หาเดือนแรกของป ๒๕๕๘ ประเทศไทยมีการนําเขาพลังงาน คิดเปนมูลคากวา ๓๕๙,๖๓๗ ลานบาท โดยมีการนําเขาน้ำมันดิบมากที่สุด สถานการณพลังงานของประเทศไทยในช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม ข้อมูลจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ระบุว่า การใชพลังงานยังคงเพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยที่น้ำมันสําเร็จรูปยังคงเปนพลังงานที่ใชมากที่สุดคิดเปนรอยละ ๔๘.๓ รองลงมาประกอบดวย ไฟฟา พลังงานหมุนเวียนดั้งเดิม พลังงานหมุนเวียน กาซธรรมชาติ และถานหิน/ลิกไนต์ คิดเปน รอยละ ๑๘.๗ ๑๑.๕ ๗.๙ ๗.๗ และ ๕.๙ ตามลําดับ
แต่ทว่าการจัดหาพลังงานยังคงเป็นข้อขัดแย้งระหว่างรัฐ กับประชาชนในหลายพื้นที่ อย่างกรณีพลังงานถ่านหิน ล่าสุดที่กลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จังหวัดกระบี่ ได้ชุมนุมประท้วงอดอาหารในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แม้นายกรัฐมนตรีจะได้สั่งชะลอการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ พร้อมให้มีการศึกษาโรงไฟฟ้าทางเลือกตามที่ทางกลุ่มเครือข่ายป้องป้องอันดามันจากถ่านหินเรียกร้อง แต่ปัญหาเรื่องพลังงานของประเทศยังคงไม่มีคำตอบในระยะยาว ในอนาคตข้างหน้าคงมีความขัดแย้งที่ต้องเผชิญหน้ากันต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีชุมชนท้องถิ่นหลายพื้นที่ สามารถลุกขึ้นมาจัดการพลังงานด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก ตั้งแต่ในระดับครัวเรือน กลุ่ม หมู่บ้าน และตำบล ที่เกิดจากความร่วมมือกันของหลายฝ่าย จนส่งผลให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในหลายๆ ด้าน สามารถเป็นพื้นที่ต้นแบบเป็นบทเรียนสู่การเรียนรู้ขยายผล การจัดการพลังงานโดยชุมชนที่ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการด้วยตนเองได้เป็นอย่างดี
พลังงานทดแทนโดยชุมชนที่ตำบลแม่สูน
นายวรรัตน์ ไชยา เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อม กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สูน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า ตำบลแม่สูนนั้นเป็นดินแดนน้ำมัน มีน้ำมันดิบอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีการขุดเจาะขึ้นมากลั่นใช้ประโยชน์เพื่อความมั่นคงของประเทศมานานกว่า ๕๐ ปีแล้ว แต่ท้องถิ่นไม่สามารถเก็บภาษี และนำมาใช้ประโยชน์กับชุมชนได้ ตำบลนี้มี ๑๗ หมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำเกษตรปลูกกระเทียม ส้ม ลิ้นจี่ ซึ่งราคาไม่นิ่งและไม่ค่อยแน่ไม่นอน บางช่วงพืชผลการเกษตรไปได้ดีก็ดี บางช่วงราคาลงก็น่าใจหาย ชาวบ้านหลายคนจึงเปลี่ยนจากการทำเกษตรมาเป็นปศุสัตว์ขนาดเล็ก ฟาร์มโคนม ซึ่งสร้างรายได้ดี แต่การเลี้ยงสุกรก็ก่อให้เกิดปัญหา ทั้งกลิ่นเหม็น น้ำเสีย และแมลงวันซึ่งเป็นพาหะนำโรค จึงเกิดการร้องเรียนมาที่ อบต. ช่วงที่เกิดปัญหากันมากๆ มาฟาร์มถึงขนาดมีการขึ้นป้าย “ชอบกินเนื้อหมูแต่ไม่ชอบกลิ่นขี้หมู”
นายวรรัตน์ เล่าต่อว่า หลังจากนั้น อบต.จึงเริ่มศึกษาฟาร์มหมู ฟาร์มโคนม มีการนำขี้วัว ขี้หมู มาทำปุ๋ยนำไปใส่พืชผักที่เกษตรกรเพาะปลูก และมีการทำบ่อก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ โดยประสานความร่วมมือจากเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกันแก้ปัญหา โดย อบต.ร่วมกับเจ้าของฟาร์ม จะขุดหลุม ติดตั้งถุงดำ เป่าลม เติมเศษอาหารและมูลสัตว์ เมื่อครบ ๓๐ วันก็สามารถนำแก๊สมาใช้ประโยชน์ทำอาหารเช้าและเย็นครั้งละประมาณ ๑ ชั่วโมงได้ หลังจานั้นก็คอยเติมน้ำ เติมมูลสัตว์ เศษอาหารได้เรื่อยๆ ซึ่งแก๊สชีวภาพ ๑ หลุมที่ใช้ในครัวเรือน สามารถต่อท่อใช้ได้ในหลายครัวเรือน และมีการทำบ่อแก๊สชีวภาพขนาดใหญ่ที่ใช้ได้ทั้งหมู่บ้าน เพราะก่อนหน้านี้ราคาแก๊สถังมีการขยับตัวสูง ชาวบ้านจึงหันมาใช้กันมากขึ้น เมื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ เสียงบ่นการร้องเรียนก็จางไป จนเจ้าของฟาร์มหมูได้รับเลือกเป็นกำนัน
และที่ตำบลยังมีการส่งเสริมเตาเผาถ่าน ๒๐๐ ลิตร เป็นการป้องกันแก้ปัญหาควันไฟ และกลิ่นจากเตาหลุมในแบบเดิม เตาเผาถ่าน ๒๐๐ ลิตร ชาวบ้านสามารถเผาเองใช้เอง ขนย้ายง่าย สามารถขนเตาไปเผาไม้ ไปเผาที่สวนได้ ต่างจากเดิมที่ขนฟืนไปที่เตา และอีกด้านหนึ่งเตาแบบนี้ทำให้ชาวบ้านได้มีน้ำส้มควันไม้ไว้ใช้ในการทำการเกษตร และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ จำหน่ายสร้างรายได้
นอกจากนั้นยังมีพลังงานทดแทนจากขยะชุมชน นำขยะมาอัดเป็นถ่านแท่ง ส่งให้โรงงานอุตสาหกรรม โรงงานอบลำไย โรงงานลิ้นจี่ ลำไยกระป๋อง ที่ตั้งอยู่ใน ๕ หมู่บ้าน โดยในปัจจุบันมีการรับซื้อขยะทั้ง ๑๗ หมู่บ้าน มีเงินกองทุนรับซื้อขยะในทุกหมู่บ้านของตำบล เพื่อนำขยะมาทำถ่านอัดแท่งที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้นเพราะมีกลิ่นเหม็น ซึ่งใช้ปูนขาวเชื่อมประสาน พาสติก เศษไม้ ใบไม้ โดยพลังงานจังหวัดมอบอุปกรณ์ อบต.สร้างโรงเรือน ตั้งเจ้าหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ ปัจจุบันถ่านอัดแท่งเป็นที่ต้องการของโรงงาน เพราะให้ไฟนานกว่าฟืนราคาถูก เป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนำขยะมาใช้ประโยชน์ในชุมชนมากที่สุด แต่ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งน่ามีการส่งเสริมการศึกษาด้านนี้ต่อไป นายวรรัตน์ เล่าในตอนท้าย
การแก้ปัญหาปากท้องของคนตำบลดงดินแดง สู่การพัฒนาพลังงานเพื่อการเพาะปลูก
นางสุทิน แย้มครวญ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านหน่วยประคอง ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังว่า กระบวนการพัฒนาในตำบลดงดินแดงนี้ เริ่มต้นจากหมู่บ้านหน่วยประคอง สภาพโดยทั่วไปของตำบลชาวบ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรม ในพื้นที่กันดานไม่มีแหล่งน้ำรองรับการทำเกษตร ชาวบ้านใช้แหล่งน้ำจากฝนเป็นหลัก ซึ่งพืชที่เพาะปลูกกันส่วนใหญ่คือ อ้อย และมันสำปะหลัง หากขาดน้ำผลผลิตที่ได้ก็น้อย ชาวบ้านจึงหารือกันเพื่อหาทางออกเกี่ยวกับการจัดการน้ำของคนในตำบล จึงได้มีการจัดงบประมาณจากกองทุนสวัสดิการชุมชนมาขุดเจาะน้ำบาดาล เพื่อส่งเสริมการเพาะปลูกในระบบน้ำหยด แต่การดึงน้ำก็ต้องใช้ปั้มทำให้ส่งผลกระทบในเรื่องพลังงานตามมา ชาวบ้านจึงคิดกันต่อว่าทำอย่างไรจึงจะลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายในการผลิตได้
ต้นทุนอย่างหนึ่งของคนตำบลนี้ ก็คือธนาคารหมู่บ้าน ปัจจุบันมีเงินทุนของตำบลประมาณ ๑๑ ล้าน นับเป็นจุดเริ่มที่ทำให้เกิดการพัฒนาต่อ เพราะสมาชิกธนาคารหมู่บ้าน จะต้องเป็นสมาชิกกลุ่มสวัสดิการชุมชน เพื่อให้เกิดการออม และชาวบ้านจะได้มีกองทุนสวัสดิการไว้ดูแล ซึ่งก็ได้สนับสนุนให้มีการเจาะบ่อบาดาล เพื่อทำเกษตรระบบน้ำหยด กว่า ๑๐๐ บ่อ ซึ่งในช่วงต้นของการดึงน้ำเกิดปัญหาไฟไม่พอ เพราะการใช้ปั้มน้ำในการเกษตร บวกกับค่าน้ำมันแพงมากหากปั้ม ๑ วัน ๑ คืน จะมีค่าใช้จ่ายตก ๖๐๐ บาท เมื่อมีการนำเครื่องดีเซลมาใช้งาน ลดลงเหลือ ๓๐๐ บาท แต่เมื่อมีการไปศึกษาดูงานบังคลาเทศ เห็นประสบการณ์จากต่างประเทศ ที่ใช้แผงโซล่าห์เซล เอาพลังงานมาใช้สูบน้ำจึงเป็นจุดเริ่มที่จะนำมาใช้ในพื้นที่
นางสุทิน เล่าต่อว่า เมื่อกลับมาจึงค้นหาข้อมูล พบว่ามีการใช้ปั้มน้ำบาดาลในการเกษตรที่จังหวัดสมุทรสงคราม จึงส่งคนไปศึกษาดูงาน และกลับมาซื้อแผงโซล่าห์เซลมาลองผิดลองถูกอยู่เดือนกว่า แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงค้นข้อมูลจากเน็ตต่อ และติดต่อคนจากโคราชมาช่วยให้คำแนะนำในพื้นที่ ปัจจุบันการใช้น้ำบาดาลในการเกษตรสามารถทำให้เกษตรกร มีผลผลิตอ้อย ๑ ไร่ ๒๗ ตัน มันสำปะหลัง ผลผลิตต่ำสุดไร่ละ ๘ ตัน จากจุดเริ่มต้นที่มีการทดลองทำด้วยตัวเองจนขยายไปกว่า ๒๐ จุด ทั่วทั้งตำบล
ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนทำการเกษตร เกิดการพัฒนาการเกษตรระบบน้ำหยดมาใช้ในไร่ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เกิดการรวมกลุ่มกันทำแผงโซล่าเซลราคาประหยัด ปัจจุบันมีการติดตั้งใน ๕ จุด เนื่องจากยังมีการลงทุนสูง เกิดการจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายในการเกษตร รวมถึงเกิดการส่งเสริมระบบน้ำหยด และพลังงานแสงอาทิตย์ในการเกษตรจากหมู่บ้าน สู่ตำบล และจังหวัดลพบุรี
ไฟฟ้าจากพลังงานลมที่ตำบลหัวไทร
นายสมชาย ชูแสง เจ้าหน้าที่โครงการสาธิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ตำบลหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมชาวบ้านหัวไทรประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา ปลูกผัก แต่มีการขาดทุนย่อยยับจากการเลี้ยงกุ้งกุลา ปัจจุบันเปลี่ยนมาเลี้ยงกุ้งขาว และใช้บ่อกุ้งเปลี่ยนมาเลี้ยงปลานิล จากประสบการณ์เลี้ยงกุ้ง มาเลี้ยงปลาแบบ ปล่อยให้อาหารบ้างไม่ให้บ้าง แต่ได้ผลกำไรเท่ากับการเลี้ยงกุ้งกุลา และการปลูกผักหมุนเวียน ไร่นาสวนผสม ดัดแปลงยกร่องนา ปลูกปาลม์ ตอนนี้ชาวบ้านมีรายได้ต่อปีประมาณครัวเรือนละไม่ต่ำกว่า ๒-๔ แสนบาท ซึ่งการปลูกพริกได้สร้างรายได้ให้ชาวบ้านเป็นกอบเป็นกำราคาดีกิโลกรัมละ ๕๐ บาท รายหนึ่งเกือบหนึ่งแสนบาทต่อเดือน
สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม เกิดจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ทำโครงการสาธิตผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมด ในพื้นที่ตำบลหัวไทร ซึ่ง อบต.ได้มอบพื้นที่ในการดำเนินการก่อสร้างกังหันลม ๒๓ ไร่ ให้กับ พพ. ได้พัฒนาโครงการ จัดตั้งชุดแรก ๒ ตัว ๒๕๐ กิโลวัตต์ เพราะลมเป็นพลังงานฟรี ที่เป็นทางเลือกหนึ่ง เบื้องต้นชุมชนได้ประโยชน์คือ ไฟฟ้าไม่ตก จากเดิมที่ไฟฟ้าตกบ่อย และเมื่อมีหน่วยงานมาเยี่ยมชมโครงการ ชาวบ้านได้นำของมาจำหน่าย เช่น ข้าวไรท์เบอร์รี่ ของฝากจากชุมชน สร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อีกทาง
ขณะนี้กำลังมีการพัฒนาหาดกังหัน จากนครศรีธรรมราช ถึงสงขลา ซึ่งมีเอกชนมาลงทุนในการก่อสร้างจำนวน ๗๖ ตัว เพื่อใช้ประโยชน์จากกระแสลมมาผลิตกระแสไฟฟ้า และเป็นสถานที่ศึกษาวิจัยพลังงานลมของประเทศต่อไป
ตำบลคลองน้ำไหล ชุมชนจัดการพลังงาน
นายประพจน์ เพียรพิทักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองน้ำไหล อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า พลังงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไฟฟ้า น้ำมัน แก๊สชีวภาพ เป็นพลังงานซึ่งสักวันจะหมดไป เราต้องช่วยกันคิดว่าเราจะทำอย่างไรถึงจะมีใช้อย่างยั่งยืน และในเรื่องพลังงานนั้นชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการพึ่งพาตนเองได้ ที่ตำบลคลองน้ำไหล มีการคิดทำเรื่องพลังงานชุมชนมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ – ๒๕๕๘ ทำไมต้องทำเรื่องพลังงาน เพราะเกิดภาวะโลกร้อน เพราะพลังงานเป็นค่าใช้จ่ายในด้านการเกษตร หากสามารถลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ พร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อนุรักษ์พลังงานด้วยเราจึงเริ่มต้นที่คิดทำ
เริ่มจากข้อมูลต้นทุนของท้องถิ่น ทำประชาคมระดมสมองจากหลายฝ่าย นำไปวางแผนพลังงาน เข้าหาหน่วยงานหนุนเสริม กลไกตำบลผู้บริหารคือจุดสำคัญ มีการนำเข้าแผน ๓ ปี บรรจุเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่น มีงบประมาณรองรับการดำเนินงาน ซึ่งต้องเป็นการระเบิดจากข้างใน เป็นความต้องการของคนในตำบล จึงจะสามารถขับเคลื่อนไปได้
ซึ่งการทำเรื่องพลังงานนั้นก่อให้เกิดผลดีทางด้านเศรษฐกิจแก่ชุมชน ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ด้านสังคมเกิดการรวมกลุ่ม การมีส่วนร่วม ชุมชนมีความสามัคคี และเกิดเป็นเครือข่ายในหลายระดับทั้งหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด จนถึงระดับประเทศ สิ่งแวดล้อมดีขึ้น เกิดการลดการใช้สารเคมี กลิ่นเหม็นจากฟาร์มหมูลดลง ทั้งหมดเกิดจากการร่วมด้วยช่วยกันของคนในตำบล
นายประพจน์เล่าให้ฟังต่อว่า ท้องถิ่นสามารถสร้างพลังงานขึ้นมาทดแทนได้ พลังงานชุมชนจะเข้มแข็งต้องเริ่มจากระดับ ๑) ครัวเรือน ๒) ระดับกลุ่ม รวมกลุ่มในหลายครัวเรือน ๓) ระดับหมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านพลังงานทดแทน และ ๔) ระดับตำบล ซึ่ง อบต.ได้เชื่อมโยง ๔ ภาคส่วน ท้องถิ่น ท้องที่ หน่วยงาน และประชาชนให้หันมาร่วมมือกันทำงาน ทั้งการทำเตาอั้งโล่ เตาย่างไร้ควัน เตาแก๊สชีวภาพระดับครัวเรือน มูลสุกรผลิตแก๊สชีวภาพ ทำปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ จักรยานสูบน้ำรดผัก ลดรายจ่าย เสริมสุขภาพ ลดรายจ่ายลงของครัวเรือนได้อย่างชัดเจน จนได้รับรางวัล Energy Award
พลังงานชุมชน เป็นนโยบายที่ท้องถิ่นควรให้ความสำคัญ สามารถพัฒนาไปสู่เรื่องอื่นๆ ที่นำไปสู่ความอยู่ดีมีสุขของคนในตำบลได้ การพัฒนาอย่าไปหวังจากข้างบน วันนี้หน่วยงานลงไปหาเรา สถาบันการศึกษา สื่อ ลงไปหาเรา ซึ่งจะมีการต่อยอดไปสู่กองทุนพลังงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขกับคนในตำบลคลองน้ำไหลต่อไป นายประพจน์ กล่าวในตอนท้าย
ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนจากพลังงานทดแทนโดยชุมชนที่ตำบลแม่สูน การแก้ปัญหาปากท้องของคนตำบลดงดินแดงสู่การพัฒนาพลังงานเพื่อการเพาะปลูก ไฟฟ้าจากพลังงานลมที่ตำบลหัวไทร หรือตำบลคลองน้ำไหล ชุมชนจัดการพลังงาน จะเห็นได้ว่าชุมชนมีความสามารถในการจัดการตนเองด้านพลังงาน เพียงแต่รอนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนพลังงานชุมชน เพื่อให้พลังงานของไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามหลักที่ภาครัฐอยากเห็นในอนาคต
------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : เรียบเรียงจากการสนทนา “พลังงานชุมชน ชุมชนจัดการตนเอง” เวทีผู้นำชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ครั้งที่ ๕ กรณี “พลังงานชุมชน” ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ เวทีความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)





