playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

P8190038

ตัวแทนสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายอำเภอคอนสาร หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า (ชย.4 คอนสาร) หัวหน้าสวนป่าคอนสาร (ออป.) รวมทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทหาร ตำรวจ ลงพื้นที่ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ จากนั้นได้ร่วมเดินทางต่อไปยังพื้นที่ชุมชนบ่อแก้ว  ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เพื่อรับทราบข้อเท็จจริง เพื่อยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหา ตามที่ภาคประชาชนร่วมร้องเรียนจากผลกระทบคำสั่ง คสช.ที่ 64/57 และแผนแม่บทป่าไม้ฯ

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.58 ประมาณ 09.00 -11.00 น. ณ สำนักงานฝ่ายพัฒนาจัดการพื้นที่อนุรักษ์สัตว์(หน่วยจัดการป่าต้นน้ำ ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ) ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน อาทิ นายสวาท อุปฮาด และอรนุช ผลภิญโภ ได้ร่วมประชุมกับตัวแทนสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายอำเภอคอนสาร หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า (ชย.4 คอนสาร) หัวหน้าสวนป่าคอนสาร (ออป.) รวมทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทหาร ตำรวจ

โดยตัวแทนภาคประชาชน ร่วมกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ชาวบ้านถือครองการใช้ประโยชน์ในพื้นที่มาก่อนที่จะมีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม รวมทั้งกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐบาลตามนโยบายที่ผ่านมา ทั้งในพื้นที่ชุมชนโคกยาวและชุมชนบ่อแก้ว พร้อมข้อเสนอแนวทางแก้ไขจากผลกระทบจากคำสั่ง คสช.ที่ 64/57 และแผนแม่บทป่าไม้ เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติสุข โดยเสนอให้ยุติการปฏิบัติการ ข่มขู่ คุกคาม หรือพยายามผลักดันไล่รื้อชุมชนออกจากพื้นที่ รวมทั้งยุติการดำเนินคดี ในช่วงระหว่างที่มีการตั้งคณะกรรมการที่มีทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานภาครัฐร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง จนกว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาจะแล้วเสร็จอย่างถูกต้อง และเป็นธรรม

ทั้งนี้นายสมเจตน์ โรจน์พัฒนากุล ผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผู้ได้รับผลกระทบจากแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ฯ ชี้แจงว่า สืบเนื่องจากรัฐบาลกับตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหามาหลายครั้ง และมีมติให้ชะลอและยุติการดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอันปกติสุขของประชาชน กระทั่งได้รับมอบหมายจากสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี ให้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อรับฟังข้อมูลที่ได้รับทราบจากการลงพื้นที่ นำไปเสนอต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ และเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและเป็นธรรมตามที่ภาคประชาชนได้ร่วมกันร้องเรียนเป็นการต่อไป นอกจากนี้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ทั้งหัวหน้าป่าไม้ ชย.4 (กรณีชุมชนโคกยาว) และหัวหน้าสวนป่าคอนสาร ออป.(กรณีชุมชนบ่อแก้ว) ต่างยืนยัน และให้ความเห็นในแนวทางเดียวกันว่า ภายหลังได้มีหนังสือจากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ให้ดำเนินการใดๆ อันจะก่อให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ ปัจจุบันหน่วยงานผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการขับไล่ รื้อถอน หรือกระทำการใดๆได้ ตามนโยบาย จนกว่าจะได้รับคำสั่งที่ชัดเจน เป็นการต่อไป หลังจากร่วมประชุม ประมาณ 11,00 น.ได้ร่วมกันลงพื้นที่ชุมชนโคกยาว และประมาณ 13,30 น.ลงพื้นที่ชุมชนบ่อแก้ว

ด้านนายเด่น คำแหล้ ชาวบ้านชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เผยที่มาชองพื้นที่ว่า ภายหลังพื้นที่ทำกินเดิมจะถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนามปี 2516 ต่อมาช่วงปี 2528 ได้มีโครงการปลูกสวนป่าทดแทนพื้นที่สัมปทาน ด้วยการนำไม้ยูคาลิปตัสเข้ามาปลูก โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และกองกำลังทหารพราน ได้อพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ทำกิน รับปากว่าจะหาที่ดินทำกินให้ใหม่ ปรากฏว่าพื้นที่ที่จัดสรรให้มีเจ้าของครอบครองอยู่แล้ว พวกตน กว่า 33 ครอบครัว จึงตกอยู่ในสภาพถูกลอยแพ จึงได้เกิดกระบวนการต่อสู้เพื่อทวงคืนที่ทำกินคืนมานับแต่นั้น กระทั่งปี พ.ศ.2548 คณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ที่มีนายธนโชติ ศรีกุล ปลัดอาวุโสอำเภอคอนสารเป็นประธาน ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือครองทำประโยชน์ที่ดิน และการสำรวจรังวัดพื้นที่ มีมติว่าสวนป่าโคกยาวได้สร้างผลกระทบขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่จริง และในระหว่างการแก้ไขปัญหาจะได้ข้อยุติ ให้ผู้เดือดร้อนสามารถทำกินในพื้นที่สวนป่าไปพลางก่อน

นายเด่น เผยอีกว่า แม้กระบวนการแก้ไขปัญหาจะดำเนินการต่อเนื่องมาถึง ปี 2553 ตามมติ ครม.เห็นชอบให้ผู้เดือดร้อนสามารถเข้าทำประโยชน์ในสวนป่าได้โดยไม่มีการข่มขู่ กักขัง และดำเนินคดีในช่วงระหว่างการแก้ไขปัญหา แต่ในพื้นที่ก็ยังถูกดำเนินคดีรวม 10 คน อีกทั้งพื้นที่ก็อยู่ในระหว่างการดำเนินงานการพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน บนพื้นที่กว่า 830 ไร่ แต่ในทางปฎิบัติกลับสวนทางกัน ด้วยชาวบ้านในพื้นที่ยังคงประสบปัญหาการละเมิดสิทธิ ถูกข่มขู่ คุกคาม  อยู่สืบเนื่องเรื่อยมา กระทั่งหลังรัฐประหาร ได้มีคำสั่ง คสช.ที่ 64/57 เข้ามาปิดประกาศไล่รื้อชุมชนออกภายใน 15 วัน นับแต่วันปิดประกาศเมื่อวันที่ 25 ส.ค.57 ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ก.พ.58 ทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ป่าไม้ ก็ยกขึ้นมาปิดประกาศไล่รื้อออกจากพื้นที่อีก ทั้งที่มีการประชุมร่วมกันระหว่างพีมูฟกับตัวแทนรัฐบาล ที่มีมติให้ยุติการดำเนินการใดๆที่จะส่งผลกระทบต่อความปกติสุขของประชาชน จนกว่าจะมีกระบวนการแก้ไขที่ถูกต้อง แต่ก็ไม่วายที่จะมาถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาปฏิบัติการซ้ำๆแบบนี้อีก

ส่วนนายนิด ต่อทุน ตัวแทนชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ภายหลังคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผู้ได้รับผลกระทบจากแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ฯ เสร็จภารกิจจากการได้ร่วมแลกเปลี่ยนถึงที่มารวมทั้งผลกระทบผู้เดือดร้อนของชุมชนบ่อแก้วแล้ว บอกว่า ก่อนหน้านี้ก็มีเจ้าหน้าที่ของภาครัฐก็ลงมาตรวจสอบพื้นที่หลายครั้ง ต่างได้ข้อยุติร่วมกันว่า สวนป่าคอนสารทับที่ทำกินชาวบ้านจริง แล้วให้ส่งมอบที่ทำกินเดิมให้แก่ผู้เดือดร้อน อย่างไรก็ตามในภาคปฏิบัติยังไม่เคยเกิดขึ้นตามความจริง นอกจากหน่วยงานภาครัฐคอยหาจังหวะไล่รื้อชุมชนออกจากพื้นที่ กระทั่งหลังรัฐประหาร ถือเป็นยุคแห่งความรุนแรง ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสภาพชีวิตและจิตใจที่สุด

“โดยคำสั่ง คสช.ที่ 64/57 เมื่อวันที่ 26 ส.ค.57 ไล่รื้อชุมชนอกจากพื้นที่ สิ่งที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าย่อมเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการดำเนินชีวิต การทำมาหากินขาดช่วง ต้องเดินทางไปยื่นหนังสือชี้แจ้งข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง กระทั่งมีมติให้ชะลอการดำเนินการใดๆ จนกว่าจะมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาในทางนโยบายต่อไป กระทั่งมาถึงวันนี้ ที่มีตัวแทนจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ดังนั้นจึงขอฝากให้ดำเนินการตามขั้นตอนการแก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความปกติสุขในการดำเนินชีวิต รวมทั้งแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยชุมชน ในพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน 1,500 ไร่ ได้เกิดความเป็นจริงขึ้นมาด้วย”

นายนิด บอกอีกว่า ชุมชนบ่อแก้ว คือผู้สูญเสียที่ดินทำกิน หลังจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ยึดที่ดินทำกินไปปลูกสร้างสวนป่ายูคาฯหรือสวนป่าคอนสาร กระทั่ง 17 ก.ค.52 ผู้ได้รับผลกระทบร่วมกันบุกเข้าไปยึดที่ดินทำกินเดิมกลับคืนมาได้ และจัดตั้งเป็นชุมชนบ่อแก้ว ได้ร่วมพลิกฟื้นพัฒนาผืนดินให้คืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ด้วยแนวคิดบริหารจัดการที่ดิน ไปสู่วิถีชีวิตเกษตรกรรมอินทรีย์ ในขณะเดียวกันจำนวนพื้นที่ที่ถูก ออป.ยึดไปปลูกสร้างสวนป่ายูคาฯ กว่า 4,000 ไร่ ชุมชนบ่อแก้วยื่นข้อเสนอนำร่องเป็นพื้นที่โฉนดชุมชนเพียง 1,500 ไร่ แม้จะมีมติให้ยกเลิกสวนป่าฯ และส่งมอบที่ดินคืนให้กับผู้เดือดร้อน แต่ในภาคปฎิบัติกลับไม่ดำเนินการอย่างใด นอกจากพื้นที่ 80 กว่าไร่ ที่พวกเรายึดคืนมาได้ ปัจจุบันผู้เดือดร้อนสามารถเข้ามาอยู่ในพื้นที่ได้เพียง 50 กว่าหลังคาเรือน แน่นอนว่าไม่เพียงพอสำหรับผู้ได้รับผลกระทบความเดือดร้อนที่มีอยู่ทั้งหมดกว่า 270 ครอบครัว

P8190008P8190015P8190035P8190051P8190055P8190070P819006811874378 907885225925188 1674899813 o

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter