playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

pravet1-110956“ประชาชนเป็นภาคที่สำคัญที่สุด แต่ไม่มีเครื่องมือเชิงสถานะ และอยู่อย่างตัวใครตัวมัน ต้องมีเครื่องมือเชิงสถาบัน ซึ่งก็คือสภาองค์กรชุมชน หากฐานประเทศแข็งแรง ประเทศก็มั่นคง สภาองค์กรชุมชน ต้องเป็นเครื่องมือให้ประชาชนแข็งแรง แต่ต้องพึงระวัง อย่าไปทำตัวเป็นองค์กรรัฐเป็นอันขาด ต้องเป็นองค์กรของประชาชน เพราะอะไรที่ขาดจากฐานประชาชน จะไปผิดทิศผิดทาง สภาองค์กรชุมชน ต้องทำตัวเหมือนปลาอยู่กับน้ำ น้ำคือประชาชน ถ้าปลาคิดขึ้นบกเมื่อไหร่ บนบกล้วนมีอันตรายต่อปลาทั้งสิ้น สภาองค์กรชุมชนต้องจับตรงนี้ให้แม่น จะก่อพลังของประชาชน จนเป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้”

บางช่วงตอนคำกล่าวขององค์ปาฐก นพ.ประเวศ วะสี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การปฏิรูปประเทศไทยโดยภาคประชาชน” จากการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ครั้งที่ ๑/๒๕๕๖ ณ ห้องประชุมศรีวราแกรนด์บอลรูม โรงแรมทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๖ ซึ่งจัดโดย คณะกรรมการดำเนินการตามกติกาที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยมีคณะที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบล ผู้แทนหน่วยงาน เข้าร่วมประชุม ประมาณ ๓๐๐ คน

 

นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า กว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา เราพัฒนามาแล้วไม่สำเร็จ เพราะเราพัฒนาจากบนลงล่างเหมือนสร้างพระเจดีย์จากยอด เพราะพระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน หากฐานแข็งแรงแล้วจะทำให้โครงสร้างของพระเจดีย์นั้นมั่นคง แต่ช่วงที่ผ่านมาเราพยายามทำแต่ข้างบน ทำเศรษฐกิจข้างบนให้ใหญ่ การเมืองก็ทำให้ข้างบน ซึ่งไม่สำเร็จและจะพังลง หากเราจับตรงนี้ได้ เราจะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ หากเราสร้างพระเจดีย์จากฐาน คนไทยทุกคนจะเป็นคนมีเกียรติ มีศักยภาพ หากเราทำจากยอดคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีเกียรติ

“ประเทศจะอยู่ได้อย่างไรหากประชาชนไม่มีเกียรติ ต้องเคารพศักดิ์ศรีของคนเท่ากันทั้งหมด ประเทศไทยขาดศีลธรรมพื้นฐาน คือ การเคารพศักดิ์ศรี คุณค่า เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม หากขาดเหล่านี้แล้วจะทำให้พัฒนาสิ่งต่างๆ ไม่ได้ คือ ฐานศีลธรรม”

          การศึกษาของเราทั้งหมด คือ เครื่องมือทำลายศีลธรรมพื้นฐาน เพราะนักเรียนเข้าเรียนแล้ว จะรู้สึกสถาบันมีเกียรติแต่ชาวบ้านไม่มีเกียรติ ทำให้ฐานการเรียนรู้นั้นผิด คือแทนที่จะเอาฐานชีวิตเป็นหลัก แต่เอาฐานความรู้เป็นที่ตั้ง และสภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือตรงนี้ หากทำได้มักจะทำให้แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ เราต้องสร้างพระเจดีย์จากฐาน ฐานที่สำคัญคือชุมชน ถัดขึ้นมาเป็นท้องถิ่น แต่ฐานของประเทศคือชุมชน

pravet2-110956ซึ่งสภาองค์กรชุมชนคือเครื่องมือที่ทำให้ประชาชนแข็งแรง หากอยู่ตัวใครตัวมันจะทำให้ไม่แข็งแรง นั่นคือการรวมตัวขององค์กรชุมชน เมื่อมารวมตัวกันหลายองค์กรก็เป็นสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล เป็นเครื่องมือที่สร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชน

นพ.ประเวศ กล่าวต่อว่า บางคนไปคิดว่าเป็นความขัดแย้งระหว่าง สภาองค์กรชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องถิ่นเป็นภาครัฐ องค์กรชุมชนเป็นภาคประชาชน ต้องทำงานเชื่อมโยงกัน อย่าได้คิดเป็นความขัดแย้ง รวมถึงนักวิชาการมักมองเช่นนั้น การที่จะทำอะไรให้สำเร็จ ต้องใช้สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา คือ ความรู้ สังคม และภาครัฐ ฉะนั้นองค์กรชุมชนคือภาคสังคม อบต./อปท.คือภาครัฐ อยู่คนละมุม และต้องนำความรู้มาเชื่อมโยงกัน มาทำอะไรร่วมกันในการทำเรื่องยากๆ

เพราะปัญหาของเรา คือ การขาดความเป็นธรรม และมีความเหลื่อมล้ำมากเกิน ทำให้เกิดปัญหาสังคมต่างๆ ความเหลื่อมล้ำอาจจะมีบ้าง ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในเอเชีย ปัญหาพื้นฐานของประเทศเราคือความยากจน หรือความอยุติธรรมในสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ยากมากอาจจะไม่มีใครแก้ได้ อเมริกา อังกฤษ เป็นประเทศประชาธิปไตยแล้ว แต่มีความเหลื่อมล้ำมาก การพัฒนาประชาธิปไตยในอเมริกา สามารถหนุนเสริมคนได้แค่ ๑% และมีความเหลื่อมล้ำมากจนตกขอบ

“การปฏิรูปเป็นเรื่องใหญ่ในเรื่องการลดความยากจน และลดความอยุติธรรม รวมถึงเรื่องขาดความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ สาเหตุมาจากโครงสร้างอำนาจ ไม่ใช่เวรกรรมแต่ชาติปางก่อน นั่นคือ รัฐกับเงินมีอำนาจมาก ประชาชนมีอำนาจน้อย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้ ในเอมริกาเงินมีอำนาจมาก ประชาชนมีอำนาจน้อย รอเพียงการจ้างงาน และรอปลดออกจากงาน อำนาจไปอยู่ที่นายทุนขนาดใหญ่ คือ การขาดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ หากเป็นเช่นนี้ เราคิดว่าการขาดความเป็นธรรม และมีความเหลื่อมล้ำมาก คือ การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ปฎิรูปประเทศไทย คือ ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ประชาชนจะได้แก้ไขปัญหาเรื่องความยากจนและการขาดความเป็นธรรมได้ หากคิดเป็นลำดับ ด้วยเหตุและผล และความรู้ จะไม่นำไปสู่ความรุนแรง เราสามารถปฏิรูปได้ด้วยสันติวิธี”

          ทำอย่างไรอำนาจรัฐ หรือการปกครองรวมศูนย์อำนาจที่มีมาร้อยกว่าปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ มีการรวมศูนย์เบ็ดเสร็จ เป็นการยึดอำนาจต่างๆ ที่มี และก่อให้เกิดปัญหาตามมา คือ ๑) ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ หากชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งเขาสามารถแก้ไขปัญหาเขาได้ประมาณ ๘๐-๙๐% ไม่ต้องมาที่ส่วนกลาง เพราะส่วนกลางย่อมรับไม่ไหว เหลือไม่มากที่ส่วนกลางต้องช่วย หากรวมศูนย์ชุมชนท้องถิ่นจะอ่อนแอ ๒) เกิดความขัดแย้งระหว่างโครงสร้างอำนาจและวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ความขัดแย้งในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ๓) ระบบราชการอ่อนแอ เพราะใช้อำนาจ ไม่ได้ใช้ปัญญา หากจะเข้มแข็งนั้นต้องใช้ปัญญา ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม ทำให้ลดทั้งความยากจน ความเป็นธรรม และปัญหาทรัพยากรได้ ๔) เกิดคอรัปชั่นมาก หากอำนาจเข้มข้นแค่ไหน ก็จะเกิดคอรัปชั่นมากขึ้น เช่น สวีตเซอร์แลนด์ มีประชากร ๖ ล้านกว่าคน กระจายไปสู่ท้องถิ่น ๒๖ ท้องถิ่น ปัญหาคอรัปชั่นหายไปท้องถิ่นจัดการได้หมด ๕) ทำให้การต่อสู้ทางการเมืองรุนแรง เพราะรวมศูนย์ไว้ ใครชนะทางการเมืองกินรวบทั้งประเทศ เป็นแรงจูงใจให้การต่อสู้ในเรื่องนี้รุนแรง ทั้งการซื้อเสียงเลือกตั้ง หรือเกิดการเดิมพันสูงหากมีการกระจายอำนาจปัญหาเหล่านี้ย่อมไม่มี และ ๖) ทำรัฐประหารได้ง่าย เพราะรวมศูนย์อำนาจ สามารถให้ทหารรวบศูนย์อำนาจได้ เช่น ประเทศอินเดีย มีการกระจายอำนาจไปหมดแล้ว ไม่สามารถรัฐประหารได้ ประเทศไทยจึงวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ วนเวียนกันไปทั้งตัวปัญหาคือการปกครองรวมศูนย์อำนาจ ต้องกระจายอำนาจ คืนอำนาจให้ประชาชน ชุมชนท้องถิ่นปกครองตัวเอง เดิมธรรมชาติเป็นอย่างนั้น ต่อมาเมื่อรัฐแข็งแรงขึ้น มักเอาอำนาจมาเข้าตัว เมื่อเกิดรัฐชาติแข็งแรงจึงรวมศูนย์อำนาจโดยรัฐ

“ตอนนี้ชุมชนใช้คำว่า “ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด จัดการตนเอง” ซึ่งไปไกลกว่าการปกครอง เพราะการปกครองเป็นเมื่อครั้งโบราณสมัยนี้มีปัญหาที่ซับซ้อนมาก โดยจัดการ ๒ อย่างคือ ๑) จัดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ๒) จัดการนโยบาย เป็น ๒ เรื่องใหญ่ และใช้ ๘ เรื่องเชื่อมโยง เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การศึกษา ประชาธิปไตย และประชาธิปไตยระดับชุมชน ที่มีส่วนร่วมทั้งคิดและตัดสินใจ เป็นประชาธิปไตยทางตรง ส่วนประชาธิปไตยระดับชาติต้องอาศัยการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตยทางอ้อม ส่วนประชาธิปไตยทางตรงเป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพสูงสุด คือ มีการรวมตัวกัน รวมหมู่รวมญาติ”

pravet3-110956นพ.ประเวศ ย้ำว่า ความถูกต้อง ต้องเริ่มจากข้างล่างจุดเล็กๆ หรือหน่วยย่อยพื้นฐาน (BASIC UNIT) นั่นคือ ชุมชน จะสถาปนาจากข้างบนไม่ได้ เหมือนร่างกายของเราที่มีอวัยวะและทำงานเชื่อมโยงเป็นระบบที่ดีที่สุด ทั้งหมดมาจากเซลล์เซลล์เดียว และต้องมีความถูกต้อง ๑๐๐ % จึงโตและงอกงามมาเป็นตัวเราได้ และมีหน่วยย่อยเป็นอวัยวะ และมีการเชื่อมโยงกันเป็นระบบในร่างกาย หากไม่สมบูรณ์ก็จะทำให้เกิดความพิการได้

ชุมชนเป็นหน่วยย่อยพื้นฐาน เราสามารถรวมตัวกันและทำได้ โครงสร้างของเราสามารถทำได้ เป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน เราสามารถทำได้ทุกตำบลภายใน ๑ เดือน จะไม่เกิดการทอดทิ้งคนแก่ เด็กกำพร้า ฯลฯ และจัดให้มีอาสาสมัครดูแล มีกองทุนตำบลที่ สปสช. ยินดีจ่าย ๔๐ บาท/หัว/คน เช่น ตำบลนั้นมีคน ๑ หมื่น ได้สมทบ ๔ แสนบาท อบต.สมทบ และมีการออมหรือมีสถาบันการเงินของชุมชน ที่มีเงินกว่าร้อยล้านบาทภายในตำบล และ ธกส. นั่นคือ ภายใน ๑๐ ปี สามารถทำได้ทุกตำบล และสามารถสร้างทุกตำบลที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน

สำหรับการปฏิรูปประเทศไทย มีการปฏิรูปมาหลายครั้งตั้งแต่ ร.๕ แต่ไม่สำเร็จ เพราะปฏิรูปจากคนข้างบน แต่การปฏิรูปครั้งนี้เป็นการปฏิรูปโดยประชาชน คนข้างล่าง เพราะข้างบนมีการปฏิรูปยากมาก ลองนึกภาพการลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจให้ประชาชน เราจะทำอย่างไร ฉะนั้น ครูสน  รูปสูง ที่เป็นผู้นำชุมชนคนหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ที่ประกาศว่า ประชาชนคือผู้ปฏิรูปประเทศไทยจึงจะสำเร็จ ประชาชนต้องปฏิรูป ๓ ระดับ คือ ระดับที่หนึ่งปฏิรูปตัวเอง ปฏิรูปจิตสำนึกเราเอง เรามีศักดิ์ศรีมีคุณค่าความเป็นพลเมือง เป็นการปลดปล่อยตัวเอง ระดับที่สอง คือ การปฏิรูประดับองค์กร มีการร่วมคิด ร่วมทำ เป็นองค์กรชุมชน และระดับที่สาม คือ ปฏิรูประดับนโยบาย เช่น การจัดสรรที่ดินให้ประชาชนมีที่ดินทำกิน เขาจะมีความมั่นคงในชีวิตมาก ถึงไม่มีเงินก็สร้างบ้านดินได้ เป็นนโยบายที่รัฐทำไม่ได้ หากประชาชนช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องนี้วันหนึ่งจะทำได้

          ฉะนั้นประชาชนเป็นผู้ปฏิรูปประเทศไทย เพื่อประชาชน วันนี้นายกพูดเรื่องสภาปฏิรูปการเมือง และเชื่อมกับการปฏิรูปประเทศไทย หากปฏิรูปแค่องค์กรทางเมืองมันไม่พอ มันก็จะคิดในรูปแบบเดิมๆ มีรัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับ ก็ไม่สามารถทำได้ เป็นสิ่งสำคัญ แม้ตนทำงานชุมชนมานาน แต่ได้เรียนรู้จากชุมชนและผู้นำชุมชน

          ขณะนี้มีเครือข่ายต่างๆ เช่น ประชาชนปฏิรูปประเทศไทย นับเป็นเรื่องที่ดี นั่นคือ ประชาชนปฏิรูปประเทศไทย เพื่อประชาชน  เหล่านี้ไม่ต้องขึ้นกับใคร ให้เกิดขึ้นเต็มพื้นที่ เกิดตามกลุ่มวิชาชีพ กลุ่มอาชีพ กลุ่มประเด็น กลุ่มพื้นที่ ให้เกิดขึ้นให้เต็มประเทศ และจะมาเจอกันเอง เพราะเป็นช้างตัวเดียวกัน คือ ประเทศไทย ไม่มีใครไม่รักประเทศไทย เราเปลี่ยนโจทย์ร่วม จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยดีขึ้น ไม่ต้องมาปรองดอง ต่างคนต่างคิดได้ แต่จะมาเจอกันเอง เพราะทุกคนรักประเทศไทย ไม่ว่าจะสีอะไร ทุกคนรักประเทศไทย อยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศน่าอยู่ ให้ลูกหลานอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ประเทศเราทำได้แน่ เพราะมีทรัพยากรและความหลากหลายมากกว่าประเทศอื่น ทั้งสังคม ธรรมชาติ วัฒนธรรม เป็นต้น

          องค์กรชุมชนระดับตำบลซึ่งเป็นฐานของสภาองค์กรชุมชน ก็อยู่ในชุมชน ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน นับเป็นโครงสร้างที่มโหฬารมาก จุดที่สภาองค์กรชุมชนจะสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชนได้อย่างไร นี่คือจุดสำคัญ เพราะ ตนอยู่มานานกว่า ๘๐ ปี ผ่านความล้มเหลวมามาก ผ่านการเรียนรู้ เราถามว่าเราต้องการให้ประเทศเราเศรษฐกิจดี การเมืองดี ศีลธรรมดี เรามักพัฒนาใน ๓ เรื่องโดยตรง แต่ไม่สำเร็จ พัฒนาเศรษฐกิจมา ๕๐ ปี เกิดปัญหาสังคมและความขัดแย้ง พัฒนาการเมืองให้ดีมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ มี รธน. ๑๘ จังหวัด ก็ยังล้มเหลว รวมถึงพัฒนาศีลธรรม พระสอนทุกวัน แต่ศีลธรรมไม่ดี มีอาชญากรรม มีการโขมย ฉ้อฉล คอรัปชั่น เพราะไม่เข้าใจว่าปัจจัยอะไรที่จะทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ปัจจัยดังกล่าวคือ สังคมเข้มแข็ง จะทำให้ทั้งเศรษฐกิจดี การเมืองดี ศีลธรรมดี

          “เราสามารถสรุปได้ว่า ปัจจัยชี้ขาดคือสังคมเข้มแข็ง สภาองค์กรชุมชนต้องเป็นเครื่องมือให้ประชาชนแข็งแรง แต่ต้องระวังคือ อย่าไปทำตัวเป็นองค์กรของรัฐเป็นอันขาด ต้องเป็นองค์กรของประชาชน เพราะอะไรที่ขาดจากฐานประชาชน จะไปผิดทิศผิดทาง เช่น วัดต้องอยู่กับฐานชุมชน หากขาดจากฐานชุมชน พระก็ไปผิดทิศผิดทางได้ สภาองค์กรชุมชนต้องทำตัวเหมือนปลา อยู่กับน้ำ น้ำคือประชาชน ถ้าปลาคิดขึ้นบกเมื่อไหร่ บนบกล้วนมีอันตรายต่อปลาทั้งสิ้น สภาฯ ต้องจับตรงนี้ให้แม่น เพราะเราติดกับเพราะเป็นรัฐราชการมานาน และพลังประชาชนจะเป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงประเทศไทย”

          สภาองค์กรชุมชนควรทำงานกับประชาชนในชุมชน ๓ พลัง คือ ๑) พลังที่ประชาชนมีจิตสำนึกของความเป็นพลเมือง มีศักดิ์ศรีความเป็นคน เป็นการปลดปล่อยคนทั้งประเทศ และมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ๒) พลังการจัดการ มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ การจัดการคือการที่ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้นเป็นไปได้ ประชาชนต้องจัดการเป็น หากจัดการเป็นแล้วสามารถจัดการเรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเรื่องต่างๆ ได้ เป็นการเพิ่มสมรรถนะในทุกๆเรื่อง ๓) พลังการพัฒนานโยบาย ที่เป็นนโยบายที่ดีต่อภาคประชาชนหรือประเทศไทย ให้ประชาชนนำ นักการเมืองตาม ถ้านักการเมืองอยากทำอะไรดีๆ จะทำให้เรื่องดีๆ เกิดขึ้น นับเป็นเรื่องใหญ่มากที่สภาฯ จะไปเสริม ๓ สิ่งเหล่านี้ในชุมชน ถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยกันขับเคลื่อน อย่างมีสันติวิธี ที่เป็นพื้นฐานของสังคมไทย เป็นช่องทางที่เราจะเดินไป

          ท้ายสุดนี้สภาองค์กรชุมชนระดับตำบล ที่มาร่วมกันในที่นี้ ตนรู้สึกยินดีที่มาพบเจอ เพราะรู้ว่านี่คือหัวใจในการแก้ไขปัญหาประเทศ จะทำให้ชุมชน ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน เข้มแข็งได้ ประเทศไทยจะน่าอยู่นั้น เพราะชุมชนนั้นเข้มแข็ง นพ.ประเวศ สรุปทิ้งท้าย

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter