โฉนดชุมชนและการแก้ไขปัญหาที่ดินร่วม
กรณีตำบลบ้านด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
สำเริง เกตุนิล : เขียน
1. ข้อมูลพื้นฐาน
ตำบลบ้านด่านนาขาม มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานตำบลหนึ่ง ซึ่งเดิมพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่อาศัยของพวกขอม พม่า สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายไทยได้เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 ตรงกับปีขาล และสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงกอบกู้เอกราชได้สำเร็จ และทรงตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี หลังจากนั้นได้ส่งคนกลุ่มหนึ่งมาเฝ้ารักษาด่าน ต่อมามีผู้มาตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากและได้ตั้งชื่อว่า บ้านด่านนาขาม ตามลักษณะภูมิประเทศที่มีต้นมะขามขนาดใหญ่ขึ้นอยู่บนจอมปลวกบริเวณหน้าวัดซึ่งเป็นที่นา
ตำบลบ้านด่านนาขามมีอาณาเขตทางทิศเหนือ ติดต่อกับ ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ และ ต.น้ำหมัน อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ทิศใต้ ติดต่อกับ ต.น้ำริด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ต.ขุนฝาง อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ และทิศตะวันตก ติดต่อกับ ต.นานกกก อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ มีลักษณะภูมิประเทศทั่วไป 2 ลักษณะ คือพื้นที่ราบ ราบสูงและหุบเขา มีพื้นที่ประมาณ 104,250 ไร่ หรือประมาณ 167 ตารางกิโลเมตร จำนวนประชากรในเขต อบต. 8,831 คน และจำนวนหลังคาเรือน 1,367 หลังคาเรือน มีอาณาเขตการปกครอง 13 หมู่บ้าน ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักคือ ทำนา ทำสวน ทำไร่ และอาชีพเสริมคือ จักสาน หัตถกรรมพื้นบ้าน (ทำไม้กวาด)
ชุมชนบ้านด่นนาขามเป็นชุมชนเก่าแก่มีอายุประมาณ 150 ปีมีความสมบูรณ์ทางระบบนิเวศท้องถิ่น กล่าวคือพื้นที่ตั้งชุมชนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในเขตป่าสงวนมีเทือกเขาล้อมรอบ ภายในชุมชนมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทั้งหมด การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดและเหมาะสมการทำการเกษตรกรรมเชิงนิเวศ เช่น การทำสวนผลไม้แซมกับพื้นที่ป่าของรัฐ การกสิกรรมในพื้นที่ราบลุ่มเชิงเขา ปลูกข้าวในฤดูฝน ปลูกถั่วลิสง หอม กระเทียม และข้าวโพดในฤดูแล้ง นับว่ารายได้ส่วนใหญ่ของชุมชนได้จากการพึ่งพาแอบอิงอยู่กับทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต น้ำซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆและเป็นทรัพยากรสาธารณะที่ไม่ต้องมีการซื้อขาย ใช้ในการอุปโภคบริโภค และเกษตรกรรม
ภายในชุมชนมีลำห้วยใหญ่น้อยที่ไหลผ่านชุมชนอยู่หลายสาย มีสายน้ำหลักที่เป็นสายเลือดหล่อเลี้ยงชุมชนมาโดยตลอดคือ “ห้วยน้ำริด” และมีห้วยเล็กๆ อีก คือ ห้วยคอม้า ห้วยสายว่าว ห้วยโปร่ง ไหลรวมกันจากลำธารน้อยๆจนกลายเป็นสายธารแห่งความชุ่มชื้น แหล่งน้ำดังกล่าวมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชุมชนตลอดมา มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันภายใต้การถ่ายทอดภูมิปัญญาการจัดการน้ำของชุมชนผ่านระบบเหมืองฝายเพื่อนำน้ำมาใช้ในการเกษตร ใช้เพื่อสร้างความชุมชื้นให้แก่สวนผลไม้ ที่สำคัญที่สุดชุมชนใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ตลอดปี อาจกล่าวได้ว่าการจัดการน้ำระบบเหมืองฝายของชุมชนคือหัวใจหลัก เป็นพื้นฐานการดำรงชีวิตของชุมชน ที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจแบบพอเพียงได้อย่างยั่งยืน
สถานการณ์และสภาพปัญหาของชุมชนที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้คือชุมชนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทางธรรมชาติอาทิโครงการปลูกป่าของหน่วยงานภาครัฐที่เน้นพืชเชิงเดี่ยว(ไม้สัก)ส่งผลให้ความหลากหลายของระบบภูมินิเวศน์เริ่มเสื่อมโทรม การอุ้มและการชะลอน้ำในฤดูน้ำหลากค่อนข้างที่จะไม่ได้ผล รวมไปถึงการลดลงของสัตว์ป่าประจำถิ่น อันเนื่องจากการขาดแคลนอาหาร ความเหมาะสมในการตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาชุมชนต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง เพราะป่าต้นน้ำถูกเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ของการเกื้อกูลทางธรรมชาติ จากเดิมป่าต้นน้ำเคยเป็นป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ กลับถูกเปลี่ยนเป็นป่าผลัดใบ มีคุณสมบัติที่เจริญงอกงามบริเวณเขตที่เกิดไฟป่าบ่อยๆ และสิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือไม่มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำ ปัญหาดังกล่าวอาจถูกจุดฉนวนมาจากยุคสัมปทานป่าใน ปี พ.ศ.2481 ถึง พ.ศ.2531 เป็นต้นมา โครงการปลูกป่าสักทอง ของหน่วยงานรัฐยังผลักดันให้ชุมชนที่อยู่ในเขตป่า ตัดไม้มาขายให้กับนายทุนตามใบสั่งซื้อ และเป็นสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับป่าไม้ตลอดมาจนกลายเป็นวัฒนธรรมความขัดแย้ง รวมถึงการขาดจิตสำนึกของชุมชนในการตระหนักถึงโทษที่เกิดจากภัยทางธรรมชาติมุ้งเน้นไปทางธุรกิจเสียส่วนใหญ่ การตัดไม้ การล่าสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์เช่น เลียงผา เต่าปูรู ผลที่ตามมาคือความเสียหายของชีวิต ทรัพย์สิน ที่ได้รับจากธรรมชาติโดยมิสามารถที่จะประเมินค่าได้เลยนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2549 เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 200 ปีที่ผ่านมา การเกิดอุทกภัยน้ำท่วมพร้อมกับดินโคลนถล่ม สร้างความเสียหายในจังหวัดอุตรดิตถ์กว่า 5 อำเภอและอีกกว่า 500 หมู่บ้านที่ได้รับความเดือนร้อนอย่างสาหัส ชุมชนบ้านไฮ่ฮ้าตำบลบ้านด่านนาขามก็เป็นหนึ่งของความเสียหายนั้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่วิถีการดำรงชีวิต ที่อยู่อาศัย ระบบชลประทานดั่งเดิม(เหมืองฝาย)ของชุมชนถูกโคลนทับถม ทำลายระบบการลำเลี่ยงน้ำภายใต้ระบบเหมืองเพื่อนำมาใช้การเกษตรกรรมของชุมชน
ผลที่ได้จากปัญหาที่เกิดขึ้นคือการตื่นตัวของชุมชนที่ได้เข้ามามีบทบาทในการเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขทั้งที่ปลายเหตุคือร่วมกันฟื้นคืนระบบต่างๆของชุมชน ปัจจัยการดำชีพขั้นพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภคต่างๆรวมถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร ดิน น้ำ ป่าไม้ ร่วมกันโดยชุมชนตระหนักถึงผลกระทบจากการทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ว่าธรรมชาตินั้นเป็นผู้ให้และในทางกลับกันจะลงโทษเมื่อถูกทำร้ายถูกคุกครามมากจนเกินไป ดังนั้นการเปลี่ยนทัศนคติของชุมชนให้หันกลับมาดูแลรักษาพร้อมทั้งใช้ประโยชน์อย่างพอเหมาะพอควรกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้
2. ประวัติเครือข่ายป่าต้นน้ำห้วยแม่ริด
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งยิ่งใหญ่มากที่สุด เท่าที่ประวัติศาสตร์ของจังหวัดอุตรดิตถ์ได้เขียนไว้ และ ต.บ้านด่านนาขามเป็นชุมชนหนึ่งใน 28 ตำบลที่ประสบกับอุทกภัยดินโคลนถล่ม หลายครอบครัวต้องพลัดพรากอย่างถาวร กว่า 50 หน่วยงานเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน งบประมาณจำนวนมหาสารถูกอนุมัติเพื่อให้ความช่วยเหลือ
ภัยพิบัติไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับชุมชนเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นเตือนจิตสำนึกชุมชนเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หลายครั้งปัญหาถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นหารือของกลุ่มคนเล็กๆ เมื่อประเด็นปัญหาได้ถูกขยายความกว้างขึ้น กับโจทย์ที่ว่าต้นตอของปัญหาเกิดจากระบบนิเวศน์วิทยาเสื่อมโทรมอย่างหนักในเขตป่าต้นน้ำ ที่สุดกระบวนการหลอมรวมเชื่อมร้อย เครือข่ายระดับตำบล เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและร่วมเข้าจัดการทรัพยากรธรรมชาติกับภาครัฐ ภายใต้การก่อตั้งของเครือข่าย เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2550 ภายใต้ชื่อ เครือข่ายป่าต้นน้ำห้วยแม่ริด มีสมาชิกกว่า 40 คน ดำเนินงานใน 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแม่เฉย ม.5 บ้านห้วยกั้ง ม.6 บ้านไฮ่ฮ้า ม.7 บ้านน้ำไคร้ ม.9
วัตถุประสงค์หลักของเครือข่ายป่าต้นน้ำห้วยแม่ริด คือ
1.เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
2.เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านต่างๆที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพภูมินิเวศน์ชุมชน
3.เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟูและเผยแพร่วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิตที่ดีงามของท้องถิ่น
3. การดำเนินงานของเครือข่ายฯ
เครือข่ายป่าต้นน้ำห้วยแม่ริดได้ดำเนินงานด้านต่างๆ โดยการหนุนเสริมให้ประชาชนได้เข้าไปมี ส่วนร่วมอย่างจริงจังในการดำเนินงาน โดยใช้องค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น การดำรงอยู่ท่ามกลางทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหลักวิชาการจากภายนอกเป็นแนวทางในการดำเนินงาน และอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคีเครือข่ายอื่นๆ เป็นแรงหนุนเพื่อช่วยให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จ
ประเด็นงานที่เครือข่ายได้ดำเนินการ ประกอบด้วย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน, เกษตรกรรม รวมทั้งการส่งเสริมให้เยาวชนซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานของเครือข่าย โดยมีรายละเอียดการดำเนินงาน ดังนี้
3.1 การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน
การแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชน ต.บ้านด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจกับชุมชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกทาง และลดช่องว่างปัญหาเรื่องของการดำเนินการแบบตัวใครตัวมัน ซึ่งพยายามสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของคนทุกคนในสังคม สร้างกลไกความร่วมมือ และวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาของชุมชน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต รวมถึงการวางมาตรการในการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ เน้นการจัดการภายใต้องค์ความรู้ และภูมิปัญญาที่ชุมชนใช้ในการดำรงชีวิตหรือถูกถ่ายทอดมาจากอดีต การหาข้อยุติความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่หลายๆหน่วยงาน โดยการประสานงานกับหน่วยงานเหล่านี้เพื่อ การแก้ปัญหาร่วมกันโดยเฉพาะ กรมป่าไม้ ที่มีปัญหากับชุมชนมาเป็นระยะที่ยาวนาน ปัญหาที่เป็นปัจจัยหลัก คือป่าไม้ในพื้นที่ต้นน้ำถูกทำลาย มีผลทำให้ น้ำท่วม น้ำแล้ง ปัญหาการขาดแคลนน้ำเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดสำหรับชุมชน ทั้งระบบเกษตรที่เป็นต้นทุนหลักของชุมชน ที่ต้องพึ่งพาน้ำทั้งสิ้น
ดังนั้นการวางกรอบการแก้ปัญหาจึงมองไปที่การจัดการน้ำที่ต้นน้ำ การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ด้วยการดูแลป่าและปลูกเสริม โดยการใช้กิจกรรม “ฟื้นผืนป่าเพื่อพ่อ คืนสายธารให้แม่” “ยืดยางสร้างป่า” การสร้างฝายชะลอน้ำ “สร้างฝายถวายพ่อ” การใช้ความเชื่อเรื่อง ผีเจ้าปู่ ศาลขุนน้ำ การบวชป่า การสร้างแนวคิดการรักษาทรัพยากรให้กับคนในชุมชน และสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ รวมถึงการดำเนินการต่างๆเพื่อนำไปสู่ความเป็นปกติ ในการทำหน้าที่ของระบบนิเวศน์ท้องถิ่นและป่าต้นน้ำ
3.2 การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน
ภัยทางธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระบบที่เคยเกื้อกูลกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ชุมชนบ้านด่านนาขามเป็นชุมชนหนึ่ง ที่ถูกผลพวงจากการแสวงหาผลกำไรจากกลุ่มนายทุน และรัฐ เมื่อประมาณ สิบกว่าปีที่แล้วด้วยการสัมปทานไม้ รวมทั้งใช้เป็นเชื้อเพลิงในการขนส่งทางรถไฟไอน้ำสายเหนือ และนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับอบยาสูบ ส่งผลต่อการทำหน้าที่ของระบบนิเวศตามธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ มีผลทำให้เกิดภัยธรรมชาติที่ตามมาอย่างที่ชุมชนคาดไม่ถึง เช่น น้ำหลากในฤดูฝน น้ำแล้งในฤดูแล้ง
การแก้ไขปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ชุมชน ต.บ้านด่านนาขาม ดำเนินการภายใต้การสนับสนุนงบประมาณและความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ของ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) สสส. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการของชุมชน ผ่านเครือข่ายป่าต้นน้ำห้วยแม่ริด และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยงานราชการในพื้นที่ เช่น โรงเรียน วัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำสู่การจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม ดิน โคลนถล่ม อย่างเข้าใจและรู้ทันนั้น ได้ดำเนินการมาแล้ว 3 กิจกรรมคือ
1. การประชุมชี้แจงความเป็นมาของโครงการฯ วางเป้าหมายร่วมกัน เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และวิเคราะห์สถานการณ์ ต้นตอของปัญหาภัยพิบัติ ผลกระทบที่ชุมชนได้รับ รวมทั้งการเชื่อมโยงการทำงานแก้ไขปัญหาในระดับสายน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมทั้งการเชื่อมโยงในระดับลุ่มน้ำ กับตำบลใกล้เคียงที่อยู่ในสายน้ำเดียวกัน โดยการใช้เครือข่ายการสื่อสารไร้สาย (วิทยุสื่อสาร) เป็นการแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับปริมาณน้ำ สถานการณ์ความเสี่ยงในพื้นที่
2. การจัดทำแผน ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัย และแผนที่ทางกายภาพ เพื่อให้เข้าใจและรู้ถึงสภาพพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัยในชุมชน พื้นที่ปลอดภัยในการอพยพ แหล่งน้ำต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติได้
3. สำรวจพื้นที่เสี่ยงกับการเกิดดินโคลนถล่ม การเตรียมพร้อมรับมือผ่านการรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์ การพิสูจน์ด้วยตา ลดการคัดลอกจากตำรา และเพิ่มสมมุติฐานอีกชั้นหนึ่ง การสำรวจพื้นที่จริงเพื่อนำมาวิเคราะห์ และคาดเดาความเป็นไปได้ที่จะเกิดดินโคลนถล่ม
การดำเนินการขององค์กรชุมชนจากน้ำท่วมดินโคลนถล่มสู่การแก้ปัญหาสิทธิ์ที่ดิน
ด้วยพื้นที่ตำบลบ้านด่านนาขาม ตั้งอยู่บนที่ลาดชันบนเทือกเขาผีปันน้ำ รอยต่อ 3 จังหวัด (แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย) เส้นแดนแบ่งเขตระหว่างภาคเหนือตอนล่างกับภาคเหนือตอนบนห่างจากจังหวัดอุตรดิตถ์ 25 กิโลเมตร ตามเส้นทางอุตรดิตถ์-เด่นชัย จังหวัดแพร่
ในช่วง 23 พฤษภาคม 2549 เกิดน้ำท่วมโคลนถล่มในภาคเหนือตอนล่างโดยเฉพาะเทือกเขาผีปันน้ำ บ้านด่านนาขามได้ประสบภัยพิบัติอย่างรุนแรง มิต่างกับชุมชนอื่น บ้านเรือนพังทลายเสียหาย การไร้ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางการเกษตรพังทลายจากที่ลาดชัน เช่น ลางสาด ทุเรียน ที่ราบที่มีจำนวนไม่มากนัก โคลนและทรายทับถมนาข้าว ถนนลำเลียงผลผลิตทางการเกษตร “ทางรถ มดลำเลียง ชำรุดเสียหายอย่างรุนแรง ไม่สามารถนำผลผลิตที่แก่เต็มที่ส่งตลาด ซึ่งเป็นรายได้หลัก และรายได้ระยะยาว
เส้นทาง “ทางรถ มดลำเลียง” เป็นการปรับตัวระหว่างภูมิปัญญาของชุมชนร่วมกับการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น การก่อสร้างทางลัดเลาะตามลำห้วย โดยใช้แรงงานร่วมกันของเจ้าของสวนที่ใช้ประโยชน์จากเส้นทางลำเลียง การะดมทุนเพื่อซ่อมแซมตามสัดส่วนของรายได้เจ้าของ การระดมแรงในลักษณะเส้นทางส่วนร่วม ก่อนที่จะเกิดเหตุดินโคลนท่วม โคลนถล่ม ก็คือรวมแบบการใช้ “สิทธิร่วมของคนในชุมชน” เพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง น้ำท่วมโคลนถล่ม ทำให้เส้นทางเสียหายอย่างรุนแรง ชุมชนประสบปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมโคลนถล่มได้เริ่มการช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือเพื่อนบ้านในชุมชน การแบ่งปันสิ่งของบริจาค การเก็บข้อมูลผู้เสียหาย พื้นที่เสียหาย ตลอดจบการระดมทำที่พักชั่วคราว การสร้างที่พักถาวร การระดมทุนสร้างทางมด รถลำเลียง การประสาน การเรียนรู้กับคนภายนอก และการมีส่วนร่วมประชุมปรึกษาภายในชุมชน โดยมีนักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน จากเครือข่ายทรัพยากรดิน น้ำ ป่า เกษตรกรรมทางเลือกภาคเหนือตอนล่าง เป็นที่ปรึกษา และกระตุ้นให้เกิดการวิเคราะห์ การศึกษา ดูงานภายนอก จนเกิดการรวมกลุ่มเครือข่ายป่าต้นน้ำห้วยแม่ริด โดยมีปัจจัยทุนเสริม เกิดจากการศึกษาดูงานภายนอก การผ่านการทำงานแก้ปัญหาน้ำท่วมโคลนถล่มของกลุ่มแกนนำ และสำคัญเป็นการสร้างบทบาท และโอกาสของผู้เดือดร้อน ได้คิดค้นและการจัดการองค์กรของตัวเอง
การเริ่มต้นการศึกษาดูงานภายนอก การดูรูปแบบการแก้ไขปัญหาที่ดิน สึนามิ การดูงานการจัดการ ป่าชุมชน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
จากการทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมดินโคลนถล่ม เครือข่ายป่าต้นน้ำห้วยแม่ริด ได้กำหนดทิศทางคือ
1. การเริ่มต้นการศึกษา แลกเปลี่ยนเพื่อให้เข้าถึงต้นเหตุปัญหาน้ำท่วมโคลนถล่ม การกันพื้นที่เป็นเขตอนุรักษ์ การศึกษาชนิดพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์
2. การเริ่มต้นการฟื้นฟูลำน้ำแม่ริด โดยการทำป้ายขนาดเล็ก โดยแนวทางของชุมชน
3. การดำเนินการเริ่มต้นการรวบรวมข้อมูล การถือครองที่ดิน ประเภทป่า จำนวนที่ดินที่ถือครอง ประโยชน์ที่ใช้จากพื้นที่ถือครอง
4. การสร้างกลไกการทำงาน คณะกรรมการป่าต้นน้ำแม่ริด คณะทำงานสำรวจที่ดินตามลำห้วย การนำข้อมูลเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน การรวบรวมข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อสาธารณะ
โดยการดำเนินการได้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นจากการสัมภาษณ์ แยกเป็นที่อยู่อาศัย 331 ไร่ ที่ทำกิน 8,083 ไร่ รวม 8,414 ไร่ จำนวนแปลงที่อยู่อาศัย 427 แปลง ที่ทำกิน 1,235 แปลง รวมทั้งหมด 1,752 แปลง อยู่ในพื้นที่ป่า (ข้อมูลวันที่ 19 กรกฎาคม 2550) กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการรวบรวมข้อมูล
น้ำท่วมโคลนถล่มเป็นโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบ ได้ดำเนินกิจกรรมด้วยตัวเองจากการช่วยเหลือกันภายในชุมชน สู่การจัดการทรัพยากร เพื่อให้เกิดการใช้สิทธิชุมชนให้เกิด “ที่ดินมั่นคง ชุมชนมั่งคั่ง”
จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นในพื้นที่ 4 หมู่บ้านของตำบลบ้านด่านนาขาม (บ้านแม่เฉย บ้านไฮ้ฮ้า บ้านน้ำไคร้และบ้านม่อนหัวฝาย) พบว่า จากจำนวน 481 ครอบครัว เกษตรกรส่วนใหญ่มีการถือครองที่ดินไม่เกิน จำนวน 20 ไร่ (374 ครอบครัว) และเกษตรกรที่ถือครองที่ดินเกิน 20 ไร่ มีเพียง 107 ครอบครัว
(ตารางที่ 1)
ตารางที่ 1
ลำดับ |
หมู่ |
หมู่ |
ครอบ |
ประ |
ขนาดเนื้อที่การถือครอบครอง(ไร่) |
หมายเหตุ |
||||
|
0-5ไร่ |
มากกว่า 5-10ไร่ |
มากกว่า 10-15ไร่ |
มากกว่า 15-20ไร่ |
มากกว่า 20 ไร่ |
||||||
|
1 |
บ้านแม่เฉย |
5 |
97 |
390 |
73 |
21 |
- |
3 |
- |
จำนวน 146 แปลง |
|
2 |
บ้านไฮ้ฮ้า |
7 |
305 |
1,045 |
85 |
40 |
37 |
46 |
97 |
จำนวน 1,048 แปลง |
|
3 |
บ้านน้ำไคร้ |
9 |
57 |
293 |
23 |
12 |
3 |
10 |
9 |
จำนวน 243 แปลง |
|
4 |
บ้านม่อนหัวฝาย |
11 |
22 |
68 |
8 |
10 |
3 |
- |
1 |
จำนวน 32 แปลง |
|
รวม |
4 |
481 |
1,796 |
189 |
83 |
43 |
59 |
107 |
จำนวน 1,469 แปลง |
|
ตารางที่ 1 : แสดงขนาดการถือครองที่ดิน
ขณะเดียวกันประเภทของที่ดินที่เกษตรกรครอบครอง ทั้งหมดเป็นที่ดินในเขตป่าสงวน(ตารางที่ 2)
|
ลำดับ |
หมู่ |
หมู่ |
ครอบ |
ประ |
เนื้อที่ครอบครอง(ไร่) |
ประเภทที่ดิน |
จำ |
หมายเหตุ |
||||
|
ที่ |
ที่อยู่อาศัย |
ป่าสงวน |
พื้นที่อนุรักษ์ |
พื้นที่เอกชน |
ไม่ระบุ |
|||||||
|
1 |
บ้านแม่เฉย |
5 |
97 |
390 |
391 |
26 |
417 |
- |
- |
- |
417 |
จำนวน 146แปลง |
|
2 |
บ้านไฮ้ฮ้า |
7 |
305 |
1,045 |
6,710.25 |
245 |
6,955.25 |
- |
- |
- |
6,955.25 |
จำนวน 1,048 แปลง |
|
3 |
บ้านน้ำไคร้ |
9 |
57 |
293 |
797 |
59.50 |
856.50 |
- |
- |
- |
856.50 |
จำนวน 243 แปลง |
|
4 |
บ้านม่อนหัวฝาย |
11 |
22 |
68 |
185 |
1.50 |
186.50 |
- |
- |
- |
186.50 |
จำนวน 32 แปลง |
|
รวม |
4 |
481 |
1,796 |
8,083.25 |
332 |
8,415.25 |
- |
- |
- |
8,415.25 |
จำนวน 1,469 แปลง |
|
ตารางที่ 2 : แสดงจำนวนเนื้อที่การครอบครองและประเภทของที่ดิน
ข้อเสนอคณะทำงานสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ดิน
(กรณีที่ดิน ที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์)
1. ให้ยกเลิกเขตป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัยที่ชุมชนครอบครอง และจัดทำแนวเขตอนุรักษ์ให้ชัดเจน
2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลของผู้เดือดร้อนมาใช้ประโยชน์ในการ “ออกเอกสารสิทธิ์” ให้ผู้เดือดร้อน พร้อมกับสนับสนุนการใช้ระบบ “สิทธิส่วนรวม” ร่วมกับสิทธิส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการเปลี่ยนมือการถือครองที่ดินโดยการพัฒนาระบบเกษตรแบบดั้งเดิม และสร้างการมีสำนึกร่วมในการรักษาทรัพยากรในท้องถิ่น
3. ให้มีการออกเอกสารสิทธิ์ให้ชุมชนผู้ประสบภัยพิบัติที่มีการทำการผลิตทางการเกษตรตามแนวทางการเกษตรดั้งเดิม พร้อมสนับสนุนการสร้างแนวทาง “ที่ดินมั่นคง ชุมชนมั่งคั่ง แบ่งปัน เท่าเทียม เป็นธรรม” โดยการสนับสนุนแนวทางการผลิตที่สอดคล้องกับพื้นที่ที่ตอบสนองรายได้ของครอบครัว และคำนึงถึงผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมภายในชุมชนตามแนวทางวนเกษตร
4. ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่ดิน โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมซึ่งประกอบ ตัวแทนผู้เดือดร้อน ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะทำงานสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ดินภาคเหนือตอนล่าง หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการรังวัด กำหนดแนวเขต การตรวจสอบสิทธิ์ โดยความร่วมมือของคณะทำงานสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ดินภาคเหนือตอนล่าง และให้มีการวางแผนระบบของชุมชนที่จะดำรงชีวิตสอดคล้องกับระบบนิเวศน์เทือกเขาผีปันน้ำ
ผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาที่ดินตำบลบ้านด่านนาขามที่ผ่านมา
- การพัฒนาศักยภาพผู้นำ
การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ แนวคิด รูปแบบการจัดการกับปัญหาที่ดิน การแลกเปลี่ยนศึกษา ดูงานกับพื้นที่ ที่มีประสบการณ์ทำงาน การแก้ไขปัญหาที่ดินในรูปแบบที่ต่างกันเช่น ที่ดินในเขตพื้นที่นายทุน พื้นที่ของรัฐรูปแบบต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อวิถี ดำรงชีพ และผลิตด้านการเกษตรกรรม หรือใช้ดำเนินกิจกรรมด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่มีความก้าวหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดิน ทั้งการหนุนเสริมขององค์กรพัฒนาเอกชน พลังชุมชน หรือกระบวนการที่มีส่วนร่วมในปัญหาทุกขั้นตอนของหน่วยงานรัฐ ระดับพื้นที่ส่วนกลางและระดับสูงกับชุมชน การศึกษาดูงานจึงมุ่งเน้นที่ 2 เป้าหมายหลัก คือ . การหนุนเสริมขององค์กรสนับสนุนภายนอก การจัดการปัญญาของชุมชนในพื้นที่ผลกระทบ ซึ่งตำบลบ้านด่านนาขาม กับการแก้ไขปัญหาที่ดินที่ผ่านมาขาดประสบการณ์ แนวทาง การสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน กลุ่มเป้าหมายวางไว้ที่ องค์กรพี่เลี้ยงในพื้นที่ ตัวแทนชุมชน และหน่วยงานรัฐในพื้นที่ แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- พัฒนากลไกลคณะทำงานในพื้นที่
การดำเนินงานวางแผนเพื่อการคลี่คลาย และจัดการปัญหาที่ดิน คณะทำงานเพื่อการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นการหนุนเสริมกระบวนการสร้างความเข้าใจให้กับชุมชน พร้อมดำเนินกิจกรรมควบคู่กับการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ป่าไม้ ธนารักษ์ และกรมอุทยานแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายในที่ดินนั้นๆ ขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม กรอบการคัดเลือกคณะทำงาน ชุมชนจะเป็นผู้ดำเนินการเอง ในสัดส่วนที่เหมาะสม เน้นชุมชนกลุ่มผู้เดือดร้อนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้กับแกนนำเท่าทันกับสถานการณ์ การแก้ไขปัญหาที่ดินฉบับประชาชน ทั้งปลุกกระตุ้นและให้เห็นความสำคัญของกระแสสิทธิของชุมชนท้องถิ่นในการใช้และดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชุมชนต่อไป
การพัฒนากลไกการทำงานเพื่อขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ ที่เน้นพัฒนาให้เกิดการรวมตัวจากผู้เดือดร้อนด้านสิทธิที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เช่น การพัฒนากลไกลคณะทำงานของตำบลบ้านด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ที่เกิดจากผู้ประสบอุทกภัยดินโคลนถล่ม เมื่อปี 2549 ทั้งนำไปสู่การจัดการตนเองในด้านต่างๆ
- สืบค้นประวิติหลักฐานการพิสูจน์สิทธิ์
ประวัติศาสตร์ คือแบบแผนที่ดีในการวางกรอบ ทิศทาง ในการพัฒนาและแก้ปัญหาชุมชน การสืบค้นประวัติศาสตร์ชุมชน เป็นรูปแบบหนึ่งที่สามารถตอบคำถาม หรือบ่งชี้ได้ว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา วิถีชีวิติ และการใช้ประโยชน์ที่ดินผ่านกระบวนการผลิต และกระบวนการเรียนรู้(การลองผิดลองถูกในการใช้ประโยชน์ที่ดิน) ที่หลากหลาย ที่สอดคล้องกับภูมินิเวศน์นั้นๆ การดำเนินงานเพื่อสืบค้นหลักฐานประกอบการพิสูจน์สิทธิในการเข้าครอบครองที่ดินของชุมชนอาศัย ทำกินในเขตพื้นที่ของรัฐ สามารถระบุหลักฐานต่างๆ ได้ เช่น ประวัติชุมชน หลักฐานทางโบราณคดี เรื่องเล่า ไม้ยืนต้นและเอกสารแนบที่สำคัญต่างๆ ซึ่งสามารถระบุระยะเวลาในการถือครอง และใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชน หลายชุมชนดำรงชีพในพื้นที่ก่อนพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และพระราชบัญญัติป่าสงวนปี พ.ศ.2507 หรือสามารถพิสูจน์ในเบื้องต้นได้ว่าชุมชนมีการตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนการประกาศใช้กฎหมาย ทั้ง 3 ฉบับ ตัวอย่างเช่น การรวมหลักฐานของพื้นที่ ต.บ้านด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ที่มีกระบวนการสืบค้น ข้อมูล จากเอกสารเก่า เช่น รูปพรรณ วัว ควาย ใบสูติบัติ เป็นต้น
การดำเนินการสืบค้นรากเหง้าของชุมชนในพื้นที่ไม่เพียงแต่ได้คำตอบ ที่ว่าด้วยการอ้างสิทธิเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ของชุมชนในอดีต เพื่อนำมาวางแผนการพัฒนาชุมชนให้สอดคล้อง ปรับแก้ทิศทางที่ส่งผลผลกระทบต่อชุมชน ในกระบวนการผลิตด้านเกษตรกรรมที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ หรือการพัฒนาที่ขาดกระบวนการมีส่วนร่วม
- ฝึกอบรมการใช้เครื่องมือ ระบบสารสนเทศ (GIS/GPS)
ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาที่ดิน ในเขตภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งมีการประสานความร่วมมือกับคณะทำงานจัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อสร้างความเข้าใจในเบื้องต้นให้กับชุมชนพื้นที่เป้าหมาย สามารถใช้ เรียนรู้เครื่องมือ GPS และแผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ 1:4000 ได้อย่างเข้าใจ เน้นที่การปฏิบัติลงมือดำเนินการได้หลังจากสร้างกระบวนการเรียนรู้เสร็จสิ้นแล้ว ด้วยหลักสูตรการฝึกอบรม วางไว้ ระยะเวลา 2 วัน วันแรกเรียนรู้ทฤษฎี เบื้องต้น ความหมาย และขีดความสามรถการนำไปใช้ ในวันที่สอง เรียนรู้หลักการทำงานจริง ภาคสนาม เน้นกระบวนการปฏิบัติจริง การวาง อ่านค่าพิกัดของเครื่อง GPS พร้อมทั้งใช้จับแปลงพื้นที่จริง
การสร้างกระบวนการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ดินของตำบลบ้านด่านนาขามเน้นที่การปฏิบัติ ถึงแม้ว่าชุมชนแกนนำส่วนใหญ่ พยายามที่จะเรียนรู้แต่ก็มีปัญหาด้านความเข้าศัพท์ใหม่ๆ ที่มิได้ใช้ในชีวิตประจำวันเท่าไร พร้อมทั้งต้องผนวกกับคอมพิวเตอร์เพื่อการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้น ภาระในการประมวลข้อมูลที่ได้มา องค์กรพี่เลี้ยงในพื้นที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อการหนุนเสริม และเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชนกับองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่
- จำแนกพื้นที่ในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ รายแปลง
ด้วยลักษณะพื้นที่สร้างรูปธรรมของการแก้ไขปัญหาที่ดินตำบลบ้านด่านนาขาม เต็มด้วยความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ ป่ากันชน ทั้งยังเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชุมชนในเขต พื้นที่ดินของรัฐทั้งสิ้น ข้อพิพาทระหว่างสิทธิทำกิน อยู่อาศัย ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ค่อนข้างที่จะสร้างกระแสความขัดแย้ง ความเชื่อมั่น และความยั่งยืนในทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชน พร้อมทั้งพื้นที่ป่า ที่กำลังถูกแทนที่ด้วยระบบเกษตรเชิงเดี่ยว ไร่ข้าวโพด สวนยางพารา หรือกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นเหตุผลหนึ่งที่ลดความเชื่อมั่นให้กับหน่วยงานที่กำกับดูแลพื้นที่อยู่ การจำกัดแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ ให้เกิดความชัดเจนพร้อมทั้งสร้างกติการ่วมกัน เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
การดำเนินงานเพื่อจำแนกพื้นที่ผ่านภาพถ่ายทางอากาศ 1:4000 ด้วยให้ชุมชนที่ครอบครอง ใช้ประโยชน์ ทำการขีดพื้นที่ของตนตามลักษณะที่สามารถเห็นได้ลง ในภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศ แล้วนำผลที่ได้มาประมวลข้อมูล ซึ่งเป็นหน้าของทีมคณะทำงานจัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่เน้นใช้เครื่องระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GPS) เพื่อการสำรวจข้อมูล รายแปลง พื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ชุมชนประกอบกิจกรรมการประโยชน์ในที่ดินรูปแบบผสมผสานกับป่าตามธรรมชาติ ซึ่งอยากต่อการดำเนินการตามขั้นตอนวิธีที่หนึ่ง เพราะส่งผลต่อความคลาดเคลื่อนสูง
การดำเนินการวางแนวเขต การถือครอง หรือพื้นที่สงวนไว้เพื่อการอนุรักษ์ ของชุมชน และหน่วยงาน ตามวิธีและขั้นตอนที่สามารถสรุปแนวเขตที่ชัดเจน การประกอบกิจกรรรมที่มีผลต่อการเปลี่ยนมือการถือครองที่ดิน และสามารถกำหนดทิศทางกิจกรรมด้านเกษตรกรรมที่เป็นอาชีพหลัก ให้สอดคล้องกับสภาพภูมินิเวศน์นั้นๆ ได้ พร้อมทั้งยังสามารถควบคุมการขยายตัวความต้องการที่ดินของชุมชน เนื่องด้วยหลายชุมชนยังมีแนวคิดว่า การถือครองในที่ดินจำนวนมากๆ มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้ แต่ถึงกระนั้นสิ่งสำคัญที่สุด คือการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างรู้คุณค่า ถูกวิธีและยั่งยืน เป็นเป้าหมาย และทิศทางที่สำคัญในการดำเนินกิจกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินของตำบลบ้านด่านาขาม





