วันที่ 28 สิงหาคม 2558 ชาวบ้านพรสวรรค์ และหมู่บ้านสมาชิกเครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เครือข่ายกลุ่มนักกิจกรรมภาคเหนือ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น พร้อมด้วยหน่วยงานราชการ และประชาชนในอำเภอจอมทอง ร่วมงานระดมทุนเพื่อทอดผ้าป่ากองทุนธนาคารที่ดินและทรัพยากรบ้านพรสวรรค์ ม.14 ต.ข่วงเปา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
ชาวบ้านพรสวรรค์คือกลุ่มคนจน ที่ไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยที่มาจากบ้านข่วงเปา ม.4, 11 โดยเริ่มเข้ามาบุกเบิกสร้างถิ่นฐาน ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจอมทอง ซึ่งเป็นป่าเสื่อมโทรม ระหว่างกิโลเมตรที่ 3-4 ครั้งแรก จำนวน 5 ครัวเรือน เมื่อปีพ.ศ.2517-18คือ ครอบครัวของนายสิงห์ เที่ยงจันทร์ตา, นายมูล กันธิยะ, นายเสาร์ สุต๋าตำ, นายแก้ว ใจเมา, นายผัด เรือนฟ้างาม (ปัจจุบันทั้ง 5 คน ได้เสียชีวิตแล้ว) ต่อมาก็มีกลุ่มชาวบ้านที่ยากจน และไร้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเนื่องจากถูกธนาคารยึด ซึ่งโดยแต่เดิมกลุ่มชาวบ้านเหล่านี้ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง และเช่าที่ดินของนายทุนอยู่ เมื่อชาวบ้านต้องการมีที่ดินของตนเองจึงตกลงกับนายทุนเจ้าของที่ดินนำที่ดิน ที่ชาวบ้านเช่าอยู่เข้าธนาคารและให้ชาวบ้านผ่อนกับธนาคารแทน แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มีอาชีพรับจ้าง หาเช้ากินค่ำไม่สามารถผ่อนที่ดินกับธนาคารดังที่คาดหวังได้ บ้านและที่ดินของหลายครอบครัวเริ่มถูกธนาคารยึดและขับไล่ออกจากพื้นที่
ต่อมาใน ปี 2527 ชาวบ้านจำนวน 42 ครอบครัว ได้เข้าไปสมทบกับเพื่อนบ้าน 5 ครัวเรือนที่ได้สร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยอยู่ก่อนแล้ว รวมเป็น 47 ครัวเรือน มีการปลูกพืชผักล้มลุก เช่น กล้วย พริก ฝ้าย ถั่วลิสง เป็นต้น และได้มีการเรียกชื่อชุมชนว่า “บ้านห้วยทางเลี้ยว” จนกระทั่งปี พ.ศ.2539 ต้องเปลี่ยนเป็นชื่อ “บ้าน 47 ราย” เนื่องจากเป็นปีที่ชาวบ้านทั้งหมดทั้งหมู่บ้านจำนวน47 ครอบครัว ถูกจับและควบคุมตัวในข้อหาบุกรุกปี 2540 ชาวบ้านจำนวน 40 ราย ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่ชาติ พ.ศ. 2507หลังจากที่ชาวบ้าน 40 ราย ถูกดำเนินคดี บ้านพรสวรรค์ไม่สามารถเข้าถึงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของรัฐ น้ำอุปโภคบริโภคไม่มีกินมีใช้ ไฟฟ้าก็ไม่มี ทั้งๆ ที่หมู่บ้านอยู่ติดถนนใหญ่สายหลักขึ้นดอยอินทนนท์
เมื่อช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาชาวบ้านพรสวรรค์ 50 กว่าหลังคาเรือน ไม่มีน้ำกินน้ำใช้เนื่องจากอ่างเก็บน้ำห้วยทางเลี้ยวที่ชาวบ้านใช้อยู่น้ำ นั้นเกิดวิกฤติแห้งขอดไม่มีน้ำ ชาวบ้านเดือดร้อนขนาดหนักในระหว่างนั้นก็ได้มีการวิ่งเต้นยื่นหนังสือถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล ให้ความช่วยเหลือ แต่สุดท้ายก็ได้รับคำตอบเหมือนเดิมคือ พื้นที่บ้านพรสวรรค์อยู่ระหว่างการดำเนินคดีไม่สามารถนำประปา หรือขยายเขตไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านได้ แต่ชาวบ้านก็ไม่ยอมจำนนต่อชะตากรรมที่เผชิญอยู่ ชาวบ้านลุกขึ้นสู้เพื่อให้ได้น้ำประปามาใช้ เหมือนกับที่ลุกขึ้นสู้ปกป้องสิทธิในที่ดินเหมือทุกครั้ง จนในที่สุดก็สามารถซื้อน้ำจากการประปาส่วนภูมิภาคโดยขอต่อมาจากบ้านหลัง ข้างๆที่มีเอกสารสิทธิ์ แต่ชาวบ้านก็ยังต้องแบกรับภาระการจ่ายค่าน้ำที่สูงกว่าปกติกว่าครัวเรือนถึง หน่วยละ 21 บาท และต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพื่อสูบน้ำประปาเก็บไว้ในแท้งค์ใหญ่ อีกหน่วยละ 7 บาท ซึ่งนั้นก็หมายความว่าชาวบ้านพรสวรรค์จะต้องจ่ายค่าน้ำหน่วยละ28 บาทต่อเดือน (ข้อมูลจากการประปาส่วนภูมิภาคระบุว่าครัวเรือนทั่วไปที่ใช้น้ำไม่เกิน 800 หน่วยต่อเดือนจะจ่ายค่าน้ำประปาเพียงหน่วยละ 15 บาท)
เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาชาวบ้านต้องจ่ายค่าน้ำประปาและค่า(ไฟ)สูบ น้ำ รวมทั้งหมู่บ้าน เป็นเงิน 20,000 กว่าบาท เฉลี่ยรายครอบครัวสูงถึง400 บาท ซึ่งลำพังรายได้ที่บางครอบครัวหาได้ในแต่ละเดือนแทบจะไม่พอกับรายจ่ายที่ ต้องจ่ายอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว มีชาวบ้านบางรายที่เป็นผู้สูงอายุมีรายได้จากเงินสวัสดิการจากรัฐเพียงเดือน ละ 600 บาทปัญหาเรื่องน้ำจึงเข้ามาเป็นปัญหาใหญ่ที่เพิ่มเข้ามาอีกปัญหาหนึ่งของชาว บ้าน
ชาวบ้านพรสวรรค์ และสมาชิกเครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จึงได้ร่วมกันระดมทุนทอดผ้าป่าเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหา ที่ดิน โดยการระดมทุนทอดผ้าป่าเพื่อสมทบกองทุนธนาคารที่ดินบ้านพรสวรรค์ขึ้น ซึ่งสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยต้องมีการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน ทั้งระบบ หลังกิจกรรมทอดถวายผ้าป่าแล้ว สกน. ได้มีการประกาศเจตนารมณ์และจุดยืนว่าสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เป็นผู้สนับสนุนการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบโดยชุมชนอย่างเป็นทางการโดยมีนางสาว กัญญารัตน์ ตุ้มปามา เป็นตัวแทนในการอ่านคำประกาศเจตนารมณ์ดังนี้
พวกเราเพื่อนพ้องพี่น้องสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) พร้อมมิตรสหายเครือข่ายต่างๆที่มาร่วมงาน 40 ปีบ้านพรสวรรค์กับการจัดการที่ดินและทรัพยากรโดยชุมชน ขอประกาศเจตนารมณ์ครั้งนี้ว่า พวกเราสนับสนุนการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบโดยชุมชนอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างสังคมให้เกิดความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ พวกเราขอประกาศเจตนารมณ์ว่า....
- สังคมไทยต้องมีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมโดยใช้หลักการ ของธนาคารที่ดิน เนื่องด้วยปัจจุบันที่ดินยังกระจุกตัวอยู่กับคน กลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่รายเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ
- ต้องเคารพสิทธิชุมชนโดยให้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกับป่ามาตั้งแต่บรรพบุรุษ ได้มีความมั่นคงด้านที่อยุ่อาศัยและการการทำมาหากินตามแนวคิดโฉนดชุมชนที่ พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล เพื่อไม่ก่อให้เกิดการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติดังคำกล่าวที่ว่า “คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน”
- ต้องไม่เหยียบย่ำ สิทธิ เสรีภาพ การแสดงออกทางสังคมของคนจน เกษตรกรที่มีเป้าหมายให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่ดิน วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ ที่มิใช่การแสดงออกใดใดทางการเมือง
- หยุดดำเนินการใดใดที่กระทบต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ดั้งเดิมของชุมชนที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมายาวนาน ด้วยคำสั่ง และกฎหมายที่ไร้การให้ความสำคัญของคนจน และเกษตรกรรายย่อย อีกทั้งต้องทบทวนคำสั่ง และกฎหมายที่ไร้การให้ความสำคัญของคนจน และเกษตรกรรายย่อย อีกทั้งต้องทบทวนคำสั่งและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยให้ภาคประชาชนเข้า ไปมีส่วนร่วมในการกำหนดชีวิตของตนอง
ดังนั้นสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือพร้อมมิตรสหายเครือข่ายต่างๆที่มาร่วมงาน 40 ปี บ้านพรสวรรค์ ขอประกาศเจตนารมณ์ และข้อเรียกร้องทั้ง 4 เรื่อง ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นโดยจะเดินหน้าให้เกิดการยอมรับการปฏิรูปที่ดินโดย ชุมชนทั้งระบบให้เกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป
“ที่ดินคือชีวิต ที่ดินคือชีวิต และที่ดินคือชีวิต ”
ดินคอยโอบอุ้มพื้นน้ำให้เหล่าประชาได้ดื่มกิน และใช้ดำรงชีพ
ดินเป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสิ่งที่มีชีวิตให้อยู่ด้วยกัน จึงบังเกิดเป็นสังคม
ดินคือแหล่งกำเนิดซึ่งความมั่นคงทางอาหารมาแต่บรรพบุรุษ
ที่ดินคือชีวิต ที่ดินคือชีวิต





