆกล่าวคือ

     การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและอาชีพโดยมีการพัฒนากลุ่มออมทรัพย์และยกระดับเป็น“สถาบันการเงินชุมชน”เพื่อให้ชุมชนเกิดการบูรณาการกองทุนออมทรัพย์ที่มีอยู่ให้มีมาตรฐานและชุมชนได้เรียนรู้การจัดองค์กรการเงินโดยชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเข้าหุ้นสถาบันการเงินจำนวน 600 ราย 8 หมู่บ้าน สมาชิกเงินฝาก 238 ราย จำนวน 3 ล้านกว่าบาท

    การบูรณาการกองทุนระดับตำบล รวม 8 กองทุน ได้แก่  กองทุนยูนิเซฟ กลุ่มเมนู 5  เงินอุดหนุนหมู่บ้าน อพป.  กองทุนสงเคราะห์หมู่บ้าน เงินผ้าป่า ดอกเงินกองทุนหมู่บ้าน 1 ล้าน กองทุนเยาวชน  เงินกองกลางหมู่บ้าน  โดยกองทุนดังกล่าวนำไปสู่การสร้างกิจกรรมการพัฒนาความยั่งยืนของการดำเนินงาน  เช่น แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำดื่มไม่เพียงพอ,เป็นทุนหมุนเวียนการใช้หนี้  ธกส. ตอนที่ชาวบ้านยังไม่ทันขายพืชผลทางการเกษตร,ปรับปรุงเส้นทางคมนาคม,เป็นทุนในการเกิดการติดตาม  ตรวจสอบ  ประเมินผลการทำงานประจำปี

     การเชื่อมโยงสู่การจัดการจัดสวัสดิการชุมชน เพื่อช่วยเหลือและดูแลคนภายในชุมชนและตำบล  และได้รับการยกระดับให้เป็นพื้นที่ต้นแบบการจัดสวัสดิการแบบสบทบการมีส่วนร่วมของชุมชน   รวมถึงเกิดการยอมรับจากหน่วยงานท้องถิ่นโดยได้รับบรรจุเป็นแผนและข้อบัญญัติของตำบล

     การพัฒนาด้านสังคม โดยมีการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมนำสู่การพัฒนาตำบล  เพื่อปัญหาเด็กเยาวชนให้เป็นคนรุ่นใหม่ที่สืบทอดวิถีชีวิต  วัฒนธรรม  ประเพณี  ที่ดีงาม และเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพคนทุกวัยให้มีศีลธรรมจริยธรรมการดำเนินชีวิต  ซึ่งได้ยกระดับไปสู่การบูรณาการการทำงานรูปแบบ “บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter