playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

การจัดการที่ดินร่วมในเขตชุมชนเมือง
กรณีสหกรณ์บ้านมั่นคงศรัทธาวัดเชียงยืน จำกัด  แขวงนครพิงค์  
เทศบาลนครเชียงใหม่  จังหวัดเชียงใหม่
 

นายเอกราช  ทาชนะ : เรียบเรียง

          ชุมชนเชียงยืน  มีวัดเชียงยืนเป็นที่พึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เพราะแต่โบราณมาเจ้าผู้ครองนครที่จะเข้ามาเมืองเชียงใหม่ต้องเข้ามากราบพระสัพญญูเจ้า พระประธานวัดเชียงยืนก่อน เพื่อเป็นเดชและมงคลแก่บ้านเมือและตัวเอง ชุมชนเชียงยืนก่อนหน้านี้ได้มีการริเริ่มจัดตั้งหลายครั้งแต่ไม่เป็นผล  จนกระทั่งปี 2545 ได้มีการให้บัณฑิตอาสาเข้ามาเพื่อพัฒนาและทำความคุ้นเคยกับชาวบ้าน และเริ่มการก่อตั้งเป็นชุมชนเชียงยืน

เดิมที่ สหกรณ์บ้านมั่นคงศรัทธาวัดเชียงยืน  จำกัด  ได้รวมตัวของกลุ่มผู้เดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยในที่ดินของวัดเชียงยืน  ในนาม “กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนเชียงยืน”  ในรูปแบบการแก้ไขปัญหาในที่ดินเดิม  ในที่ดินของวัดเชียงยืน จำนวน 37 หลังคาเรือน  การรวมตัวของกลุ่มฯ  ใช้โครงการบ้านมั่นคง เป็นเครื่องมือ  ในการรวมคน โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ดังนี้

  • ประชุมสร้างความเข้าใจกับผู้เดือดร้อนในชุมชน มีการระดมถึงสภาพปัญหาต่าง ๆ ในชุมชน
  • มีการสำรวจข้อมูลชุมชนในระดับครัวเรือน                                        
  • สรุปข้อมูล/จัดทำแผนการดำเนินโครงการ
  • จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์/สหกรณ์ เพื่อเป็นการดำเนินโครงการ
  • จัดทำผังชุมชนเดิม/ผังชุมชนใหม่/ออกแบบการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ร่วมกันของสมาชิกในโครงการ
  • ออกแบบบ้านในโครงการร่วมกัน / สมาชิกเลือกแบบบ้านและวัสดุร่วมกัน (สินเชื่อเพื่อการสร้างบ้าน)
  • วิเคราะห์ความสามารถในการชำระคืนของสมาชิก(สินเชื่อเพื่อการสร้างบ้าน) 

ทั้งนี้กระบวนการดังกล่าว เกิดจากวิเคราะห์ข้อมุลการสำรวจชุมชนร่วมกันของกลุ่มผู้เดือดร้อน ทำให้ชุมชนมองเห็นสภาพปัญหาร่วมกัน ในประเด็นต่าง ๆ  ได้แก่ ปัญหาสภาพแวดล้อมทรุดโทรมแออัด สภาพบ้านบางส่วนทรุดโทรม โดยบ้าน 18 หลังเดือดร้อนหนัก ,ลักษณะพื้นที่ที่อยู่บนหนองน้ำ ที่มี ตาน้ำธรรมชาติ ทำให้บ้านต้องมีลักษณะที่ยกสูง โดยมีสะพานไม้เชื่อมต่อกันระหว่างบ้าน สภาพในปัจจุบันสะพานไม้และทางเชื่อมต่างๆทรุดโทรมมาก อาจทำให้เกิดอันตรายได้ทุกเวลา  ชุมชนต้องปรับปรุงระบบระบายน้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาขยะและวัชพืชที่อยู่ในหนองน้ำ ทำให้เกิดปัญหาน้ำระบายออกไม่ทันเวลาฝนตกหนัก

ซึ่งจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น   ชุมชนได้เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน  คือ

  • ปรับปรุงสภาพบ้านที่ทรุดโทรมหนัก เสาผุกร่อนเนื่องจากการแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน
  • .ปรับปรุงสภาพของสะพาน ทางเชื่อมระหว่างบ้านภายในชุมชน ในส่วนที่ทรุดโทรม
  • วางท่อระบายน้ำภายในชุมชน
  • จัดกิจกรรมชุมชน ขุดลอก ขยะและวัชพืช ทำความสะอาดหนองน้ำ เพื่อให้การไหลของน้ำดีขึ้น ช่วงลดปัญหาน้ำท่วมขัง

ดังกล่าวข้างต้นจึง เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการที่ดินร่วมของกลุ่ม ฯ  เป็นการให้ความสำคัญ ในการสร้างจิตสำนึกร่วมกันก่อน   โดยใช้วันสิ่งแวดล้อมโลก  ออกมาทำกิจกรรมเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมร่วมกัน (การลอกขยะออกจากชุมชน)  ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือในการดึงคนภายในชุมชน ออกมาทำกิจกรรมร่วมกันก่อน    พร้อมกับการดึงท้องถิ่นเข้ามีส่วนร่วม ในการทำกิจกรรมร่วมกัน แล้วค่อยโยงสู่เรื่องการจัดการที่อยู่อาศัย  ซึ่งจากการทำกิจกรรมดังกล่าว ทำให้เห็นสภาพปัญหาที่แท้จริง ของบ้านที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว เช่น  เสาบ้านที่ผุผัง  เป็นต้น

จากสภาพปัญหาข้างต้น และการทำกิจกรรมร่วมกันของ กลุ่มฯ จึงได้เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง  และมีการอนุมัติครั้งที่ 9 /2551 เมื่อวันที่   22  กันยายน 2551 ได้รับการอนุมัติงบประมาณ ต่าง ๆ ได้แก่ งบพัฒนาระบบสาธารณูปโภคชุมชน จำนวน  925,000 บาท,งบบ่อบำบัดน้ำเสีย จำนวน 74,000 บาท และงบอุดหนุนที่อยู่อาศัย จำนวน 740,000 บาท รวมทั้งหมด จำนวน 1,739,000 บาท

           ทั้งนี้สถานการณ์ล่าสุด กลุ่มฯ ได้มีการเสนอขอใช้สินเชื่อเพื่อการสร้างบ้าน ทั้งหมด  22  หลัง ในวงเงิน 2,444,500 บาท  เนื่องจากต้องการปรับขยับ และบ้านบ้างหลัง ต้องการสร้างใหม่ทั้งหลัง จึงทำให้เกิดความจำเป็นต้องใช้สินเชื่อ ดังกล่าว   และกลุ่มได้มีการจัดตั้งเป็นสหกรณ์  ในนาม “สหกรณ์บ้านมั่นคงศรัทธาวัดเชียงยืน จำกัดเป็นที่เรียบร้อย

จากกระบวนการจัดการที่ดินร่วม ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกของสหกรณ์ฯ   มีการขอเช่าที่ดินกับทางวัดเชียงยืน เป็นรายเดี่ยว  ที่มีการบริหารงานโดยคณะกรรมการวัดเชียงยืน  โดยเสียค่าเช่า  ทั้งรูปแบบรายเดือน และรายปี หลังละ 150  – 300 บาท/เดือน ขึ้นอยู่กับการสถานที่การตั้งของชุชน แต่หลังจากที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง   คณะกรรมการสหกรณ์ฯ ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนเมืองเชียงใหม่   ตัวแทนเทศบาลนครเชียงใหม่  ได้เข้าไปหารือกับทาง เจ้าอาวาสวัด  ถึงแผนงานที่ต้องการขอเช่าในนามกลุ่ม และการขอใช้พื้นที่ว่างเปล่าของวัดอีกส่วนหนึ่ง มาใช้เป็นพื้นที่อยู่อาศัย ซึ่งรองรับได้อีก 5 ครัวเรือน  ซึ่งทางเจ้าอาวาสก็เห็นด้วย และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที   โดยทางวัดให้สหกรณ์ฯ เป็นผู้จัดการที่ดินของวัด ในการรักษาผลประโยชน์ของวัด โดยจ่ายเป็นรายเดือน เนื่องจากว่า ทางวัดเป็นวัดที่สำคัญ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ จึงทำให้ค่าใช้จ่ายต่อเดือนเกิดขึ้นมาก 

          การขอเช่าในนามกลุ่ม ของสหกรณ์ฯ  ถูกเชื่อมโยงในการดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   ได้แก่สำนักพุทธศาลนา  และสำนักงานที่ดินจังหวัด  ลงมาทำการรางวัดที่ดินร่วมกันทั้งผืน ในวันที่  7-8  ตุลาคม  2553    อย่างไรก็ตามกระบวนการขอเช่าที่ดินวัดในนามกลุ่มของ ถือว่า เป็นโครงการนำร่องในเขตเมือง ของเทศบาลนครเชียงใหม่   และผลที่เกิดในเบื้องต้น   คณะกรรมการได้วางกรอบเกณฑ์ร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันขายสิทธิ์ของสมาชิกในชุมชน  เช่น  หากมีความจำเป็นต้องออกจากชุมชนต้องขายสิทธิ์คืนให้กับคณะกรรมการสหกรณ์ฯ ก่อน   ขณะเดียวกันผู้ที่เข้าอยู่ต่อต้องพิจารณาจากคนในชุมชนก่อน (ครอบครัวแออัด )  เป็นต้น  ซึ่งกรอบการอยู่ร่วมกันจะเป็นกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกัน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter