playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

555

ศ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า ในการสร้างประชาธิปไตยต้องทำควบคู่ไปทั้ง 3 ทาง ก็คือการสร้างประชาธิปไตยทางการเมืองในระบบให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรม สร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมและเอื้อต่อกัน เปิดโอกาสให้เศรษฐกิจฐานล่างเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้อย่างไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน และสุดท้ายคือการสร้างประชาธิปไตยทางสังคม หรือการสร้างความเข้มแข็งของประชาธิปไตยฐานราก ให้ชุมชนเข้าใจ เข้าถึงสิทธิในการจัดการตนเอง ซึ่ง 3 ประการดังกล่าว ศ.ประเวศ บอกว่า การสร้างประชาธิปไตยฐานรากให้เข้มแข็งจะเป็นคานงัดสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

          ปัจจุบันมีพื้นที่รูปธรรม “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” หรือประชาธิปไตยฐานรากที่เข้มแข็ง เกิดขึ้นทั่วประเทศไทย ที่จะเป็นพื้นที่เรียนรู้ขยายผลให้เกิดการสร้างประชาธิปไตยฐานรากให้เข้มแข็งทั่วประเทศ

         45 ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ “ข้าวโพดแห่งชาติ” เพราะการรุกคืบของการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว (ข้าวโพด) เป็นตัวการสำคัญในการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์ให้หมดไป

         11727748 475865695914763 826533303 o มนตรี เชี่ยวสุวรรณ ลูกหลานชาวเปือ เล่าว่า ตำบลเปือมีปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติโดยการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีหน่วยงานของรัฐเข้าไปทำงานกับชาวบ้านหลายหน่วยงาน แต่ต่างคนต่างทำตามเป้าหมายขององค์กรไม่ได้เอาปัญหาและความต้องการของชาวบ้านเป็นตัวตั้ง

          “ วัน ๆ เราไม่ต้องทำอะไรแล้ว เดี๋ยวหน่วยงานนี้เข้ามา หน่วยงานนั้นเข้ามา จึงมีความคิดว่า ชาวบ้านต้องพัฒนาเองให้เป็นทิศทางเดียวกันที่ตรงกับความต้องการของเรา จึงชวนแกนนำชุมชนที่มีจิตอาสาก่อตั้งเป็นกลุ่มผู้ก่อการดี  โดยเราเริ่มจากการนำข้อมูลในตำบลมาดูร่วมกัน พบว่าเรามีทั้งทุนเดิมและปัญหาหลากหลาย ทั้งการจัดการทรัพยากร อาชีพรายได้ วิถีวัฒนธรรม ภัยธรรมชาติ ระบบการเกษตร ที่อยู่อาศัย ฯลฯ ซึ่งการจัดการข้อมูลที่เป็นระบบทำให้เกิดการเชื่อมโยงและเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งตำบล ดังนั้นระบบข้อมูลก็เหมือนไม้เสียบลูกชิ้น ที่เชื่อมร้อยทุกปัญหามาสู่การวางแผนในการแก้ร่วมกัน” มนตรีบอก

          มนตรี เชี่ยวสุวรรณ เล่าอีกว่า ข้อมูลที่ได้ก็นำไปสู่การทำความเข้าใจกับชาวบ้านเพื่อให้เกิดความตระหนักในการแก้ปัญหาร่วมกัน แล้วนำไปสู่การสังเคราะห์เพื่อวางแผนในการตัดสินใจวางแผนพัฒนา และสร้างกลไกกระบวนการพัฒนาที่ชาวบ้านเป็นหลัก หน่วยงานเป็นเพียงผู้สับสนุนชาวบ้านตามความสามารถหรือตามภารกิจของแต่ละองค์กรเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันเรามีกลุ่มต่าง ๆ อยู่ในพื้นที่จำนวนมาก เช่นกลุ่มเกษตรกรรายย่อยทำเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ตลาดสีเขียว กลุ่มที่ทำงานเรื่องความมั่นคงในที่ดิน ซึ่งทุกวันนี้ได้นำข้อมูลเหล่านี้ขยายผลไปสู่การออกข้อบัญญัติท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งแท้จริงแล้วข้อบัญญัติท้องถิ่นก็มาจากกติกาของกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนที่ผ่านมาการปฏิบัติจริงมาแล้วนั่นเอง ที่ขาดไม่ได้คือ การส่งต่องานให้กับคนรุ่นหลัง จึงมีการพัฒนาเยาวชนให้เข้ามาเรียนรู้กับชุมชนเช่น ค่ายเยาวชนภูมิสารสนเทศ การเปิดโรงเรียนธรรมชาติในการนำเรื่องไปบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนของโรงเรียน

          “ที่ดินทุกแปลงเราจับ GPS ไว้หมดแล้ว และเรามีโครงการ “พ่อแม่บุญธรรม” โดยเชิญชวนพี่น้องทั่วประเทศรับเป็นพ่อแม่บุญธรรม โดยการปลูกต้นไม้บนที่ดินชาวบ้านแต่ละแปลง ก็จะได้ชื่อว่ามีส่วนร่วมในการดูแลป่าต้นน้ำให้สมบูรณ์”

          หันมาดูพื้นที่จัดการตนเองในเขตเทศบาลเมืองชุมแพซึ่งเป็นเขตเมืองกันบ้างแล้ว โดยในเขตเทศบาลชุมแพ จ.ขอนแก่น มีชาวบ้านไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัยอยู่ประมาณ 900 ครอบครัว จึงมีการนำร่องเพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยที่ชุมชน “สว่างแสงศรี” เป็นชุมชนแรกในปี 2547 โดยเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จากนั้นก็ขยายไปยังชุมชนอื่นอีก 8 โครงการ มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยการออมของสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ

         11715298 475865845914748 144883729 o แม่สนอง รวยสูงเนิน แกนนำชุมชนเครือข่ายบ้านมั่นคงชุมแพเล่าว่า แม่มีความรู้แค่ ป.4 ไม่เคยทำกิจกรรมอย่างนี้มาก่อน เป็นแม่ค้าขายของ แต่พวกเราไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัย จึงรวมตัวกันออมทรัพย์เพื่อเข้าสู่โครงการบ้านมั่นคง ขอเช่าที่จากกรมธนารักษ์เพื่อสร้างชุมชนใหม่ ตอนนี้ทำเสร็จแล้ว 9 ชุมชน 9 โครงการ รวม 600 หลังคาเรือน ยังขาดอีก 400 หลังคาเรือนก็จะทำให้ทุกคนมีที่อยู่ที่มั่นคงให้ได้ทั้งหมด

          “เราไม่ได้สร้างบ้านอย่างเดียว ทำเรื่องอื่นไปด้วย มีกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัย มีการออมเงินคนละบาทตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ตอนนี้มีสมาชิกกองทุนกว่า 5,000 คน ดูแลสมาชิกตั้งแต่เกิดจนตาย ส่วนคนยากไร้เราก็สร้างบ้านกลางให้ 3 หลัง เงินบางส่วนก็ให้สมาชิกนำไปแก้หนี้นอกระบบ ซึ่งตอนนี้ช่วยได้แล้ว 43 ครัวเรือน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดกองทุนออมทรัพย์เพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่เด็กเรียกว่ากองทุนบ้านรักเด็ก”  แม่หนองเล่า

          นอกจากนี้ในปี 2554 เราได้ซื้อที่นาจำนวน 38 ไร่ จากธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาล เพื่อทำเป็นนารวม โดยใช้เงินจากกองทุนของเราเอง 6 แสนบาทและใช้ทุนสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) อีก 2 ล้านบาท เราทำเพราะทุกคนต้องซื้อข้าวกิน ซึ่งต้องหาพื้นที่อาหารไว้ให้ลูกหลาน โดยมีคณะทำงานนารวม ซึ่งเป็นชาวบ้านจำนวน 15 คน ช่วยกันดูแล ปลูกกันเอง เกี่ยวกันเอง กินกันเอง โดยจำหน่ายให้กับสมาชิกของเราเองซึ่งมีอยู 5,000 คน

          แม่หนอง เล่าอย่างภูมิใจอีกว่า ตอนนี้เรามีข้าวกิน หนี้ค่าที่ดินก็จ่ายคืนหมดแล้ว ตอนนี้ราคาที่ดินเพิ่มจาก 2.6 ล้านบาทเป็น 38 ล้านบาท เรามีแหล่งอาหารที่มั่นคง ตอนนี้ใครไปเยี่ยมเราก็จะมี “ข้าวทับทิมชุมแพ” เป็นของฝากติดไม้ติดมือ และในอนาคตคิดว่าจะตั้งโรงสีชุมชนเพื่อสีข้าวของเราเอง

          “เรื่องที่อยู่ เรื่องข้าว เรื่องเงินสวัสดิการ ก็ลุล่วงไปด้วยดี จึงหันมาทำเรื่องน้ำต่อ โดยมีการผลิตน้ำดื่มของชุมชนไม่ต้องซื้อน้ำกิน รวมทั้งมีการส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก มีการเพาะเห็ดและปลูกผักกินเองถึง 246 ครอบครัว”

          แม่หนองพูดทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า “เราแก้ปัญหาของเราเองทีละเรื่อง ทั้งที่อยู่ สวัสดิการ แหล่งอาหาร ฯลฯ ทั้งหมด เราทำที่ชุมชนของเรา ซึ่งในที่สุดก็เชื่อมโยงเป็นการพัฒนาแบบใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งหรือพื้นที่จัดการตนเองในทุกระบบที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา เราดึงลูกหลานเข้ามาเรียนรู้ ทั้งหมดนี้ก็ทำเพื่ออนาคตของลูกหลานเรา

          ทั้งสองกรณีข้างต้น ผมคิดว่าสามารถยืนยันคำพูดของ ศ.ประเวศ วะสี ได้เป็นอย่างดีว่า ประชาธิปไตยฐานรากหากมีการดำเนินการส่งเสริมให้เกิดขึ้นเต็มพื้นที่จะเป็นจุดคานงัดสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

          สวิง ตันอุด แกนนำภาคประสังคมเชียงใหม่บอกว่า เรื่องเหล่านี้จะเป็นคานงัดที่สำคัญสู่การเปลี่ยนประเทศได้ จะต้องดำเนินการให้ครบใน 4 พื้นที่คือ 1).สร้างพื้นที่รูปธรรมเช่น ตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นให้เกิดขึ้น 2).นำพื้นที่ทางรูปธรรมขยายสู่การเรียนรู้ให้กลายเป็นพื้นที่ทางสังคม 3).ผลักดันให้กลายเป็นที่ยอมรับทางนโยบายหรือสร้างพื้นที่ทางนโยบายขึ้นมา และสุดท้ายเพื่อให้เกิดความยั่งยืนจะต้องผลักดันให้มีการตราเป็นกฏหมายขึ้นมา เมื่อสร้างครับทั้ง 4 พื้นที่ เชื่อว่า ประชาธิปไตยฐานรากจะเป็นคานงัดที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter