เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ร่วมกับ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ประชุมหารือแนวทางการทำงานเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน มีผู้เข้าร่วม จำนวน 20 คน ประกอบด้วย ประธานและรองเลขาธิการ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้อำนวยการ พอช. ผู้นำชุมชนจากประเด็นงานพัฒนา คณะประสานองค์กรชุมชน 11 ภาค ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช. ณ ห้องประชุม 301-302 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.)
ทั้งนี้ประธานสภาเกษตรกรฯ รับปากพร้อมสนับสนุนการทำงานด้านการส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนเพื่อจัดการตนเองอย่างเต็มที่ต่อไป
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติและประธานสภาเกษตรกรจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติถือเป็นหน่วยงานของรัฐประเภทพิเศษ (องค์กรอิสระ) ออกแบบโครงสร้างการทำงานเอง และได้รับการสนับสนุน
งบประมาณดำเนินการจากรัฐบาล โดยมีบทบาทในการกำหนดนโยบายส่งเสริม และพัฒนาความเข้มแข็งแก่เกษตรและองค์กรการเกษตร ตลอดจนให้ความเห็นต่อนโยบาย กฎหมาย หรือข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง และข้อเสนอที่นำมาสู่แนวทางการแก้ปัญหาในเรื่องที่ส่งกระทบต่อเกษตรกร เช่น เรื่อง FTA ข้าว ยางพารา ฯลฯ จากนั้นจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อนำแนวทางจากแผนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ พร้อมทั้งมีกระบวนการติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้สัดส่วนของสมาชิกสภาเกษตรฯ มาจากการเลือกตั้งทั้งทางตรงและทางอ้อม สำหรับแผนการดำเนินงานของสภาเกษตรกร ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า จะเคลื่อนเรื่องการแก้ปัญหาที่กินทำกินของเกษตรกร เพื่อให้เกิดมั่นคงในสิทธิที่ดินทำกินต่อไป ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
ประธานสภาเกษตรกรกล่าวต่อว่า“ที่ผ่านมาเรื่องเกษตรกรเป็นเพียงวาระเพื่อทราบ หรือเป็นวาระขยะ สภาเกษตรฯ มีกฎหมายให้กับเกษตรกร โดยระบุมีอำนาจหน้าที่ ที่สามารถมีส่วนร่วมในการเสนอปัญหากรณีที่มีผลกระทบต่อเกษตรกรโดยตรง ให้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ ไม่ให้ ครม. ตัดสินใจโดยลำพัง นั่นคือถ้าลุกขึ้นมาทำแล้วมันเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นการชี้อนาคตของเกษตรกรได้ ซึ่งพอช. เป็นองค์กรที่มีรูปธรรมที่แก้ไขปัญหาจำนวนหนึ่งแล้ว เราสามารถนำเรื่องดังกล่าวมาผนึกกำลังกัน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลักดันนโยบายให้กับพี่น้องเกษตรกร เช่น เรื่องที่ดินทำกินต่อยอดจากข้อมูลครัวเรือนที่มีการสำรวจแล้ว โดยตั้งเป้าว่า ๔ ปีข้างหน้า จะเคลื่อนแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร และพร้อมที่จะทำงานร่วม โดยอาจจะมีเวทีคุยกันในระดับภาคหรือจังหวัดต่อไป โดยใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนที่มีอยู่ เป็นต้น”
นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการพอช. กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการริเริ่ม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชนฐานล่าง ให้สามารถเสนอแนวนโยบายได้ วันนี้เรามาพบกับสภาเกษตรฯ นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ว่าจะใช้กลไกต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ผนึกพลังและทำร่วมกับกับหน่วยงานที่ทำทั้งในระดับนโยบายและพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น พอช. สสส. สช. สพม. สภาองค์กรชุมชน เป็นต้น
ผอ.พอช.กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาหากบอกว่าแผนที่กำหนดในเวทีสภาองค์กรชุมชนตำบลประมาณ ๙๐% เป็นแผนเกษตรกร เราสามารถเสนอเข้ากับสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ เราคงต้องทำตารางเวลาและเสนอไปยังเครือข่ายต่างๆ ว่าเราจะเดินร่วมกันอย่างไร เราจะคุยและออกแบบร่วมกันในการเคลื่อนงานในพื้นที่ต่อไป
ด้านนายชาติวัฒน์ ร่วมสุข ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า เราต้องรวมกันเป็นมหามวลมิตร เป็นระบบการแก้ไขของชุมชนร่วมกันของภาคี โดยเชิญชวนภาคีต่างๆ มาร่วมกำหนดและคุยในระดับนโยบาย เช่น เริ่มจากการมองปัญหาที่ตรงกัน แล้วนำจุดแข็งของแต่ละภาคีมาเคลื่อนระดับนโยบาย และโยงมาสู่การขับเคลื่อนและแก้ไขในระดับพื้นที่ให้ได้ นั่นคือพี่น้องประชาชนลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาตัวเองให้ได้
“เป็นการเชื่อมนโยบายและพื้นที่ ควรทำทีละประเด็นอย่าทำทีเดียวพรวด เช่น สภากลางของอำนาจเจริญทำในเรื่องความมั่นคงอาหารและที่ดิน มีการคุยและผลักไปสู่นโยบาย หากมีการทำและเสนอจากหลากหลายภาคีจะทำให้มีพลังมาก หลายภาคส่วนจะให้ความสนใจ ในช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นพื้นที่ที่ลุกขึ้นมาจัดการตนเอง เกิดการเรียนรู้ร่วม ทำทีละประเด็น จะนำไปสู่การขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง นั่นจะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนได้”
ทั้งนี้จากการหารือร่วมระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานภาคีดัง
กล่าวข้างต้น มีการกำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วม หลังจากนั้นที่ประชุมได้มีการหารือถึงแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดผลในการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายของภาคประชาชน และขับเคลื่อนงานเชิงปฏิบัติการในระดับพื้นที่ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน ประการแรก ให้มีการประสานความร่วมมือในการทำงานร่วมทั้งในระดับนโยบายและพื้นที่ปฏิบัติการในรูปแบบ “มหามวลมิตร” กล่าวคือภาคีทุกภาคส่วนมาร่วมกันแก้ปัญหา พร้อมทั้งควรกำหนดประเด็นปัญหาร่วมที่จะขับเคลื่อนงานร่วมกันให้มีชัดเจน โดยอาจจะเริ่มจากเรื่องการจัดการที่ดินทำกินที่มีการดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว เช่น ที่ดินบริเวณอุทยานแห่งชาติเทือกเขาบูโด – สุไหงปาดี เป็นต้น ประการที่สอง สำหรับการดำเนินงานในระดับพื้นที่ ระยะแรกอาจจะใช้เวทีร่วมในระดับพื้นที่ เช่น ระดับภาค หรือจังหวัด โดยใช้เวทีสภาองค์กรการชุมชน เป็นเวทีกลางในการปรึกษาหารือ และเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมทั้งผู้แทนสภาเกษตร ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน ผู้แทนหน่วยงาน อาทิ พอช. สพม. สภาที่ปรึกษา สช. สปร. เพื่อมากำหนดแนวทางการทำงานร่วมกัน ประการสุดท้าย สภาเกษตรกรแห่งชาติ ต้องให้น้ำหนักในการเคลื่อนเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งเกษตรกรด้วยสื่อที่มีพลังในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้พื้นที่เกิดการรับรู้ตื่นตัว เช่น เรื่องยางพารา ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นต้น





