‘บวรศักดิ์’ เปรียบการปฏิรูปเป็นเรื่องเจ็บ ที่ผ่านมาต้องทนต่อการโดนวิจารณ์ ยกนกอินทรีย์เปลี่ยนจะงอยปากและกรงเล็บ หากอยากมีชีวิตยืนยาวขึ้นอีก 30 ปี เพราะเมื่ออายุ 50 ปี ปากและเล็บของมันจะงองุ้มขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถใช้ล่าอาหารได้ นกอินทรีย์ต้องเอาปากและเล็บไปครูดหินจนหลุดออก ทนต่อความเจ็บปวดเพื่องอกใหม่และใช้การได้แทนของเดิม
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปาฐกถาพิเศษ “รัฐธรรมนูญใหม่สู่การปฏิบัติการพลเมืองได้อย่างไร?” ในเวทีสมัชชาองค์กรชุมชน “ปฏิบัติการพลเมืองเต็มพื้นที่” วันที่ 31 สิงหาคม 2558 ที่ห้องประชุมชนกนันท์ ชั้น 2 โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ วิภาวดีรังสิต 64 กรุงเทพมหานคร ที่จัดโดยสภาองค์กรชุมชน สพม. พอช. และภาคีพัฒนา
เป็นธรรมดาที่กรรมาธิการฯ ไม่สามารถเขียนให้เกิดความพอใจของทุกคนได้ ถ้าเพ่งเฉพาะบางจุด มองเฉพาะบางมาตรอาจมีข้อจำกัด แนะวิธีที่จะเอาไปใช้ในการวินิจฉัย ว่ารับหรือไม่รับร่าง รธน. ซึ่งต้องรอผลการพิจารณาหลังวันที่ 6 กันยายน 2558 และหากผ่านไปถึงการลงประชามติ สิ่งที่ประชาชนควรมีมุมมองในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ต้องดูภาพรวมทั้ง 285 มาตรา ต้องดูทั้งร่างทั้งฉบับ
ประธานกรรมาธิการฯ เสนอว่าในการพิจารณารับหรือไม่รับนั้น ให้ประชาชนลองตั้งคำถาม 3 ข้อ ว่า 1) ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ 2) มีการเพิ่มสิทธิเสรีภาพมากกว่า รธน. 2540 และ รธน.2550 ก้าวหน้าขึ้นหรือไม่ และ 3) จะก่อให้เกิดการปฏิรูปที่ทุกฝ่ายต้องการร่วมกันได้ไหม สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ติดหล่มมา 18 ปี ก้าวหน้ากว่าเดิมหรือไม่ ถ้าไม่มีทั้ง 3 ข้อ ก็อย่าลงมติรับ หรือ มี 2 ใน 3 จะรับไหม
ชี้คำว่า ชุมชน มีอยู่ใน 21 มาตรา 83 ปี ที่ผ่านมาเรามี รธน.20 ฉบับ เป็นเรื่องที่ไม่น่าภูมิใจ แต่ในเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาชน มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาการจากอดีตถึงปัจจุบัน รธน.แก้ปัญหาในอดีตได้ไหม จะผ่านวิกฤตโดยไม่ฉีกหรือไม่ 18 ปี ที่ผ่านมา 2540-2558 เกิดอะไรขึ้น ปี 2540-49 เรามี รธน.ฉบับที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มที่ เป็นปชต.แบบฝรั่ง แต่ก็จบลงที่มีความขัดแย้งรุนแรง ต้องเลิกรัฐธรรมนูญด้วยรถถัง มีคนเจ็บคนตาย ทุกสถาบันถูกดึงไปสู่ความขัดแย้ง เรามีรัฐบาลรัฐถาธิปัตย์ 2 ครั้ง ใน 18 ปีแห่งความหลัง การชุมนุมบนถนนท้อง เศรษฐกิจเสียหาย รธน.ทั้ง 2 ฉบับ นำไปสู่ความขัดแย้ง และแก้ไม่ได้ด้วย รธน.
ประธานกรรมาธิการฯ กล่าวต่อว่า แม้ว่าระบอบรถถัง จะทำให้คนไม่ตีกัน แต่ความขัดแย้งก็ลงไปสู่ใต้ดิน ถ้าจะเขียนให้ รธน.ดูเท่เป็น ปชต.100% เมื่อมีการเลือกตั้งได้พรรคหนึ่งเป็นรัฐบาล อีกพรรคหนึ่งก็ลงถนนอีก สลับกันแบบนี้รับได้ไหม กรรมาธิการฯ มีโจทย์ว่าเราจะพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติรย์ทรงเป็นพระประมุข โดยวางระยะเวลา 10 ปี แบ่ง 2 ช่วง ระยะ 5 ปีแรกเป็นระยะเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย ให้เหมาะกับสังคมไทย ปฏิรูป แก้ความขัดแย้งสร้างปรองดอง และสามารถสกัดความรุนแรงได้ 5 ปี ทำให้การปฏิรูปเดินไปได้ไม่เสียของ ระยะที่ 2 มุ่งสู่ประชาธิปไตย 100 % จึงออกแบบคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและปรองดองขึ้นมา ดึงหลายฝ่ายเข้ามามีหน้าที่กำกับในการปฏิรูป
ถ้าแก้ความรุนแรงไม่ได้ เกิดสภาพจราจล นองเลือด ถ้าไม่มีเครื่องมือ ก็จะต้องลากรถถังออกมาอีก กมธ.ยกร่างฯ จึงคิดว่าในช่วง 5 ปีแรก หากเกิดความขัดแย้งที่จะก่อมิคสัญญี จึงออกแบบกลไกเพื่อรองรับ ซึ่งไม่ใช่ ปชต.เต็มใบใน 5 ปีแรก เรียกว่าประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน
สิทธิเสรีภาพของประชาชน ก้าวหน้ากว่ารธน. 40 50 หรือไม่ ยกตัวอย่าง ร่างรธน.ฉบับนี้คำนึงถึงสิทธิสตรี ให้ความสำคัญกับสิทธิของครอบครัว การเสนอกฏหมายของประชาชน ปชช.เข้าเสนอวื่อ ปี 40 5 หมื่นรายชื่อ ปี50 เหลือ 1 หมื่น ร่างปี 58 1 หมื่นคน แต่ห้ามดองเปรี้ยวดองเค็มต้องพิจารณาใน 180 วัน และมีตัวแทนคนที่ทำเรื่องนี้ 1 ใน 3 เข้าร่วมเป็นผู้พิจารณา ซึ่งถ้าตกไป สว.-สส. สามารถเสนอขอให้ลงมติอีกครั้งได้ ซึ่งต่างจากเดิม และยังมีเรื่องของชุมชน ที่กำหนดไว้จำนวน 21 มาตรา ขยายสิทธิเสรีภาพก้าวหน้ากว่าเดิม สร้างอนาคตลูกหลาน กันโครงการประชานิยมที่ก่อความเสียหาย 6 แสนล้านบาท จำนำข้าว ความเสียหายใครรับผิดชอบ จึงต้องสร้างเครื่องมือป้องกัน ม.264-267 ที่กำหนดให้มีการปฏิรูปในทุกเรื่อง
ต้องพิจารณาทั้งตัว จากหัวจรดเท้า ดูภาพรวม โดยตั้งคำถาม 3 ข้อ และพิจารณาเอง หลังจากฟัง คุณอภิสิทธิ์ คุณยิ่งลักษณ์ และคนอื่นๆ แล้ว ถ้าคิดว่าไม่เสียของ สิทธิเสรีภาพก้าวหน้า มีอนาคตและความหวังให้ลูกหลาน ก็ลงมติรับ ผ่านไม่ผ่าน ผลออกมาเป็นอย่างไรรับทั้งสิ้น เพราะเป็นคำพิพากษาจากประชาชน บ่น 9 เดือนที่ผ่านมา ท้องอืดเพราะมีแต่เสียงด่า หากผ่านก็ดีใจแต่เหนื่อยต่อ หากไม่ผ่านก็โล่งใจ ประชาชนต้องตัดสินด้วยตนเอง อย่าไปเชื่อคำชักนำ ใช้หลักกาลามาสูตร และทุกคนต้องยอมรับผลการลงประชามติ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับวันที่ 6 นี้ถ้าเขาให้ผ่านหรือไม่ผ่าน ประธานกรรมาธิการฯ กล่าวในช่วงท้าย
มาถึงบรรทัดนี้ อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ประชาชนว่าจะ ‘รับ’ หรือ ‘ไม่รับ’





