การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ประจำปี ๒๕๕๖ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการดำเนินการตามกติกาที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เมื่อวันที่ ๑๑-๑๒ กันยายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมประได้พิจารณาเห็นชอบข้อเสนอของสมาชิกสภาเพื่อแก้ปัญหาสาธารณะของประชาชนทั้งในระดับจังหวัดและภาคกว่า ๔๐ กรณี พร้อมประกาศเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยโดยใช้ “พื้นที่เป็นตัวตั้ง” ยกระดับ “การจัดการตนเอง” เข้มข้นทุกพื้นที่ ณ ห้องประชุมศรีวราแกรนด์บอลรูม โรงแรมทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพมหานคร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางปวีณา หงสกุล เป็นประธานเปิดการประชุมในปีนี้ และมีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลที่เป็นผู้แทนจาก ๗๖ จังหวัด พร้อมผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานเข้าร่วมประชุมกว่า ๓๐๐ คน
ที่ประชุมสภาฯได้พิจารณาวาระสำคัญทั้งหมด ๔ วาระคือ ๑) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน ๕ ปี ๒) มาตรการส่งเสริมสนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนากิจการสภาองค์กรชุมชนตำบล ๓) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางการแก้ไขของประชาชนในระดับจังหวัด/ภาคเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ ๔) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสำคัญ ๔ เรืองคือ (๑) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศภายใต้“ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (๒) นโยบายการบริหารจัดการน้ำ ๓.๕ แสนล้าน เพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวาง ระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕) (๓) การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทย - สหภาพยุโรป (๔)การปฏิรูปประเทศไทย และการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและพัฒนาข้อเสนอการแก้ไขปัญหาของภาคประชาชน
ทั้งนี้ผลการพิจารณาในวาระที่ ๑ เรื่องแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน ๕ ปี ที่ประชุมเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ ๕ ด้านคือ ๑.การขยายจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลให้ครอบคลุมทุกตำบล ๒.การพัฒนาศักยภาพสภาองค์กรชุมชนตำบล ๓.การประสานภาคีเครือข่าย ๔.ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ๕.การสื่อสารสาธารณะ ๖.การบริหารจัดการในขบวนสภาองค์กรชุมชน
ในวาระที่ ๒ เรื่องมาตรการส่งเสริมสนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนาสภาองค์กรชุมชน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้งานสภาองค์กรชุมชน เป็นสำนักงานที่อยู่ภายใต้โครงสร้างการบริหารของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือพอช.
ในวาระที่ ๓ การพิจารณาปัญหาที่ประชาชนประสบความเดือดร้อนและได้รับผลกระทบกว่า ๔๐ กรณี ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาและข้อเสนอทั้งจากระดับภาคและจังหวัด ที่สำคัญได้แก่ ๑.ปัญหาผลกระทบจากการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (ภาคกทม.ปริมณฑลและตะวันออก) ๒.ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ (๓.๕ แสนล้าน) ๓.ปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (ดิน น้ำ ป่า อากาศ) ๔.ปัญหาสุขภาพ ๕.ปัญหาการพัฒนาเมือง ที่ครอบคลุมเรื่องที่อยู่อาศัย/ที่ดินทำกิน ๖.ปัญหาวิกฤติเรื่องอาหารและวิถีการผลิตของภาคเกษตรกรรม ๗.ปัญหาสังคมที่เกี่ยวข้องกับเด็กเยาวชน ยาเสพติด แรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ๘.ปัญหาที่ดินทับซ้อนไม่มีเอกสารสิทธิ์ของชุมในชนบท ๙.ปัญหาการกัดเซอะชายฝั่งในจ.จันทบุรี ๑๐.ปัญหาความขัดแย้งจากการใช้น้ำในภาคตะวันออก ๑๑.การปกป้องพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร ๑๒.การแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรและคนจน ๑๓.การจัดการลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑๔.การพัฒนาองค์กรชุมชน ๑๕.การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร (ภาคอีสาน) ๑๖.ปัญหาผลกระทบจากการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลที่อ.พล จ.ขอนแก่น ๑๗.ปัญหาโครงการโปรแตช ที่จ.นครราชสีมา ๑๘.ปัญหาการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ๑๙.ปัญหาการจัดการภัยพิบัติ ๒๐.การแก้ไขปัญหาเหมืองหินเขาคูหา จ.สงขลา ๒๑.พ.ร.บ.บริหารการพัฒนาเมืองป่าตอง จ.ภูเก็ต ๒๒.การแก้ปัญหานาร้าง ๒๔.ข้อเสนอยกเลิกพรก.ฉุกเฉินในพื้นทีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ๒๕.การเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี (สามจังหวัดชายแดนภาคใต้) เป็นต้น
โดยในวาระที่ ๓ นี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการ และจะมีการรวบรวมข้อมูลความเดือดร้อนจากพื้นที่ให้สมบูรณ์และจัดทำข้อเสนอที่รอบด้าน เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนตามกฎหมาย
สำหรับวาระที่ ๔ ซึงเกี่ยวข้องกับเรื่องนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ ที่ประชุมได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในเรื่องสำคัญ ๔ เรื่อง คือ (๑) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศภายใต้“ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (๒) นโยบายการบริหารจัดการน้ำ ๓.๕ แสนล้าน เพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวาง ระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕) (๓) การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทย - สหภาพยุโรป (๔)การปฏิรูปประเทศไทย และการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและพัฒนาข้อเสนอการแก้ไขปัญหาของภาคประชาชน โดยมติที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ ซึ่งทีมวิชาการ/ผู้ทรงวุฒิจะมีการประมวลสังเคราะห์ ข้อเสนอที่เกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและแผนพัฒนาประเทศ เพื่อให้พอช.นำเสนอ ต่อรัฐบาลและฝ่ายนโยบายต่อไป ทั้งนี้ในเรื่องการปฏิรปประเทศไทย ที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติได้ออกแถลงการณ์ ประกาศวาระ “พื้นที่เป็นตัวตั้ง” ยกระดับ “การจัดการตนเอง” เพื่อการปฏิรูปประเทศไทยดังนี้
๑) ขอให้พี่น้องประชาชน เครือข่ายองค์กรประชาชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง ประกาศความเป็นเจ้าของทุกพื้นที่ สร้างอัตลักษณ์ประกาศตัวตนบนความแตกต่างของทุกพื้นที่ภายใต้การจัดการตนเองทุกระดับ ทั้งระดับชุมชน ตำบล ลุ่มน้ำและจังหวัด
๒) ขอให้พี่น้องประชาชน เครือข่ายองค์กรประชาชน สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อปฏิรูปประเทศไทย ผนึกกำลังขับเคลื่อน การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ จัดความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างอำนาจใหม่ โดยการคืนอำนาจให้กับชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง และ
๓) ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการปฏิรูปประเทศไทยอย่างจริงจัง ด้วยความจริงใจโดยให้ถือเป็นวาระแห่งชาติ สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและก้าวข้ามการนำประเด็นนี้ไปเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อตนเองและพวกพ้อง
ทางด้านกรรณิการ์ กิตติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน( FTA Watch) มีข้อเสนอให้สภาองค์กรชุมชน เสนอรัฐไม่รับ FTAยา-ทรัพยากรชีวภาพกับอียู โดยเสนอให้ทำหนังสือถึงรัฐบาล ต้องไม่รับทริปส์พลัสทั้งเรื่องยาและทรัพยากรชีวภาพ ในเอฟทีเอกับยุโรป โดยจะทำหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขอให้มีการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรป ดังนี้
๑) ต้องไม่ยอมรับเนื้อหาการเจรจาที่เกินไปกว่าข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาของ WTO (ไม่ยอมรับทริปส์พลัส) โดยเฉพาะในประเด็น การขยายเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตร, การผูกขาดข้อมูลทางยา, มาตรการ ณ จุดผ่านแดน และไม่ยอมรับการแก้ไขกฎหมายระบบการคุ้มครองพันธุ์พืชที่ประเทศไทยใช้บังคับอยู่ ซึ่งเป็นไปตามความตกลงทริปส์และสอดคล้องกับอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ
๒) การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนในบทว่าด้วยการลงทุน ต้องไม่มีผลให้มีการนำข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการลงทุนสาธารณะ, การออกนโยบายหรือมาตรการเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ, การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, ด้านสาธารณสุข, สาธารณูปโภคพื้นฐาน และความมั่นคง เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ
๓) ไม่เปิดเสรีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การทำนา ทำสวน ทำไร่ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การปลูกป่า การเพาะและขยายพันธุ์พืช ตลอดจนการลงทุนที่สร้างผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร
๔) ถอนสินค้าเหล้า บุหรี่ ออกจากการเจรจาสินค้า
๕) ให้มีการจัดหารือผู้มีส่วนได้เสียครบทุกภาคส่วนทั้งก่อนและหลังการเจรจาในแต่ละรอบ โดยให้มีการชี้แจงท่าทีของคณะเจรจา รายงานความคืบหน้า พร้อมรับฟังและดำเนินการตามข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างสมดุล
ซึ่งมติที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติเห็นชอบและพร้อมสนับสนุนตามข้อเสนอนี้ แต่ในทางปฏิบัติ FTA Watch จะเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการหรือเจ้าเป็นของเรื่อง
สำหรับวาระเพื่อการพิจารณาซึ่งที่ประชุมได้ผ่านความเห็นชอบแล้วนั้น นายจินดา บุญจันทร์ ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ กล่าวว่า ข้อเสนอตามวาระพิจารณาในวาระที่ ๓ และ ๔ ซึ่งเป็นข้อเสนอทีเป็นความเดือดร้อน และผลกระทบจากแผนพัฒนาที่เกิดขึ้นกับประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมข้อเสนอซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาประเทศนั้น จะมีการจัดทำข้อมูลและข้อเสนอที่สมบูรณ์ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี โดยจะทำให้แล้วเสร็จภายในเวลาหนึ่งเดือน สำหรับแผนยุทธศาสตร์ ๕ ปีของสภาองค์กรชุมชนตำบลนั้น ในเบื้องต้นได้นำเสนอรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไปแล้ว แต่จะมีการหารือกับกระทรวงพม ในทางปฏิบัติต่อไป นายจินดา กล่าว.
ทั้งนี้ในปัจจุบันมีสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จดแจ้งจัดตั้งแล้วจำนวน ๓,๘๖๘ แห่ง มีกลุ่มเครือข่ายองค์กรชุมชนร่วมจดแจ้งจัดตั้ง ๑๐๐,๐๕๑ องค์กร มีการดำเนินงานพัฒนาในพื้นที่ตามภารกิจของสภาฯได้แก่ การสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนร่วมอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น การส่งเสริมให้สมาชิกองค์กรชุมชนร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐในการบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ ตลอดทั้งความร่วมมือในการคุมครองคุณภาพสิ่งแวดล้อม อย่างสมดุลและยั่งยืน การเสนอแนวทางการพัฒนาต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วยจังหวัด เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาจัดทำแผนพัฒนาของจังหวัด ฯลฯ





