จังหวัดน่าน แม้จะมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงล้อมรอบแต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยึดอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ซึ่งหนึ่งในอาชีพเหล่านี้เคยเป็นเสมือนหลุมทองคำของชาวบ้านแต่ปัจจุบันได้กลายเป็นฝันร้ายของคนทั้งจังหวัดนั่นคือการปลูกข้าวโพด
จากปัญหาพื้นที่เพาะปลูกที่มีอยู่อย่างจำกัด และการที่เกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ทำให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกพืชเกษตรเชิงพาณิชย์ ที่ให้ผลตอบแทนในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอัตราการบุกรุกป่าเพื่อปลูกข้าวโพดสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีความต้องการใช้ข้าวโพดเป็นอาหารสัตว์มากขึ้น ขณะเดียวกันราคาข้าวโพดที่สูงขึ้นก็ส่งผลให้มีการถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพดมากขึ้น (ประมาณ 400,000 ไร่ หรือ 153,846 เอเคอร์) และส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนการใช้ที่ดินและความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าต้นน้ำ
การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกข้าวโพด นอกจากจะทำให้สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ยังส่งผลต่อการสึกกร่อนของผิวดินและคุณภาพน้ำ รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อีกด้วย สาเหตุหนึ่งของปัญหาความยากจนในจังหวัดน่าน คือการที่พื้นที่เพาะปลูกมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากพื้นที่กว่า 87 เปอร์เซ็นต์ของจังหวัด (11,472 ตารางกิโลเมตร) เป็นป่าเขา โดยมีพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูกอยู่เพียง 12 เปอร์เซ็นต์ และอีก 1 เปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย
นโยบายและมาตรการส่งเสริมของภาครัฐมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเชิงพาณิชย์อย่างรวดเร็ว อาทิ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว (ยางพารา) ปีพ.ศ. 2553 โครงการประกันรายได้เกษตรกร ปีพ.ศ. 2552 และโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร ปีพ.ศ. 2548 เป็นต้น ถึงแม้ว่าโครงการเหล่านี้จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร แต่ก็ทำให้เกิดการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ จนเกินระดับที่จะสามารถควบคุมได้ ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันจังหวัดน่านขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวโพดฯ จากเดิมที่มีเนื้อที่ 3.77 แสนไร่ ในปี 2550 จวบจนปัจจุบันเพิ่มมาเป็นเกือบ 1 ล้านไร่ (ข้อมูล สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน)
สถานการณ์ประเทศที่ถูกเปลี่ยนการปกครองและการบริหารประเทศภายใต้กฎบังคับที่เฉียบขาดยังไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาข้าวโพดได้ วงจรการค้าขายการผลิตข้าวโพดก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมล็ดพันธุ์ลูกผสมเดี่ยวที่ไม่สามารถนำกลับมาทำพันธุ์ใหม่ได้ก็ยังไม่ถูกหยิบยกมาพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือในการลดต้นทุนการผลิตภาคการเกษตร โดยเฉพาะที่มาของกลุ่มวงจรค้าเมล็ดพันธุ์ ข้าวโพดที่มาจำหน่ายในจังหวัดน่าน มีหลายยี่ห้อ หลายบริษัท แต่แปลก ที่ราชการไทยมีสำนักงานเกษตรจังหวัดที่มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรแต่กลับไม่มีเมล็ดพันธุ์
เกษตรกรรายหนึ่งในพื้นที่สูงเล่าให้ฟังว่า ได้รับการสืบทอดพื้นที่ไร่จำนวน 50 ไร่มาจากบิดาที่ได้เสียชีวิตไปแล้วหลายปี ถ้ายังอยู่ก็อายุได้ราวๆ75 ปี และพ่อก็ได้พื้นที่ไร่มาจากปู่ (หรือพ่ออุ้ย ในภาษาเหนือ) มาอีกทอดหนึ่ง ที่นี่เป็นพื้นที่การเกษตรราวๆ ร้อยปีมาแล้วสอดคล้องกับประวัติศาสตร์หมู่บ้านที่มีต้นมะขามและต้นขนุนอายุร่วมร้อยปีเหมือนกัน
ชายคนนี้บอกอีกว่าแรกๆ ก็ทำมาหากินเป็นไร่หมุนเวียนปลูกข้าวไร่สองปีพักสามปีป่าก็ฟื้นความอุดมสมบูรณ์ก็กลับทำไร่ข้าวอีกหมุนเวียนไปมาสลับกันของแต่ละแปลง เขาเล่าอีกว่าทำไร่สมัยก่อนๆนั้น ไม่ต้องมีต้นทุนการผลิต คำๆ นี้ไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้ใช้เครื่องจักรกล ไม่มียาฆ่าหญ้า ไม่มีปุ๋ยเคมี ไม่มีเมล็ดพันธุ์ที่ตายด้าน (ผสมพันธุ์ไม่ได้) เมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่สืบทอดมาจากพ่อจากปู่หลายชั่วคน ปลูกแล้วก็เก็บเมล็ดแก่กันไว้เป็นเชื้อข้าวโพดปลูกปีต่อไป ไม่ต้องซื้อ
ส่วนแรงงานก็ใช้แรงงานในครอบครัวทั้งลูกเล็กเด็กแดง ใครพอทำได้มาช่วยกันทำทั้งหมด ยกครอบครัวไปนอนถึงในไร่ สัมผัสทั้งสายหมอกฝน หมอกหนาว หอมกลิ่นรวงข้าว กองฟางตลอดจนถึงข้าวปลาอาหาร แค่ออกไปหาสักเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ก็มีกินแล้ว
ถามไปว่า “หากมีใครอยากสัมผัสบรรยากาศอย่างนี้ จะพาไปได้ไหม?”
เขาตอบสวนทันควันเลย “บ่มีแล้ว”
พื้นที่ไร่หมุนเวียนกลายเป็นไร่ถาวร ไร่ข้าวโพด เขาหัวโล้นไปหมดแล้ว หลายปีที่แล้วเขาเกือบจะถูกจับ ถ้าไม่หูไวตาไว เพราะทางราชการบอกว่าเขาอาศัยทำกินอยู่ในที่ของรัฐ ทั้งที่เขาอยู่โดยไม่ได้ตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งถ้าจะจับก็ต้องจับทั้งครูโรงเรียน เจ้าอาวาสวัด และทุกคนในหมู่บ้าน ตลอดถึง อบต.ที่สร้างถนนคอนกรีต การไฟฟ้าที่มาปักเสาไฟ และอำเภอที่ออกทะเบียนบ้านรับรองการอยู่อาศัยอย่างถูกกฎหมายด้วย
หลังจากถูกจำกัดพื้นที่ทำกิน เขาก็เริ่มปลูกข้าวโพดเพราะได้ผลในระยะเวลาสั้นๆ แต่เขาก็ทุกข์มากขึ้น การเป็น “หนี้” ซึ่งไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นก็ได้เห็นและประสบกับตัวเอง และเพิ่มมากขึ้นทุกปี
ต้นทุน ต้องใช้เงินซื้อหาเอามาหมดทุกอย่าง เมื่อก่อนไม่ได้ซื้อข้าวปลาอาหาร เดี๋ยวนี้ต้องซื้อข้าวสาร ซื้อกับข้าวทั้งกินประจำวันและห่อให้ลูกไปโรงเรียน มีรถต่างถิ่นขึ้นมาขายถึงที่หน้าบ้านทุกเช้า อยากได้อันใดก็สั่งเขาหามาให้ ไม่มีเงินก็เซ็นไว้ก่อน(เงินเชื่อ) ขายข้าวโพดเมื่อใดก็ใช้คืนเขาภายหลัง ขณะที่เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดจากที่แต่ก่อนเก็บเชื้อมาปลูกเองได้ แต่ตอนนี้ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูก ถ้าไม่มีเงินซื้อก็เชื่อมาก่อน โดยมีดอกเบี้ยร้อยละ 20 เป็นข้อแลกเปลี่ยน
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สร้างเศรษฐกิจให้เมืองน่านปีละหลายพันล้านบาท ซึ่งคงเป็นการยากหากจะให้เกษตรกรที่นี่เลิกปลูก แต่แนวทางในการแก้ไขปัญหาจะเป็นอย่างไร ต้องมาช่วยกันทุกฝ่าย เป็นต้นว่า ตัดวงจรค้าสารเคมี ขอความร่วมมือผู้ค้าโดยเฉพาะสหกรณ์ทั้งหลายลดละเลิกขายสารเคมี แก้กฎหมายป่าไม้ที่สามารถเอื้อให้เกษตรกรสามารถทำไร่หมุนเวียน สร้างความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ทำกินได้ ซึ่งมีตัวอย่างให้ศึกษาในจังหวัดน่านมากมายเหมือนกัน และเชื่อว่าองค์ความรู้และภูมิปัญญาของเกษตรกรมีอยู่อย่างมากมาย เพียงแต่ไม่ได้นำมาใช้เท่านั้นเอง ซึ่งคงจะต้องมีกลุ่มหรือองค์กรอะไรสักอย่างชวนคิดชวนทดลองเพื่อสร้างและนำความสุขกลับคืนให้ประชาชนชาวน่าน หรือจะปล่อยให้เหมือนเดิม
ขอบคุณข้อมูล : คุณอณุชา ธนะเพทย์ (คตทส.น่าน)






