เมื่อวันที่ ๒๓-๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ เครือข่ายปัญหาที่ดินที่ทำกินภาคเหนือ ร่วมกับจังหวัดน่าน องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน เครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ (คทช.) สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้จัดงาน “วิถีชุมชนท้องถิ่นสู่การแก้ไขปัญหาที่ดินที่ทำกินคนภาคเหนือ” ที่ จ.น่าน โดยมีเครือข่ายองค์กรชุมชนจาก ๑๕ จังหวัดและผู้แทนหน่วยงานร่วมงานกว่า ๒,๐๐๐ คน
ทั้งนี้เมื่อวันที่ ๒๓-๒๔ ตุลาคม ตัวแทนเครือข่ายที่ดินจาก ๑๕ จังหวัด ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและแนวทางการจัดการที่ดินในพื้นที่ ๓ ตำบลคือ ที่ ต.บ้านพี้ อ.บ้านหลวง ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องของความเชื่อมโยงท้องที่ ท้องถิ่น ในการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย มีจุดเด่นในเรื่องการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อจัดทำแผนพัฒนาตำบล และที่ ต.เปือ อ.เชียงกลาง มีจุดเด่นในเรื่ององค์ความรู้การจัดระบบข้อมูล GIS โดยเชื่อมประสานระหว่างเยาวชนและคนรุ่นเก่าเข้ามาทำงานที่ดินด้วยกัน
และในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ได้เปิดงานอย่างเป็นทางการที่วิทยาลัยเทคนิคน่าน โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ เป็นประธานเปิดงาน นายกาจพล เอิบสุขสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กล่าวต้อนรับ และผู้นำชุมชน นายอิสรภาพ คำฟู ประธานคณะทำงานการจัดการที่ดินจังหวัดน่านกล่าวรายงานการจัดงาน
นางฑิฆัมพร กองสอน ผู้แทนเครือข่ายชุมชนที่แนวใหม่ฯกล่าวว่าภาคเหนือมีปัญหาที่ดินที่สำคัญประกอบด้วยเรื่องที่ดินทำกินทับซ้อนกับเขตอุทยาน ขาดกรรมสิทธิ์ในการถือครอง และที่ดินหลุดมือ ดังนั้นขบวนองค์กรชุมชนจึงได้ขับเคลื่อนการจัดทำข้อมูลแผนที่ และเสนอการจัดการที่ดินตามในรูปแบบโฉนดชุมชน รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีบทบาทร่วมกับชุมชนในการจัดการปัญหาที่ดิน และเป็นฐานในการขับเคลื่อนนโยบายโฉนดชุมชนและกองทุนธนาคารที่ดินของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย โดยคณะทำงานภาคเหนือได้มีการวางแนวทาง เป้าหมาย ผลลัพธ์ คือ “การทำข้อมูลแผนที่ให้ครอบคลุมทั้งตำบล การวางผังการจัดที่ดินและทรัพยากร การจัดให้มีกองทุนที่ดินที่อยู่อาศัย การปรับวิถีการผลิตเป็นเกษตรยั่งยืน การพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่น” โดยใช้เครื่องมือแผนในการดำเนินงานงาน ๙ ขั้น ประกอบด้วย ๑.) สร้างความเข้าใจในชุมชน ๒.) พัฒนาระบบข้อมูล/แผนที่ 1:4000 ๓.) พัฒนากฎระเบียบการจัดการที่ดิน ๔.) จัดเวทีประชาคมเพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล ๕.) จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน ๖.) อบต./เทศบาล ออกบัญญัติและเทศบัญญัติรับรองรับรอง/คุ้มครองสิทธิ ๗.) พัฒนารูปแบบการใช้ที่ดินให้มีความยั่งยืน ๘.)ศูนย์เรียนรู้การจัดการที่ดินทั้งระบบ และ ๙.) ผลักดันให้มีการรับรองสิทธิทางนโยบาย และมีเป้าหมายการขับเคลื่อนใน ๑๕ จังหวัดภาคเหนือ ๑๒๓ ตำบล ๓๔๕ หมู่บ้าน ๒๓,๗๐๙ ครัวเรือน โดยปัจจุบันมีพื้นที่รูปธรรมหลายแห่ง อาทิ ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ หรือ ต.บ้านดง อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก
และนายสว่าง เปรมประสิทธิ์ คณะทำงานการแก้ไขปัญหาที่ดินจ.น่าน ได้กล่าวเสนอข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหาที่ดินภาคเหนือ ซึ่งมีใจความสำคัญคือ ๑. ให้รัฐบาลประกาศ “นโยบายแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของคนจนเมือง/ชนบท ตามแนวทางชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองพร้อมกับการจัดระบบและกลไกการทำงานให้เอื้อกับแนวทางการกระจายอำนาจสู่ชุมชนและท้องถิ่น ๒. มีมาตรการด้านกฎหมายในการเสริมหนุน “นโยบายการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน” โดยชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ได้แก่กฎหมายปฏิรูปที่ดิน ๔ ฉบับ ๓.ปรับปรุงกฎหมายและยกเลิก ทบทวน มติ ครม.ที่ไม่เป็นธรรม หรือกฎหมายที่มีผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงที่ดินที่ไม่สามารถออกสารสิทธิ์ ๔.มาตรการเร่งด่วน ให้กันพื้นที่อุทยานออกจากเขตที่ดินของชุมชนทั่วประเทศ ภายในปี ๒๕๕๘ และแก้ไขปัญหาชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการและแผนงานขนาดใหญ่ของรัฐ ๕. ให้ทบทวนและยกเลิกการออกผังรวมของจังหวัด ได้แก่ จ.น่าน และจ.ปราจีนบุรี เนื่องจากการทำผังเมืองขาดการมีส่วนร่วม ไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับแนวทางการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม /วิถีชีวิตของชุมชนและท้องถิ่น ๖.กรณีพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างรัฐกับชุมชน จนถึงขั้นจับกุมดำเนินคดี บังคับคดี ไล่รื้อ (๑) ให้ชะลอการดำเนินการ (๒)ให้มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่มีผู้เดือนร้อน (๓) ให้แก้ไขระเบียบการใช้กองทุนยุติธรรม ขยายให้ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นจับกุมจนคดีถึงที่สุด
จากนั้น นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ ได้กล่าวเปิดงานโดยได้กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลที่ได้ช่วยเหลือดูแลพี่น้องในหลากหลายโครงการ อาทิ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี หรือนโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กับโครงการ OSCC 1300 “ศูนย์ช่วยเหลือสังคม” เพื่อรับเรื่องร้องทุกข์และดำเนินการส่งเรื่องต่อให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายให้สังคมมีความสุข
หลังการกล่าวเปิดงาน นายอนุสรณ์ได้ตีฆ้องเพื่อเป็นการบ่งบอกวาระของการเปิดงานอย่างเป็นทางการ จากนั้นเป็นการลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาที่ดินและการติดตามปัญหา จากตัวแทนภาครัฐ ราชการ ท้องที่ท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยมีตัวแทนลงนามได้แก่ นายอัมพร แก้วหนู ผู้ช่วยผู้อำนวยการพอช. นายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน คณะทำงานการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยโดยชุมชนท้องถิ่น ภาคเหนือตอนบน นายกาบพล เอิบสุขสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายภานุวุธ บูรณพรหม ประธานสมาคมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลภาคเหนือ
และนายอิสรภาพ คำฟู ตัวแทนเครือข่ายที่ดินภาคเหนือ ก็ได้ยื่นหนังสือข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินจากขบวนชุมชนถึงพณฯ ท่านนายก โดยมี ดร.เทพปกรณ์ อินทรพัฒน์ ที่ปรึกษารองนายกฝ่ายการเมือง มารับมอบหนังสือ
เวทีเสวนา “พลังชุมชนท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาที่ดินคือทางออกประเทศไทย” ได้เริ่มต้นถัดจากนี้โดยมี ผู้เข้าร่วมเสวนาได้แก่ นายธัญญา เด่นตระกูล จากสอช. นายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน เครือข่ายที่ดินฯ ภาคเหนือตอนบน นายศาศวัต ต้นกันยา เครือข่ายที่ดินฯ ภาคเหนือตอนล่าง นายอัมพร แก้วหนู ผช.ผอ.พอช. และนายปฏิภาณ จุมผา เป็นผู้ดำเนินรายการ
โดยนายศาศวัต ต้นกันยา เครือข่ายที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ภาคเหนือตอนล่าง ได้กล่าวถึงปัญหาที่สำคัญของการขับเคลื่อนงานที่ดินของภาคเหนือตอนล่างซึ่งมีปัญหาการทับซ้อนเรื่องที่ดิน โดยปัญหาภาพรวมของภาคเหนือตอนล่างแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ประกอบด้วย โซนพื้นด้านบน ปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องปัญหาที่ดินทับซ้อนกับเขตอุทยาน ซึ่งการแก้ไขปัญหาจะต้องเริ่มจากการสำรวจ จัดเก็บข้อมูลเพื่อสร้างพลังในการแลกเปลี่ยน เพราะการเช่าพื้นที่ของรัฐ โดยไม่มีการเก็บประวัติของชุมชนเท่ากับสร้างการยอมรับเรื่องการบุกรุกที่ดิน อนึ่ง ภาคเหนือตอนล่าง จะมีประเด็นพื้นที่ดินนาเช่า ที่ดินหลุดมือ มีมากกว่า 70% (ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง) ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาเล็งเห็นเรื่องการเช่าที่ดินจากรัฐแต่ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องข้อพิพาทจากภาครัฐได้เช่นกัน
นายธัญญา เด่นตระกูล สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ ได้กล่าวว่า การจัดการเรื่องทีดินเกี่ยวข้องกับบริบทของการดำรงชีวิต ซึ่งปัจจุบันการขยายตัวของเมืองส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต ซึ่งจะต้องมีการขายที่ดินเพื่อนำเงินมาใช้ในชีวิตประจำวันและปัจจุบันความแตกต่างด้านความเจริญ สร้างการแข่งขันกันทุกด้านในการดำเนินชีวิต ส่งผลให้ขาดวัฒนธรรม ประเพณี ความเอื้ออาทร
ดังนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาจะต้องมีการพัฒนาโดยการรวมกลุ่ม/ขบวน เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาระบบข้อมูลและอำนาจการต่อรอง ซึ่งภาพของชุมชนในเมืองจะสะท้อนให้เห็นเรื่องการเป็นอยู่ได้อย่างชัดเจน เช่นการบุกรุกที่ดินคลอง และวิธีการแก้ไขปัญหาของชุมชนเมืองมีการแก้ไขปัญหาภายใต้ “โครงการบ้านมั่นคง” ในการแก้ไขปัญหาของชุมชนเมือง ดังนั้น ชุมชนในชนบทจะต้องเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน
นายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน เครือข่ายที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยภาคเหนือตอนบน ได้กล่าวถึงปัญหาที่ดิน 2 เรื่อง คือปัญหาการบุกรุกที่ดินนำไปสู่การจับกุม ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหามีการยื่นข้อเสนอเพื่อแก้ไขกฎหมายที่ติดขัด รวมทั้งมีการเสนอข้อกฎหมายฉบับใหม่ อันได้แก่ กฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน ๔ ฉบับ (คือ พรบ.สิทธิชุมชน / พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน / พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า / พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องคดีเกี่ยวกับปัญหาที่ดิน) และมีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ แต่ที่สำคัญการแก้ไขปัญหาที่ดินจะต้องพึ่งการจัดการตนเอง ซึ่งจะต้องมีองค์ประกอบหลากภาคส่วน โดยเริ่มจากประชาชนผู้ที่เดือดร้อน ท้องถิ่นท้องที่เพื่อหนุนเสริมเรื่องงบประมาณและกฎหมาย กลุ่มเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชนเพื่อสร้างแรงหนุนเสริมการขับเคลื่อนงาน และกลุ่มเคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีความสำคัญเรื่องการเชื่อมโยงระดับนโยบาย รวมทั้งนโยบายรัฐบาลส่วนกลางที่มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ
และมีวิธีการทำงานแบ่งเป็น ๓พื้นที่ประกอบด้วย หนึ่ง - พื้นที่รูปธรรม โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง และเชื่อมโยงการทำงานโดยใช้เครื่องมือคือ “ระบบแผนที่” และมีการวิเคราะห์พื้นที่โดยชุมชน สอง- พื้นที่ทางสังคม ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง ซึ่งสิ่งที่จะเชื่อมโยงกับชนชั้นกลางได้ดีก็คือ สื่อ เพื่อให้เกิดแรงผลักดันเชิงนโยบาย สร้างความเข้าใจกับสังคม และสาม -พื้นที่ทางนโยบาย : ประกอบด้วย 2 ส่วนคือนโยบายท้องถิ่นและนโยบายส่วนกลาง ซึ่งท้องถิ่นมีงบประมาณในการบริหาร ดังนั้นการเข้าถึงแหล่งงบประมาณนั้นขบวนองค์กรชุมชนจะต้องมีการขับเคลื่อนเรื่อง “ข้อบัญญัติท้องถิ่น” ซึ่งสามารถเสนอโดยประชาชน และการขับเคลื่อนทางนโยบายจะต้องมีการขับเคลื่อนบนฐานข้อมูลเพื่อการต่อสู้
นายอัมพร แก้วหนู ผช.ผอ.พอช. ได้กล่าวถึง ปัญหาเรื่องที่ดินซึ่งที่ดินบางแห่งในกรุงเทพฯ มีมูลค่าสูงมากถึงตารางวาละ ๑ ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการไล่คนจนเมืองออกจากเมือง ซึ่งนั่นทำให้เห็นว่าที่ดินมีความสำคัญ และจากการสำรวจข้อมูลในเขตเมืองพบว่าคนจำนวน ๗ แสนครอบครัวไม่มีความมั่นคงทางด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งบทบาทสำคัญของสถาบันฯมีการหนุนเสริมการทำงานของทั้งชุมชนเมืองและชนบท และเป้าหมายความสำเร็จของการขับเคลื่อนเริ่มจาก ๑.การแก้ไขปัญหาเริ่มจากเจ้าของปัญหา ๒.การพัฒนาระบบกองทุนที่ดิน เพื่อเป็นแหล่งทุนในการขับเคลื่อนงานและช่วยเหลือกับผู้ที่เดือดร้อน ๓.การเชื่อมโยงการแก้ปัญหาให้หน่วยงานเพื่อออก “ข้อบัญญัติตำบล”
บทเรียนการแก้ปัญหาเรื่องที่ดินของประเทศอื่นมีแนวทางการแก้ไขปัญหาดังนี้ ๑.การออกกฎหมายเรื่องการถือครองที่ดิน (การจำกัดที่ดินของคนรวย) ๒.การเก็บภาษีที่ดินราคาแพง (การเก็บภาษีที่ดินแบบขั้นบันได) ซึ่งกฎหมายเป็นเป้าหมายสำคัญ ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาแต่การแก้ไขปัญหาจะให้ความสำคัญเรื่องการเพิ่มอำนาจหรือลดอำนาจให้กับภาคประชาชน
และในงานวันนี้ได้มีแขกผู้เกียรติหลายท่านที่ได้มาร่วมงาน เช่น ส.ส.น่าน นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์, สว. น่าน นายโสภณ สีมาเหล็ก, พระมหากรรชัย จากวัดห้วยพ่าน ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่าน
ซึ่งหลังจากเวทีการเสวนาจบลง ช่วงบ่ายเครือข่ายที่ดินภาคเหนือได้ร่วมกันเดินรณรงค์แก้ไขปัญหาที่ดินภายในเขตเมืองน่าน และสิ้นสุดที่พิพิธภัณฑ์น่าน โดยเมื่อถึงพิพิธภัณฑ์น่านทางเครือข่ายได้กราบสักการะพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ (เจ้าผู้ครองนครน่านแต่อดีต) เพื่อเป็นสิริมงคลในการทำงานขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาที่ดินต่อไป





