เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้นจังหวัดร้อยเอ็ด สภาเกษตรกรจังหวัดร้อยเอ็ด จัดประชุมสัมมนากิจกรรมสนับสนุนนโยบายการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร ประจำปี ๒๕๕๘ โดยมีตัวแทนเกษตรกรระดับตำบลในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ๑๙๒ ตำบล เข้าร่วมประชุมวันนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นหาข้อสรุปประเด็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพการเกษตรของเกษตรกร เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร มีเวทีการเจราและการตลาดเพื่อรองรับการจำหน่วยสินค้าด้านเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อรับฟังความคิดเห็นหาขอสรุปประเด็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานการบริหารจัดการขององค์กรเกษตรกรและดำเนินการแก้ไข นำส่งประเด็นปัญหา ข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางในการแก้ไข
ดร.ประจักร์ บุญกาพิมพ์ ประธานสภาเกษตรกรร้อยเอ็ด กล่าว่า พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๓๓ ตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการคุ้มครองและรักษาประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิต การแปรรูปและการตลาด ส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปแบบสภาเกษตรกร เพื่อวางแผนเกษตรกรรมและรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของเกษตรกร เพื่อสนับสนุนสิทธิและการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการกำหนดนโยบายและวางแผนการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้รัฐรักษาเสถียรภาพด้านราคาและความมั่นคงในอาชีพเกษตรกร เพิ่มศักยภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นไปเพื่อเกษตรกรอย่างแท้จริงและมีกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ด้านการปฏิบัติตามนโยบายเกษตรกรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรกรรมและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต
สภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นองค์กรตัวแทนจากภาคเกษตรทำหน้าที่สะท้อนปัญหาด้านการเกษตรจากเกษตรกรรวมถึงการเป็นตัวแทน เพื่อเสนอนโยบายและข้อเสนอแนะต่างๆ ให้ภาครัฐได้รับทราบโดยตรง เสนอหลักประกันในการคุ้มครองรักษาผลประโยชน์เกี่ยวกับการผลิตและการตลาด สนับสนุนการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ที่สำคัญ คือ เกษตรกรสามารถจัดทำแผนแม่บทเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อให้การกำหนดนโยบายเกี่ยวกับภาพเกษตร สามารถแก้ไขปัญหาของเกษตรกรได้ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เปิดโอกาสให้เกษตรกรทั่วประเทศมีส่วนร่วมกิจกรรมพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ
นายบุญช่วย สาสุข เกษตรดีเด่นแห่งชาติ สาขาทำนา เปิดเผยว่าการทำนาปลูกข้าวในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ทางกลุ่มตนและครอบครัว ทำตามหลักแนวความคิดของพ่อหลวง อยู่กินแบบพอพียง ทำนาปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในทุ่งกุลา พัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน ถึงแม้ว่าปีจะประสบปัญหาแห้งแล้งขาดน้ำฝน ฝนตกลงมาไม่เพียงพอแต่เราก็ต้องปรับสภาพตนเองตามฟ้าตามฝนเช่นกัน คือทำนาต้องสังเกตลมฟ้าฝน และทุกวันนี้ระบบธรรมชาติเปลี่ยนแปลงมาก
ในปัจจุบันมีชาวนาในภูมิภาคอีสาน (ภาคอีสาน) จำนวน ๑,๘๔๗,๗๓๖ ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกข้าว ๒๘,๐๐๓,๔๑๒ ไร่ และมีการรวมกลุ่ม ๒,๕๓๙ กลุ่ม ทางภูมิภาคเหนือ (ภาคเหนือ) มีชาวนา ๙๓๗,๒๙๕ ครัวเรือน ส่วนพื้นที่ปลูกข้าว ๑๕,๑๙๖,๐๓๙ ไร่ และมีการรวมกลุ่มชาวนา ๑,๐๔๙ กลุ่ม ทางภูมิภาคใต้(ภาคใต้) มีชาวนา ๑๐๖,๕๓๘ ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกข้าว ๑,๒๒๖,๑๓๘ ไร่ และมีการรวมกลุ่มชาวนาเพียง ๒๓ กลุ่ม ส่วนทางภูมิภาคกลาง (ภาคกลาง) มีชาวนาจำนวน ๕๐๐,๗๑๘ ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกข้าว ๙,๓๒๖,๙๙๔ ไร่ และมีการรวมกลุ่มชาวนา ๑,๙๖๓ กลุ่ม ปัญหาเกษตรกรที่พบ คือ ขาดแคลนน้ำ ราคาผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง เช่น ยาฆ่าแมลง ราคาปุ๋ยเคมี การเสื่อมโทรมของสภาพดิน จึงต้องการให้ช่วยเหลือแก้ไขปัญญาหา ชาวนาจึงต้องให้ภาครัฐเหลือ ช่วยพยุงราคาข้าวตามนโยบายของรัฐบาล การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การเพิ่มราคาผลผลิต สนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกร กลุ่มชาวบ้าน ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทน การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีอายุการปลูกระยะสั้น และการฝึกอบรมชาวบ้านสร้างอาชีพรายได้เสริม
ซึ่งมี ดร.แสวง รวยสูงเนิน จากมหาลัยขอนแก่น มาร่วมเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เข้าร่วมประชุม การผลิตและการกำหนดราคาข้าวเพื่อการจำหน่วย การเพาะปลูกข้าวอินทรีย์จำหน่วยในตลาด การเพาะปลูกหอมมะลิแหล่งพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ วิธีการคิดการทำนาชาวบ้านปัจจุบันจะต้องปรับเปลี่ยนแบบลดต้นทุนการผลิต เพื่อพัฒนาทัศนคติความรู้ชาวบ้าน ชาวนา ด้านการเกษตรให้กับผู้แทนเกษตรกร พื้นที่เกษตรในปัจจุบันระบบนิเวศน์ก็เปลี่ยน ชาวเกษตรกรเปลี่ยนไปใช้สารเคมีต้องพึ่งพาระบบภายนอกนายทุน ทุนนิยมส่วนใหญ่ จนกลายเป็นหนี้แบบถอนตัวไม่ขึ้นและร่วมกันเสนอเชิงนโยบายด้านการเกษตรในระดับจังหวัดร้อยเอ็ด และระดับประเทศต่อไป








