playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

1181

“ผมมาหางานทำตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน ก็มีคนแนะนำให้มาสร้างบ้านอยู่ที่นี่ เป็นที่นาว่างเปล่า ก็ไม่รู้ว่าเป็นของใคร แรก ๆ ก็อยู่กันสิบกว่าหลัง ไม่มีไฟ ไม่มีน้ำ ต้องต่อไฟ-น้ำจากบ้านใกล้เคียง ซึ่งต้องจ่ายในราคาแพงตกเดือนละประมาณสามพันบาท”

    1182    สมนึก จันคง หนุ่มใหญ่พ่อหม้ายชาวกำแพงเพชร ย้อนอดีตครั้งเดินทางมาเสี่ยงโชคที่ภูเก็ตให้ฟัง โดยปักหลักที่บ้านโคกโตนด ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งเมื่อ 20 ปีก่อน ยังมีผู้คนมาอาศัยอยู่ไม่มากนักเป็นเหมืองเก่าที่รกร้าง ครั้นพอคนเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้นก็มีคนหัวใสมาลงหม้อไฟ และต่อน้ำชั่วคราวขายให้ชาวบ้านในราคาที่แพง

          สมนึกซึ่งปัจจุบันเป็นประธานชุมชนโคกโตนดเล่าอีกว่า บริเวณใกล้เคียงกันนี้มีชาวบ้านที่เดินทางจากเกือบทุกจังหวัดมาอาศัยหางานทำกว่าหกร้อยครอบครัว บ้างก็เป็นคนงานในโรงแรมและสถานบริการต่าง ๆ บ้างก็ทำงานก่อสร้าง เก็บของเก่าขาย และค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ในเมืองที่มีความเจริญทางการท่องเที่ยวแบบก้าวกระโดด

          อยู่ ๆ ในปี 2548 หลังคลื่นยักษ์สึนามิ มีนายทุน 3 รายมาอ้างเป็นเจ้าของที่ และฟ้องขับไล่ชาวบ้าน ซึ่งทำให้ชาวบ้านกว่าหกร้อยครอบครัวมีความวิตกเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็มีคนแนะนำว่าให้เราไปปรึกษา “เครือข่ายคนจนพัฒนาภูเก็ต” สมนึกเล่าต่อ”

          เครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาภูเก็ต เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านคนจนในภูเก็ตที่ประสบปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัย มีเครือข่ายครอบคลุมหลาย ๆ ชุมชน ที่ประสบปัญหาเดียวกัน เช่น ชุมชนปลากระตัก ชุมชนกิ่งแก้ว และยังเชื่อมร้อยพี่น้องชนเผ่าอูรักลาโว้ย เช่นที่แหลมตุ๊กแกลาโว้ย เกาะแก้ว ซึ่งมีปัญหาถูกนายทุนไล่ที่มาทำงานร่วมกัน

          ประธานชุมชนโคกโตลดเล่าอีกว่า เครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาภูเก็ต แนะนำให้พวกเรารวมตัวกันให้เข้มแข็ง แล้วให้มีการตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อนำไปสร้างบ้านที่มั่นคง ซึ่งกลุ่มชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนที่ดินของเอกชนแปลงเดียวกันก็รวมกลุ่มกัน ซึ่งในส่วนของโคกโตนดก็อยู่ในที่ของเอกชนรายหนึ่งที่อยู่กว่า 50 ราย มีอยู่ 40 รายประสงค์จะรวมตัวกันจึงได้ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ มีการประชุมหารือกันอย่างสม่ำเสมอ ไม่จำเพาะแต่เรื่องบ้านเท่านั้น สิ่งแวดล้อม อาชีพ และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน

          ในขณะที่ชาวบ้านรวมกลุ่มกันนั้น นายทุนเจ้าของที่ก็ฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้ชาวบ้านรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่ จึงได้มีการไกล่เกลี่ยให้ชะลอการบังคับคดีเพื่อเจรจาหาข้อยุติ โดยชาวบ้านจะขอซื้อที่ดินจากนายทุน (ซึ่งมีอยู่ถึง 32 ไร่) เพื่อสร้างบ้านให้กับสมาชิก  40 หลัง จำนวน 2 ไร่ 2 งาน ซึ่งเจ้าของที่ก็ยินยอม โดยให้ชาวบ้านนำเงิน 500,000 บาท ไปมัดจำค่าที่ดิน

         

1184ในปี พ.ศ. 2556 ชาวบ้านได้เสนอขอให้สินเชื่อจากกองทุนธนาคารที่ดิน จนกระทั่งปี 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สนับสนุนชาวชุมชนโคกโตนดในรูปแบบของบ้านมั่นคง ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันพัฒนาโครงการและจัดตั้งสหกรณ์โคกโตนดพัฒนา จำกัด ขึ้นมาเพื่อขอใช้สินเชื่อจาก พอช. นำไปซื้อที่ดิน 2 ไร่ 2 งาน เป็นเงิน 11,250,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี เป็นเวลา 15 ปี และได้รับอนุญาตในวันที่ 27 สิงหาคม 2557

          นายสมนึก จันคง เล่าอีกว่า นอกจากจะได้รับการอนุมัติสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินแล้ว พอช. ยังได้อนุมัติเงินให้เปล่าให้กับเราตามหลักเกณฑ์บ้านมั่นคงอีก 3.1 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาระบบสาธารณูปโภคหลังละ 50,000 บาท และเป็นเงินอุดหนุนเบื้องต้นในการสร้างบ้านรายละ 25,000 บาท และเพื่อใช้ในการบริหารจัดการของชาวบ้านและองค์กรพี่เลี้ยง ซึ่งขณะนี้เราได้นำเงินที่ พอช. โอนงวดแรกมาให้ไปถมที่แล้ว

          1183

สำหรับผังชุมชนนั้น ร้อยละ 60 จะใช้เพื่อการสร้างบ้านทั้ง 40 หลัง อีกร้อยละ 40 จะใช้เป็นพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน เช่น ถนนภายในโครงการ ศาลาอเนกประสงค์ เพื่อใช้เป็นที่ประชุม และสถานที่จัดงานต่าง ๆ ของชุมชน ฯลฯ ส่วนบ้านแต่ละหลัง จะมีขนาด 18 ตารางวา โดยร่วมกันออกแบบเป็นบ้านเดี่ยวยกสูงเพื่อประโยชน์ใช้สอย และสอดคล้องกับอาชีพของชาวบ้านที่มีความหลากหลาย

          “ที่ดินในภูเก็ตราคาแพง ตอนนี้เราต้องผ่อนค่าที่ดินให้กับ พอช. จำนวน 2,374 บาทต่อคนต่อเดือน ดังนั้นตอนนี้มีความเห็นร่วมกันในเบื้องต้นว่า จะไม่ขอใช้สินเชื่อ (จาก พอช.) เพื่อสร้างบ้าน เพราะจะมีภาระมากเกินไป พอช. เองก็เป็นห่วง เขามีเกณฑ์เหมือนกัน ถ้าเราจะขอใช้สินเชื่อสร้างบ้านเพิ่มจะใช้ได้อีกเพียง 13,750 บาท ต่อรายเท่านั้น ก็เลยคิดว่าจะใช้เงินอุดหนุนค่าสร้างบ้านที่ พอช. ให้เปล่ารายละ 25,000 บาท เป็นเงินประเดิม และจะใช้วัสดุเก่าจากบ้านเดิมมาสร้าง ทำงานไป หาเงินไป สร้างไป จะดีกว่า” สมนึกเล่าความเห็นของชาวบ้านให้ฟัง

          กรณีของชุมชนโคกโตนดพัฒนา แม้เป็นชุมชนเล็ก ๆ เพียง 40 หลังคาเรือน แต่ได้สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงและนัยยะสำคัญต่อการพัฒนาอย่าน้อย 2 ประการ

          ประการแรก การพัฒนาที่ถูกวางแผนมาจากส่วนกลาง ภูเก็ตถูกกำหนดให้เป็นเมืองสำคัญด้านการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับตัวเลข ด้านการเติบโตของการท่องเที่ยว โดยไม่คำนึงว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นว่าจะตกแก่คนภูเก็ตส่วนใหญ่หรือไม่ ไม่มีการวางแผนรองรับจนก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย ทั้งด้านประชาการแฝง ปัญหาด้านวัฒนธรรมและวิถีท้องถิ่นที่กำลังสูญเสียอัตลักษณ์ของตนเอง ปัญหาเด็กและเยาวชน ปัญหาการจราจร ฯลฯ ดังนั้น ถึงเวลาหรือยังที่เส้นทางข้างหน้าของภูเก็ตควรจะให้คนภูเก็ตเป็นผู้กำหนดเพื่อประโยชน์อย่างยั่งยืนของคนภูเก็ตส่วนใหญ่

          ประการถัดมา เมื่อเกิดปัญหาอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นมา ผู้ที่ต้องรับผลแห่งการพัฒนาย่อมเป็นชาวบ้านผู้ด้อยโอกาสในสังคม ซึ่งคนเหล่านี้ต้องร่วมกันแก้ปัญหาตามลำพัง โดยขาดหนุนเสริมเท่าที่ควรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรัฐส่วนกลางซึ่งเป็นผู้กำหนดแผนพัฒนาจนเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมา

          ชาวโคกโตนดต้องใช้เวลาถึง 10 ปีเต็ม จากที่ไม่รู้อะไรเลย ลองผิด ลองถูก สะสมประสบการณ์ ต่อสู้เพื่อให้ได้บ้านหลังเล็ก ๆ สักหลังให้ลูกหลานได้อยู่อาศัย แต่ยังมีคนจนอีกจำนวนมากในภูเก็ต ที่ยังเดินมาไม่ถึงจุดนี้ ท้ายที่สุดอาจเดินมาไม่ถึง ซึ่งก็ไม่อาจเรียกร้องความรับผิดชอบผู้เป็นต้นเหตุของปัญหาได้เลยแม้แต่น้อย

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter