เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ ขบวนชุมชนเมืองและชนบทโดย สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) ขบวนเครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ (คทช.) รวมประมาณ ๗๐๐ กว่าคนได้ร่วมเดินรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกปี ๒๕๕๖ จากลานพระบรมรูปทรงม้าไปยังประตูด้านข้างทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลในการแก้ไขเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน
ด้วยองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันจันทร์แรกในเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันที่อยู่อาศัยโลก โดยในปี ๒๕๕๘ มีหัวข้อหลักระดับสากลคือ “Urban mobility” หรือการจัดการการเคลื่อนย้ายของผู้คน การขนส่งของเมืองต่างๆเพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการต่างๆอย่างเท่าเทียมกันและสำหรับหัวข้อหลักของขบวนชุมชนในประเทศไทยคือ “พลังชุมชน ระดมกองทุน รักษ์ดิน รักษาบ้าน ก้าวทันอาเซียน” เครือข่ายชุมชนในนามคทช. และ สอช. จึงได้นำข้อเสนอยื่นต่อรัฐบาล ผ่าน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธานคณะอนุกรรมการติดตามและแก้ไขปัญหาที่ดิน โดยนางสาวทองสุข พุ่มสงวน ตัวแทนจาก สอช. และนายนิวาส โคตรจันทึก ตัวแทนจากคทช. ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์โดยมีใจความดังนี้
๑ ๑. ให้รัฐบาลประกาศ “นโยบายแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน
ของคนจนเมือง/ชนบท ตามแนวทางชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองพร้อมกับการจัดระบบและกลไกการทำงานให้เอื้อกับแนวทางการกระจายอำนาจสู่ชุมชนและท้องถิ่น โดย
๑.๑ ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและตัวแทนองค์กรชุมชนเป็นประธานร่วมและมีผู้แทนองค์กรชุมชนจากผู้เดือดร้อนเกินกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการร่วมเป็นคณะกรรมการ
๑.๒ ส่งเสริมการกระจายอำนาจ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้ชุมชนและท้องถิ่นทุกตำบลร่วมออกข้อบัญญัติท้องถิ่น ว่าด้วยการจัดการทรัพยากร
๑.๓ ให้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงาน “นโยบายการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของคนจนเมือง/ชนบท” อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ๓ ปี ภายใต้ “โครงการบ้านมั่นคง” พื้นที่ชนบทและพื้นที่เมืองปีละ ๒พันล้านบาทและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับองค์กรชุมชนเมือองและชนบท ปีละ ๒ พันล้าน
๑.๔ สนับสนุนการจัดทำข้อมูลที่ดิน ทรัพยากรต่างๆ จัดทำผังตำบล/เมือง โดยชุมชนท้องถิ่นทั่วทั้งประเทศ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดินสนับสนุนข้อมูล เพื่อสร้างระบบข้อมูลตำบล ใช้สำหรับการวางแผนพัฒนาตำบล
๑.๕ ให้มีนโยบายการใช้ที่ดินรัฐทุกประเภท เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของคนจน ได้แก่ ที่ดินสาธารณะประโยชน์ ที่ดินธนารักษ์ ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ดินองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ หรือที่ดินรัฐที่ให้สัมปทานแก่เอกชนก่อนหมดสัญญา ที่ดินชลประทาน เป็นต้น
๑.๕.๑ ให้หน่วยงานเจ้าของที่ดินเรียกคืนที่ดินที่หน่วยงานรัฐขอใช้และไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพื่อรองรับนโยบายของรัฐในการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย
๑.๕.๒ ให้ผ่อนปรนกฎระเบียบว่าด้วยการกฎหมายขอใช้ / การเช่า / อัตราค่าเช่า ที่ดินรัฐทุกประเภทที่ไม่เอื้อต่อระบบของชุมชน โดยใช้แนวทางการจัดการร่วมของชุมชน
๑.๖ สนับสนุนงบประมาณสมทบกองทุนที่ดินเมืองและตำบล เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย พร้อมพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
๑.๗ ให้มีนโยบายให้หน่วยงานที่ดูแลระบบสาธารณูปโภค (ประปา ไฟฟ้า) ให้การสนับสนุนการจัดให้มีระบบประปา และระบบไฟฟ้าให้ทั่วถึงสำหรับพื้นที่ขยายเขตในพื้นที่โครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบท
๒. มาตรการด้านกฎหมายในการเสริมหนุน “นโยบายการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน” โดยชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ได้แก่ ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน
กองทุนที่ดิน จังหวัดจัดการตนเอง ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบภายใต้ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
๓.ปรับปรุงกฎหมายและยกเลิก ทบทวน มติ ครม.ที่ไม่เป็นธรรม หรือกฎหมายที่มีผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงที่ดินที่ไม่สามารถออกสารสิทธิ์ เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ (๒๔๘๔) พ.ร.บ.ป่าสงวน (๒๕๐๗) พ.ร.บ.(๒๕๐๔) พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม (๒๕๓๕) มติ ครม. ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑
๔.มาตรการเร่งด่วน ให้กันพื้นที่อุทยานออกจากเขตที่ดินของชุมชนทั่วประเทศ ภายในปี ๒๕๕๘
และแก้ไขปัญหาชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการและแผนงานขนาดใหญ่ของรัฐโดยมีข้อเสนอ (๑) ให้รับฟังความคิดเห็นจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง (๒) ให้มีมาตรการในการดูแลเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบในการจ่ายค่าชดเชยและหาที่ดินรองรับผู้ได้รับผลกระทบ
๕. ให้ทบทวนและยกเลิกการออกผังรวมของจังหวัด ได้แก่ จ.น่าน และจ.ปราจีนบุรี เนื่องจากการทำผังเมืองขาดการมีส่วนร่วม ไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับแนวทางการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม /วิถีชีวิตของชุมชนและท้องถิ่น
๖.กรณีพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างรัฐกับชุมชน จนถึงขั้นจับกุมดำเนินคดี บังคับคดี ไล่รื้อ (๑) ให้ชะลอการดำเนินการ (๒)ให้มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่มีผู้เดือนร้อน (๓) ให้แก้ไขระเบียบการใช้กองทุนยุติธรรม ขยายให้ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นจับกุมจนคดีถึงที่สุด
ซึ่งหลังจากตัวแทนทั้งสองขบวนได้อ่านแถลงการณ์จบ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก จึงได้รับหนังสือและกล่าวว่าจะนำหนังสือเข้าครม.เพื่อพิจารณาในการแก้ไขปัญหาต่อไป และจะพยายามแก้ไขให้เร็ว แต่ทั้งนี้เนื่องจากปัญหามีมากมายหลายอย่างอาจจะไม่สามารถทำได้ทันทีทันใด แต่จะพยายามให้เร็วที่สุด





