เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นวงเงิน 1.3 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท 1) วงเงิน 6 หมื่นล้านบาทโดยใช้เงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน แห่งละ 3 หมื่นล้านบาท เพื่อให้กองทุนหมูบ้านและชุมชนเมือง ปล่อยกู้ให้กับประชาชน ปลอดดอกเบี้ย 2 ปี จากนั้นดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนบริหารการเงินแต่ไม่เกินร้อยละ 4 ต่อปี โดยไม่จำกัดวงเงินกู้แต่ละราย ซึ่งมีข้อกำหนดไม่ให้กู้เงินไปชำระหนี้เดิมของกองทุน แต่สามารถนำไปชำระหนี้นอกระบบเพื่อลดภาระได้บางส่วน
เหตุผลสำคัญของการอัดฉีดเงิน 6 หมื่นล้านบาทผ่านกองทุนหมู่บ้าน เนื่องจากเศรษฐกิจฐานล่างชะลอตัว ประชาชนมีกำลังซื้อลดลง จึงต้องการเพิ่มกำลังซื้อให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยในเมือง ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบ ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ จึงเน้นไปที่การใช้เงินเพื่อนการลงทุนประกอบอาชีพของผู้มีรายได้น้อย แต่ก็สามารถกู้เงินไปปลดภาระหนี้นอกระบบได้บางส่วน โดยกำชับให้คณะกรรมการกองทุนแต่ละแห่งพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เงินเกิดประโยชน์ต่อผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนที่ถูกจัดระดับอยู่ในเกรด A และ B ส่วนกองทุนเกรด C และเกรด D ซึ่งเป็นกองทุนที่ยังไม่ผ่านประเมิน รัฐบาลกำชับให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติทำการพัฒนาให้เข้มแข็งก่อนที่ขอใช้เงินกองทุนละ 1 ล้านบาท ซึ่งได้จัดเตรียมงบประมาณรองรับไว้แล้ว
หากพิจารณาถึงเป้าหมาย ความจำเป็น และแนวทางการทำงานของการใช้กองทุน 6 หมื่นล้านบาทของรัฐบาลดังกล่าวข้างต้น เชื่อว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานล่างให้มีกำลังซื้อได้ แต่มีความเป็นห่วงเรื่องการปฏิบัติว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้เงินถึงมือผู้เดือดร้อนและสามารถนำไปฟื้นฟูด้านอาชีพได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่กระจุกตัวอยู่ที่ญาติ คนสนิทหรือพวกพ้องของคณะกรรมการกองทุนเหมือนกับที่หลายๆกองทุนรวมทั้งมีการดำเนินงานโดยมิชอบเคยปฏิบัติในอดีต จนมีการฟ้องร้อง ขึ้นโรง ขึ้นศาลเป็นจำนวน ดังนั้นมาตรการการจัดอันดับหรือเกรดกองทุนแล้วให้สิทธิแก่กองทุน เกรด A และ B ก่อนนั้นเป็นเพียงหนึ่งมาตรการเท่านั้น แต่สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติควรกำหนดมาตรการให้รัดกุมขึ้น เพื่อให้ทุกกองทุนใช้เป็นแนวปฏิบัติ (แม้ว่าทุกกองทุนจะเป็นนิติบุคคลและมีระเบียบของตนเองก็ตาม) เช่น คณะกรรมการกองทุนจะต้องประสานงานกับกลุ่มเศรษฐกิจ กลุ่มอาชีพ และองค์กรต่าง ๆ ในพื้นที่มาทำงานร่วมกัน ส่วนผู้กู้จะต้องมีแผนที่ชัดเจนว่าจะเอาเงินไปทำอะไร แบบไหน เพื่อให้คณะกรรมการกองทุนแต่ละแห่งมีความมั่นใจว่าจะก่อประโยชน์ให้กับผู้กู้อย่างแท้จริง มีระบบการติดตามประเมินผล ตลอดจนมีระบบการสมทบทุนจากผู้กู้ 5 – 10 % ของวงเงินกู้เป็นต้น และที่สำคัญผู้กู้จะต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเป้าหมายวัตถุประสงค์และนโยบายของรัฐบาลในครั้งนี้ ว่านโยบายนี้รัฐบาลใช้เงินภาษีคนทั้งประเทศเพื่อคนจน ดังนั้นคนทั้งหมู่บ้านจึงเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ใช่เงินประชานิยมให้เปล่ากันได้ง่าย ๆ อันเป็นความเคยชินเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นเงินที่ต้องทำให้ออกดอกออกผลหมุนเวียนเป็นประโยชน์ของคนทั้งหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ตัดสินว่าเงินควรจะปล่อยให้ใครอย่างไร จึงไม่ควรเป็นกรรมการกองทุนเท่านั้น แต่ควรมีตัวแทนจากภาคีอื่น ๆ ในหมู่บ้านเข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น
ข้อน่าสังเกตุอีกประการหนึ่งก็คือรายได้ของประชาชนทั้งในเมืองและชนบทส่วนใหญ่มาจากภาคแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายได้ที่ชาวบ้านเป็นผู้ลงทุนเองหรือเป็เจ้าของเอง จะทำอย่างไรให้เงินจากกองทุนหมู่บ้านสามารถตอบสนองคนกลุ่มนี้ให้มากขึ้น
กองทุนที่สองเป็น กองทุนเพื่อการลงทุนโครงการขนาดเล็กในพื้นที่ จัดสรรเงินให้ตำบลละ 5 ล้านบาท รวม 36,275 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาท้องถิ่นผ่านกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้พิจารณาโครงการลงทุนในพื้นที่เช่น การส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว การสร้างตลาดกลาง การขุดแหล่งน้ำ การใช้เงินเพื่อสาธารณะประโยชน์ เป้าหมายเดียวกันคือให้เงินเกิดการหมุนเวียนและรายงานคณะรัฐมนตรีทราบทุกเดือน
จะว่าไปแล้วโครงการนี้จะใช้มือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือกลไกของรัฐเป็นหลัก ซึ่งหากย้อนดูแนวทางการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผ่านมา จะใช้หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดเป็นเครื่องมือหรือเป็นคณะทำงานซึ่งพอจะอนุมานได้ว่าแผนงานโครงการที่จะเกิดขึ้นน่าจะมาจากแผนของส่วนราชการต่าง ๆ ที่ยังไม่มีงบประมาณรองรับหรือเป็นแผนงานที่ส่วนราชการคิดขึ้นมาใหม่ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัด ดังนั้นหากให้เป็นแผนงานโครงการที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน ก็ควรให้เกิดการมีส่วนร่วมในทุกระดับจากภาคประชาชนและภาคส่วนอื่น ๆ ในจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมตัดสินใจ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน มิเช่นนั้นโครงการนี้จะเป็นช่องทางในการหาประโยชน์ของบางกลุ่มในที่สุด อีกทั้งไม่ตรงกับความต้องการของประชน กลายเป็นตลาดร้าง ศาลาร้าง ฯลฯ ซึ่งเห็นอยู่ทั่วไปในชนบทเวลานี้
นอกจากนี้ยังมีการเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งส่วนราชการได้ขอจัดสรรงบประมาณไปแล้ว สำหรับปีงบประมาณ 2559 รัฐบาลได้อนุมัติลงเงินเพิ่มเติ่มรวม 40,000 ล้านบาท เพื่อเบิกจ่ายให้เสร็จภายในปีนี้ ซึ่งโครงการนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับโครงการตำบลละ 5 ล้าน
แผนงงานทั้ง 3 ประเภทดังกล่าว ครึ่งหนึ่งใช้กลไกของรัฐเป็นเครื่องมือ ซึ่งไม่มีความต่างจากนโยบายของรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา ในขณะที่อีกครั้งหน้าผ่านกองทุนหมู่บ้านที่ยังบริหารด้วยกลไกและกระบวนการในรูปแบบเดิม ๆ จึงมีเสียงกระแนะกระแหนจากสายการเมืองอยู่พอสมควรว่าลอกนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองบางพรรค ทั้ง ๆ ที่เงื่อนไขถานการณ์และแนวทางการทำงานไม่ต่างกัน
ดังนั้นควรแก้จุดบกพร่องในอดีตให้ได้เพื่อแปรนโยบายประชานิยมเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน ประเด็นนี้รัฐบาลที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ควรจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า นี่คือนโยบายพัฒนาเมื่อ โครงการสร็จแล้ว ผลผลิตเกิดขึ้น เงินยังหมุนเวียน ความรู้เกิด เพื่อเป็นบทเรียนต่อยอดให้กับนโยบายต่าง ๆ ที่จะตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนโยบายการลงทุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณหนึ่งแสนล้านบาทเมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา





