playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

2 ธันวาคม 2548

การถือครองที่ดินเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยมานาน โดยที่ดินส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น จนเกิดปัญหาการแย่งชิงที่ดินของคนจนอย่างรุนแรง เช่นการถือครองที่ดินของประชาชนในภาคเหนือ ซึ่งที่ดินอันเหมาะแก่การทำการเกษตรกรรม ถูกนายทุนต่างถิ่นกว้านซื้อที่จำนวนมหาศาล ในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ ที่ดินถูกขายเปลี่ยนมือ ปั่นราคาจำนองจำนำในธนาคารและกลายเป็นหนี้เน่าเกือบทั้งสิ้น ซึ่งปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ในขณะที่ชาวบ้านผู้เข้ายึดครองทำกินต่างมีคดีติดตัวกันทั่วหน้า

 ในขณะที่ชาวบ้านมีความเห็นว่า นโยบายการแก้ปัญหาความยากจนของรัฐบาล ยังไม่มีความชัดเจนในกรณีที่ดินที่ทำกิน และที่อยู่อาศัยของคนจน
 ด้วยเหตุนี้ประชาชนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินทั้งประเทศ จึงได้มาร่วมกันพูดคุยเรื่องการปฏิรูปที่ดินโดยภาคประชาชนเพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ โดยใช้รูปธรรมของหลายๆที่เป็นกรณีศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณี ปฏิรูปที่ดิน “บ้านโป่ง”

 บ้านโป่งเป็นตัวอย่างหนึ่งของคนจนที่กำลังประสบปัญหากันอยู่ในขณะนี้ จนเป็นสาเหตุให้ชาวบ้านเข้ามาปฏิรูปที่ดินโดยภาคประชาชนเอง เป็นผลมาจากชาวบ้านไม่มีที่ดินทำกินไร้ซึ่งที่อยู่อาศัยมานาน

 ดิเรก กองเงิน แกนนำปฏิรูปที่ดินบ้านโป่ง ต.บ้านแฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เล่าว่า เมื่อก่อนที่ดินผืนนี้เคยเป็นของปู่ ย่า มาก่อน ด้วยความที่เป็นที่ดินสวยงามจึงเป็นแหล่งต้องตาของนายทุน ใช้กลอุบายกว้านซื้อพื้นที่รอบนอก ทำให้คนบางกลุ่มหลงเชื่อ หรือคนเป็นหนี้เป็นสินอยู่แล้วต้องขายออกไป เพราะได้ราคางาม ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ด้านในจำเป็นต้องยอมขายตาม เพราะถูกปิดกั้นทางเข้าออกไม่สามารถเข้าไปทำกินได้

 กลุ่มนายทุนจึงเอาที่ดินไปแปรงเป็นเอกสารสิทธิ์เก็งกำไรจากที่เคยมีราคาแค่ 60 ล้านบาท กลับมีราคาสูงขึ้นกว่า 400 ล้านบาท เป็นราคาที่สูงเกินความเป็นจริงกลายเป็นเอ็นพีแอลในธนาคารเป็นจำนวนมาก

 “ช่วงนั้นต้องหอบลูกและเมียเร่ร่อนเข้าไปรับจ้าง ค้าขายและก่อสร้างในเมือง อยู่ได้ไม่นานอายุเรามากเขาก็ไม่รับเข้าทำงานหาว่าเราไม่มีแรง ส่วนคนบางกลุ่มต้องเข้าไปอาศัยในพื้นที่ป่าเพื่อความอยู่รอด”

 พอทราบข่าวจากการปฏิรูปที่ดินของพี่น้องทางจังหวัดลำพูน จึงไปศึกษาเรียนรู้ แล้วกลับมาหารือกับพี่น้องในชุมชน มีข้อสรุปร่วมกันว่า เราจำเป็นต้องเข้าไปทำกินในที่ดินซึ่งเคยเป็นของเราซึ่งทางนายทุนทิ้งให้รกร้างว่างเปล่าในพื้นที่บ้านโป่งมานานกว่า 10 ปี โดยมีพี่น้องให้สนใจและมาเข้าร่วมจำนวน 119 ราย แต่ปัจจุบันเหลือ 79 ราย ช่วยกันถากถางพงหญ้า กว่า 500 ไร่ แล้วใช้วิธีการจับฉลากแบ่งกัน จากนั้นจึงนำที่ดินทั้งหมดออกเป็นโฉนดชุมชนในรูปแบบกลุ่มเพื่อป้องกันที่ดินเปลี่ยนมือ

 ส่วนการจัดสรรด้านทรัพยากรน้ำ ชาวบ้านมีการจัดสรรน้ำร่วมกัน โดยใช้วิธีสูบน้ำขึ้นมาจากคลองส่งน้ำแม่แฝก นำมาพักไว้ที่แท้งเก็บน้ำส่วนกลาง แล้วแจกจ่ายกันทุกแปลงแบ่งกันวันล่ะ 11 แปลงต่อวัน
 และนี้เป็นแนวทางหนึ่งของการปฏิรูปที่ดินบนที่ดินเอกชน (ซึ่งจริงๆแล้วการัดการที่ดินที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีอยู่หลายกรณีด้วยกัน) ซึ่งข้อสรุปในวันนั้นได้เสนอให้รัฐเข้ามาจัดที่ดินหนี้เน่าเหล่านี้ เพื่อนำมาให้  ราษฎรได้เข้าทำกินในระยะยาว
 
ข้อเสนอแนะ การปฏิรูปที่ดินภาคประชาชนจากตัวแทนทุกเครือข่าย
 1. กรณีที่ดินของรัฐที่รัฐไม่ใช้ประโยชน์ และชาวบ้านครอบครองที่ดินทำกินอยู่แล้ว ให้รัฐนำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรให้ชาวบ้านและให้รับรองสิทธิในการทำประโยชน์แก่ชุมชน
 2.  กรณีที่ดินของรัฐที่ให้เอกชนสัมปทานเช่าที่ กรณีสวนปาล์ม/ เหมืองแร่ให้รัฐแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสถานะของที่ดิน ว่าสัญญาเช่าเหล่านี้ชอบด้วยกฎหมายหรือรัฐเสียประโยชน์, หมดสัญญา, ทำสัญญาเกินจริง, บุกรุกพื้นที่เกินสัญญาหรือไม่ เพื่อทำการยกเลิกสัญญาเช่าและนำที่ดินเหล่านั้นมาจัดสรรให้ชาวบ้าน
 3. กรณีที่ดินเอกชนให้รัฐตรวจสอบสถานะของที่ดินว่าออกเอกสารสิทธิชอบด้วยกฎหมาย หรือทิ้งร้างว่างเปล่าเกินที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากออกมิชอบหรือทิ้งร้างว่างเปล่าให้รัฐทำการเพิกถอนหรือเวนคืนแล้วนำที่ดินมาจัดสรรให้ชาวบ้านในพื้นที่
 4.   กรณีที่ดินเอกชนที่เป็นหนี้เน่าให้รัฐเจรจาเช่าซื้อแล้วนำมาจัดสรรให้กับคนจน
 5.  กรณีที่ดินในเขตป่าไม้ให้รัฐยุติโครงการทั้งหมดที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เช่น โครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่และให้กันแนวเขตพื้นที่เพื่อรับรองการทำสิทธิประโยชน์ให้กับชุมชน
 6. กรณีที่ดินของรัฐและเอกชนในชุมชนเมือง ให้รัฐเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาว รับรองสิทธิให้ชุมชนสามารถพัฒนาปรับปรุงชุมชนที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม หรือหากอยู่ไม่ได้ขอให้รื้อย้ายในระยะใกล้เคียง ไม่เกิน 5 กิโลเมตร จากชุมชนเดิม
 7.  ให้รัฐจัดตั้งกองทุนที่ดินเพื่อดำเนินการปฏิรูปที่ดินในพื้นที่ของพวกเราเป็นโครงการนำร่อง
 8.   การปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนตามหลักการข้างต้น รัฐต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และมีอำนาจตัดสินใจร่วมกันทุกกระบวนการในการปฏิรูปที่ดิน โดยการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐกับประชาชนในสัดส่วนที่เท่ากัน
 9. ระหว่างการดำเนินการปฏิรูปที่ดินตามหลักการข้างต้น ให้รัฐยุติการจับกุมดำเนินคดี อพยพรื้อย้ายจนกว่าการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนจะแล้วเสร็จ กรณีที่ได้จับกุมดำเนินคดีไปแล้ว ให้ดำเนินการถอนฟ้อง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter