วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๖ ขบวนองค์กรชุมชนจาก ๗ จังหวัด ในเขตพื้นที่ตะวันตก ประกอบด้วย กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับ สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) ขบวนเครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ (คทช.) พัฒนาสังคมจังหวัดกาญจนบุรี และสถาบันพัฒาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดงานมหกรรมวันที่อยู่อาศัยโลก ปี ๕๖ ภายใต้หัวข้อกลาง “พลังชุมชน ระดมกองทุน รักษ์ดิน รักษาบ้าน ก้าวทันอาเซียน” และนำเสนอประเด็นหลัก “ผนึกพลังองค์กรชุมชนภาคตะวันตก เตรียมรับการพัฒนาพื้นที่ก้าวสู่อาเซียน” มีผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้กว่า รวมประมาณ ๘๐๐ กว่าคน ทั้งนี้ได้รับเกียรตจาก ดร.เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ที่ปรึกษา รมต.พม. ร่วมเป็นประธานปิดงานและรับข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินต่อเนื่อง ๓ ปี โดยเฉพาะกรณีนโยบายที่สร้างผลกระทบต่อชุมชน
นางสุลักขณา ชิ้นศุภร พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า ถึงแม้ว่าจังหวัดกาญจนบุรี จะมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การพัฒนาประสิทธิภาพ ระบบการผลิตสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมที่ปลอดภัย และการส่งเสริมและพัฒนาการค้าผ่านแดน แต่จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีกในภายภาคหน้า จังหวัดกาญจนบุรีเป็นหนึ่งใน ๑๖ จังหวัดของกลุ่มพื้นที่กลางน้ำที่เน้นป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ตามแผนการป้องกันดังกล่าว ทำให้ต้องมีโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำ ๓ แห่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับพี่น้องในจังหวัดกาญจนบุรี
“ทางจังหวัดเองก็มิได้นิ่งนอนใจ เราพยายามสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องให้มากที่สุด เพื่อให้แนวทางป้องกันและแก้ไขที่จะเกิดขึ้น กระทบกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนน้อยที่สุด และอาจได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในระยะต่อไป วันนี้เครือข่ายพี่น้องภาคตะวันตกจึงได้มาร่วมกันคิด แก้ไขปัญหาชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรัฐ เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาร่วมกับภาคีท้องถิ่น และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากที่ประชาชนลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตนเอง”
น.ส.รัชรา เอียดศิริพันธ์ ผู้จัดการสำนักงานภาคตะวันตก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) กล่าวว่า สำหรับโครงการบ้านมั่นคง มียุทธศาสตร์ในการดำเนินการ คือ
ให้ชุมชนและเครือข่ายเป็นเจ้าของโครงการ ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและภาคีที่เกี่ยวข้อง พอช. เป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินการในระยะแรก เพื่อสร้างองค์ความรู้ รูปแบบแนวทางและกระบวนการเรียนรู้ และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยของคนจนตาม พรบ. แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมถึงการเชื่อมโยงแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยและแก้ปัญหาชุมชนแออัดให้เป็นส่วนหนึ่งของ แผนพัฒนาชุมชนและเมืองน่าอยู่ของแผนงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แผนยุทธศาสตร์จังหวัด
“จากการดำเนินการดังกล่าว พบว่าขบวนองค์กรชุมชนและท้องถิ่น เกิดกระบวนการเรียนรู้ และเกิดแนวทางในการบริหารจัดการการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และมีกลไกขององค์กรชุมชนและท้องถิ่นที่ร่วมกันกำหนแนวทางการแก้ไขปัญหา ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมทั้งตำบล/เมือง และสอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมตามมิติที่หลากหลายของพื้นที่ สิ่งที่องค์กรชุมชนดำเนินการอยู่ในขณะนี้เป็นการ สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่นำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยจากฐานราก ภายใต้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง”
ด้านนางยุพา จารุณ ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน สอช. ภาคตะวันตก กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีถูกจัดให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจภาคตะวันตก การมีชายแดนติดต่อมณฑลตะนาวศรีสหภาพพม่า ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย และการเป็นศูนย์กลางการใช้บริการธุรกิจและระบบโลจิสติกส์ ที่มี แผนพัฒนาระบบการขนส่งมวลชน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างรถไฟระบบรางคู่ หรือระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง รวมถึงจังหวัดกาญจนบุรีเป็นหนึ่งใน ๑๖ จังหวัดของกลุ่มพื้นที่กลางน้ำ(ตอนบน/ล่าง) ที่อยู่ในแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย ซึ่งนโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงอยู่และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชน
ดร.เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประธานปิดงานมหกรรมที่อยู่อาศัยในครั้งนี้ กล่าวว่า
ปัจจุบันประเทศไทยเรากำลังเดินไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก เช่น ระบบขนส่งมวลชนที่กำลังเปลี่ยนแปลง และการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รวมถึงกระแสของโลกไร้พรมแดนด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รัฐบาลได้ตระหนักถึงผลกระทบต่อชุมชนและสังคมที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงมีนโยบายในการเตรียมความพร้อม โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับสังคม ชุมชน ครอบครัว และประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ครอบครัวเข้มแข็ง ซึ่งควรเกิดขึ้นจากความร่วมมือของครอบครัวและชุมชน
“ผมได้เห็นถึงความตั้งใจของขบวนพี่น้องชุมชน ในการที่จะสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ในด้านการจัดการที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของพี่น้อง โดยใช้ “โครงการบ้านมั่นคงเป็นเครื่องมือ” พี่น้องร่วมกันสร้างตั้งแต่ออกแบบ วางผัง สะสมเงิน และร่วมกันจัดการงานก่อสร้าง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องของการมีส่วนเพื่อทำให้ชาวชุมชนมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย มีความปลอดภัยในการดำรงชีวิต และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ร่วมตั้งแต่เริ่มต้นมีคุณค่ามาก”
พร้อมทั้งกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนทราบดีว่าทุกย่างก้าวในการสร้างความมั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัยของพี่น้องตำบลท่าล้อ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ในเขตพื้นที่ภาคตะวันตกทั้ง ๗ จังหวัด ที่ต้องประสบปัญหาและร่วมหาทางแก้ไขตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ดิน ที่มีเจ้าของเยอะแยะหลายกระทรวง ปัญหาการจัดการน้ำ รวมถึงผลกระทบจากโครงการรัฐทั้งมอเตอร์เวย์ ระบบขนส่ง และฟลัดเวย์ พื้นที่ชาวบ้านก็เป็นที่พักน้ำ ซึ่งชาวบ้านจะต้องถูกเวนคืน และการหาที่ดินในยุคปัจจุบันก็นับว่าเป็นปัญหาขนานใหญ่ ซึ่งพวกเราจะต้องรวมพลังและมีใจในการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือ ปัญหาเหล่านั้นไม่ได้ทำให้พี่น้องท้อถอย กลับทำให้เกิดการเรียนรู้และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับชุมชนมากขึ้นทุกวัน
“กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ก็ถือเป็นหน้าที่ที่จะร่วมสนับสนุนพี่น้องชุมชน เพื่อให้เกิดความเสมอภาคเทาเทียม ลดช่องว่างของคนในสังคมทุกกลุม และเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนในการอยู่อาศัยร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข พร้อมนัดผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน สอช. ร่วมสะท้อนปัญหาและแนวทางการแก้ไข ในวันที่ ๒๔ ต.ค. นี้” ดร.เพชรวรรต กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้การดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในเมือง ภายใต้โครงการบ้านมั่นคงตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ จนถึงปัจจุบัน ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินการ ๗๐ จังหวัด ๒๘๕ เมือง/เขต ๘๔๖ โครงการ ๑,๖๖๐ ชุมชน ๘๘,๗๔๒ ครัวเรือน ในช่วงที่ผ่านมาภาคภาคตะวันตก ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัย ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง โดยขบวนองค์กรชุมชน ครอบคลุม ๔ จังหวัด จาก ๗ จังหวัด รวม ๖๖ เมือง ๒๓๖ โครงการ ๓๒๓ ชุมชน ๒๙,๒๐๕ ครัวเรือน งบประมาณสนับสนุนการแก้ไขปัญหารวมทั้งสิ้น ๑,๓๕๕.๑๐ ล้านบาท
ในการนี้ผู้แทนเครือข่ายองค์กรชุมชน สอช. และ คทช. ภาคตะวันตก ได้ยื่นข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินต่อที่ปรึกษา รมต.พม. โดย นายวิชาญ คุ้มพะเนียด ผู้แทนเครือข่าย สอช. และ คทช. ภาคตะวันตก มีใจความสำคัญ ดังนี้
๑. ให้รัฐบาลประกาศ “นโยบายการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของคนจนเมือง/ชนบท” เป็นวาระแห่งชาติ ตามแนวทางชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง พร้อมกับการจัดระบบและกลไกการทำงานให้เอื้อกับแนวทางการกระจายอำนาจสู่ชุมชนและท้องถิ่น ดังต่อไปนี้
๑.๑ ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและตัวแทนองค์กรชุมชนเป็นประธานร่วม และมีผู้แทนองค์กรชุมชนจากผู้เดือดร้อนเกินกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการร่วมเป็นคณะกรรมการ
๑.๒ ส่งเสริมการกระจายอำนาจ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยให้ชุมชนและท้องถิ่นทุกตำบลมีอำนาจในการออกข้อบัญญัติท้องถิ่น ว่าด้วยการจัดการทรัพยากร
๑.๓ ให้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงาน “นโยบายการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของคนจนเมือง/ชนบท” อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ๓ ปี ภายใต้ “โครงการบ้านมั่นคง” พื้นที่ชนบทและพื้นที่เมือง ปีละ ๒ พันล้านบาท และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับองค์กรชุมชนเมืองและชนบท ปีละ ๒ พันล้าน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นไป
๑.๔ สนับสนุนการจัดทำข้อมูลที่ดิน ทรัพยากรต่างๆ จัดทำผังตำบล/เมือง โดยชุมชนท้องถิ่นทั่วทั้งประเทศ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดินสนับสนุนข้อมูล และนำมาใช้ในการสร้างระบบข้อมูล และวางแผนพัฒนาตำบล/เมือง
๑.๕ ให้มีนโยบายการใช้ที่ดินรัฐทุกประเภท เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของคนจน ได้แก่ ที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ดินธนารักษ์ ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ดินองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ หรือที่ดินรัฐที่ให้สัมปทานแก่เอกชนและหมดสัญญา ที่ดินชลประทาน เป็นต้น
๑.๕.๑ ให้หน่วยงานเจ้าของที่ดินเรียกคืนที่ดินที่หน่วยงานรัฐขอใช้และไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพื่อการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชุมชนท้องถิ่น
๑.๕.๒ ให้ผ่อนปรนกฎระเบียบว่าด้วยกฎหมายขอใช้ / การเช่า / อัตราค่าเช่า ที่ดินรัฐทุกประเภทที่ไม่เอื้อต่อระบบของชุมชน โดยใช้แนวทางการจัดการร่วมของชุมชน
๑.๖ สนับสนุนงบประมาณสมทบกองทุนที่ดินเมืองและตำบล เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย พร้อมพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
๑.๗ มีนโยบายให้หน่วยงานที่ดูแลระบบสาธารณูปโภค (ประปา ไฟฟ้า) ให้การสนับสนุนการจัดให้มีระบบประปา และระบบไฟฟ้าให้ทั่วถึงสำหรับพื้นที่ขยายเขตในพื้นที่โครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบท
๒. มาตรการด้านกฎหมายในการเสริมหนุน “นโยบายการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน” โดยชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ได้แก่
๒.๑ มาตรการส่งเสริมการกระจายการถือครองที่ดิน เพื่อความเป็นธรรมในการใช้ประโยชน์ในที่ดินด้วยการออกกฎหมายให้ท้องถิ่นร่วมกับชุมชนสามารถออกข้อบัญญัติในการถือครองที่ดิน
๒.๒ มาตรการส่งเสริมระบบการจัดการที่ดิน โดยระบบสิทธิร่วมของชุมชน เพื่อรักษาที่ดินอย่างยั่งยืนด้วยการออกฎหมายว่าด้วย สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน
๒.๓ มาตรการส่งเสริมการรักษาที่ดิน เพื่อป้องกันการเปลี่ยนมือที่ดิน และคุ้มครองแหล่งผลิตอาหาร ด้วยการออกกฎหมาย กองทุนที่ดิน
๒.๔ มาตรการส่งเสริมการกระจายอำนาจในการบริหารและการพัฒนาสู่ตำบล/จังหวัด และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้วยการออกกฎหมาย จังหวัดจัดการตนเอง
๒.๕ มาตรการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเข้าถึงแหล่งงบประมาณ เพื่อการพัฒนา/แก้ปัญหาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง ให้องค์กรชุมชน เครือข่ายองค์กรชุมชน ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบภายใต้ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำและแสดงบัญชีรายการรับจ่ายของโครงการที่บุคคลหรือนิติบุคคลเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ
๒.๖ ทบทวน ปรับปรุงกฎหมาย และยกเลิกมติ ครม.ที่ไม่เป็นธรรม หรือกฎหมายที่มีผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงที่ดินที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ เช่น พรบ.ป่าไม้ (๒๔๘๔) พรบ.ป่าสงวน (๒๕๐๗) พ.ร.บ.อุทยาน (๒๕๐๔) พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม (๒๕๓๕) มติ ครม. ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑
๓. มาตรการเร่งด่วน เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมระหว่างภาคประชาชนและรัฐบาล
๓.๑ การกันเขตพื้นที่อุทยานออกจากเขตที่ดินของชุมชนทั่วประเทศ ภายในปี ๒๕๕๘
๓.๒ การแก้ไขปัญหาชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการและแผนงานขนาดใหญ่ของรัฐ ได้แก่ โครงการนโยบายการจัดโซนนิ่งทางการเกษตร ระบบการจัดการน้ำ การพัฒนาขนส่งระบบราง โครงการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจในที่ดินการท่าเรือ การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น ข้อเสนอ (๑.) ให้รับฟังความคิดเห็นและต้องให้ข้อมูลกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง (๒.) ให้มีมาตรการในการดูแลเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ในการจ่ายค่าชดเชยและหาที่ดินรองรับผู้ได้รับผลกระทบที่อยู่ไม่ไกลจากที่ดินเดิม (๓.) ต้องมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ต่ำกว่า ๑๐% ของโครงการนั้นๆ และมีการบริหารร่วมระหว่างชุมชนท้องถิ่น
๔. ให้ทบทวนและยกเลิกการออกผังเมืองรวมของจังหวัด เช่น จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.นครปฐม ฯลฯ เนื่องจากการทำผังเมืองขาดการมีส่วนร่วม ไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับแนวทางการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม/วิถีชีวิตของชุมชนและท้องถิ่น
๕. กรณีพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างรัฐกับชุมชน จนถึงขั้นจับกุมดำเนินคดี บังคับคดี ไล่รื้อ (๑) ให้ชะลอการดำเนินการ (๒) ให้มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่มีผู้เดือดร้อนร่วมเป็นคณะกรรมการ (๓.) ให้แก้ไขระเบียบการใช้กองทุนยุติธรรม ขยายให้ครอบคลุมตั้งแต่ ขั้นจับกุมจนคดีถึงที่สุด





