การจัดการที่ดินร่วม
กรณีชุมชนริมทางรถไฟ พญาเสือ 2 อ.เมือง จ.พิษณุโลก
คณะทำงานชุมชนริมทางรถไฟ : เขียน
นภาพร สุวรรณศักดิ์ : เรียบเรียง
ความเป็นมา
ชุมชนพญาเสือ 2 อยู่ในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นชุมชนเก่าแก่ซึ่งอาศัยมาอย่างน้อย 80 ปี พื้นที่อยู่ทางทิศตะวันตกของรางรถไฟ และมีทั้งหมด 3 ชุมชน คือ ชุมชนพญาเสือ, ชุมชนสุพรรณกัลยา และชุมชนวัดน้อยพัฒนา ซึ่งมีลักษณะภูมิทัศน์เหมือนกัน และต่างได้ปลูกอาคารรุกล้ำเข้าในเขตของการรถไฟแห่งประเทศไทย
ชุมชนพญาเสือ 2 ได้การรวมตัวของ สมาชิกมาตั้งแต่ปี 2547 มีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น รวม 102 คน แยกเป็น ชาย41 คน หญิง 46 คน และเด็ก 15 คนมีผู้เดือดร้อนมีจำนวน 37 ครัวเรือน อาชีพส่วนใหญ่รับจ้างและค้าขายรายได้ ประมาณ 5,000 – 10,000 บาท/เดือนปัจจุบันได้มีการออมทรัพย์ของกลุ่มในระยะเวลา1 ปี เป็นเงิน 97,656 บาท
ต่อมาทางชุมชนได้ทราบว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย มีโครงการเปิดให้นายทุนมาประมูลที่ดังกล่าว เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์สองชั้น ขายให้ราษฎรที่อาศัยอยู่ก่อน แต่จะขายในราคาแพง ซึ่งราษฎรส่วนมากที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มีรายได้น้อยไม่สามารถซื้อได้
ฉะนั้นราษฎรทั้งสามชุมชนจึงได้ทำหนังสือเรียนขอความอนุเคราะห์ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกช่วยประสานกับการรถไฟแห่งประเทศไทย
วันที่ 13 กรกฎาคม 2548 ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือแจ้งยังผู้ว่าราชการ จ. พิษณุโลกมีข้อความว่า “ หากราษฎรมีความประสงค์จะขอเช่าก็ให้ดำเนินการได้ ”
วันที่ 25 กรกฎาคม 2548 ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก จึงได้มีหนังสือแจ้งให้ราษฎรในสามชุมชนให้ดำเนินการเช่าต่อไป
วันที่ 12 เมษายน 2549 นายประโลม พรมชู ประธานชุมชนและประธานกลุ่มออมทรัพย์วัดน้อยพัฒนาได้เป็นตัวแทนของสามชุมชนทำหนังสือขอเช่าที่การรถไฟแห่งประเทศไทยตั้งแต่ กม.รถไฟที่ 390 + 581.00 ถึง 391 +783.00 ( ด้านซ้ายของรางรถไฟไปยังที่ทำการรถไฟแห่งประเทศไทยจังหวัดพิษณุโลก )
วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 สารวัตรบำรุงทางเขตพิษณุโลก ได้เรียกประชุมคณะกรรมการตรวจสอบพื้นที่ ได้ผลการพิจารณา ของคณะกรรมการแจ้งผลว่า “ พื้นที่ขอเช่า ไม่มีอุปสรรค และกีดขวางด้านการเดินรถ และจึงได้ลงนามให้เช่า “
ต่อมารองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้เชิญคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์วัดน้อยพัฒนา เข้าพบที่สำนักงานใหญ่กรุงเทพมหานคร เพื่อขอทราบความจำนงของกลุ่ม เมื่อท่านผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับฟังการชี้แจงจากคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์วัดน้อยพัฒนาแล้ว ได้รับว่าจะขอเช่าที่การรถไฟแห่งประเทศไทยเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทยต่อไป และท่านรองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ให้คำปรึกษาว่าการขอเช่าควรจะเป็นกลุ่มออมทรัพย์เคหะสถานจะดีที่สุด
แนวคิดในการพัฒนา
หลังจากได้ดำเนินการจัดเช่าที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว การดำเนินการพัฒนาต่อไปคือ
- ร้างบ้านพักอาศัย ตามแบบที่สมาชิกส่วนใหญ่ตกลงเลือกในที่ประชุม
- จัดทำสาธารณูปโภค น้ำประปา ไฟฟ้า ท่อระบายน้ำ เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ของชุมชน
- จัดทำภูมิทัศน์ เพื่อสร้างทัศนียภาพ ให้ชุมชนเป็น “ ชุมชนน่าอยู่ หน้าบ้านน่ามอง ”
กระบวนการทำงานของชุมชน
- ประสานงานกับทางเทศบาลนครพิษณุโลกและการรถไฟในการขอเช่าที่เพื่ออยู่อาศัยกับการรถไฟฯ
- ประชุมสมาชิกในชุมชน ทำความเข้าใจโครงการบ้านมั่นคง ร่วมกับคณะทำงานด้านที่อยู่อาศัยจังหวัดพิษณุโลกที่เป็นพี่เลี้ยง
- สำรวจข้อมูลครัวเรือนในชุมชนและจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์
- จัดตั้งทีมทำงาน แบ่งบทบาทหน้าที่กัน
- ประสานเทศบาลในการแต่งตั้งชุดทำงานร่วมกับโครงการบ้านมั่นคงในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก (คณะกรรมการเมือง)
- นำข้อเสนอของชุมชนไปร่วมกันปรึกษาหารือกับเทศบาลฯและการรถไฟ
- การนำเสนอกระบวนการพัฒนาโครงการสาธารณูปโภค
ในด้านการบริหารจัดการ ได้จัดตั้งกลไกคณะทำงานในชุมชนพญาเสือ2 ได้แก่ ทีมจัดการกลุ่มออทรัพย์,ทีมประสานงานด้านที่ดินและทีมช่างชุมชน มีการกำหนดบทบาทและแบ่งหน้าที่การทำงานรวมถึงจัดระบบการบริหารจัดการกลุ่ม นอกจากนี้ยังทำหน้าทีในการกำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบข้อบังคับของชุมชน ดังนี้
เกณฑ์การพิจารณาสิทธิ์คัดเลือกคนเข้ามาอยู่ร่วมกันในโครงการ
- ผู้ที่ไม่มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีความเดือดร้อนเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย
- ต้องเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนอย่างน้อย 5 ปี
- ต้องเป็นผู้ที่เป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์อย่างน้อย 1 ปี
- ต้องออมเงินหุ้นๆละ 10 บาท อย่างน้อย 10 หุ้น = 100 บาทต่อเดือนตลอดระยะเวลาที่ยังเป็นสมาชิกอยู่จนกว่าจะลาออก
- ต้องออมเงินเพื่อที่อยู่อาศัยอย่างน้อยคนละ 200 บาทต่อเดือนตลอดระยะเวลาที่ยังเป็นสมาชิกอยู่จนกว่าจะลาออก
- ต้องจ่ายค่ากองทุนสวัสดิการสังคม 30 บาทต่อเดือนต่อคนตลอดไป และมีค่าตอบแทนเป็นเงิน สวัสดิการตามระเบียบการจ่ายเงินของกองทุนสวัสดิการวัดน้อยพัฒนา
- ต้องมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ในการดำเนินชีวิตของตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม
เกณฑ์การอยู่ร่วมกันในอนาคตของผู้ที่อยู่ในชุมชนบ้านมั่นคง
- ต้องรักษาความสามัคคี และต้องมีเวลาให้กลุ่ม เมื่อกลุ่มมีกิจกรรม เช่น ประชุมการพัฒนา
- ต้องรักษาชื่อเสียงของกลุ่มในทางที่ดี ช่วยแก้ข่าวร้ายกระจายข่าวดีให้สหกรณ์ฯ
- ต้องรู้จักทำมาเลี้ยงชีพในทางสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม
- ต้องไม่มั่วสุมการพนัน ไม่ดื่มสุรา ยาเสพย์ติดในชุมชน
- ต้องช่วยกันคอยสอดส่องช่วยเหลือเรื่องการอยู่อาศัย
- ต้องมีความรักใคร่สามัคคีกลมเกลียวอย่างดีในกลุ่ม ห้ามทะเลาะกันในกลุ่ม
- ถ้ามีเหตุขัดแย้งในที่ตกลงกันไม่ได้ ให้คณะกรรมการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยทุกครั้ง
ผลการเปลี่ยนแปลง
- ชุมชนเกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการที่ดินร่วมและการประสานความร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ดิน
- เกิดการเชื่อมประสานการทำงานกับหน่วยงานท้องถิ่น เข้าร่วมในกระบวนการจัดการที่ดินร่วม
- เกิดกระบวนการจัดการที่ดินอย่างมีส่วนร่วม เช่น การแบ่งแปลงที่ดินในการปรับปรุงในที่ดินใหม่,การปรับปรุงและจัดระบบสาธารณูปโภค,การจัดผังชุมชน เป็นต้น
- เกิดกลไกการขับเคลื่อนงานเมืองเพื่อจัดการที่ดินชุมชนทั้งระบบ





