playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

1

กลุ่มชาติพันธ์ชาวเล  มอแกน  มอแกลน อูรักราโวย  เป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยในอยู่แถบอันดามันมายาวนานกว่า 300 ปี   ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าชายฝั่งทะเลทะเลอันดามัน มีชนพื้นเมืองกลุ่มนี้อาศัยอยู่     ชาวเลเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่รักสงบ  อ่อนน้อมถ่อมตน  ไม่นิยมมีเรื่องกับใคร   พอเพียง  เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในท้องทะเล หาอยู่หากินในทะเล ริมหาด ชายฝั่งและป่าแถบนั้น  โดยใช้เครื่องมือประมงแบบดั้งเดิมที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ไร้มลพิษ เพราะพวกเขาต้องพึ่งพาอยูกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ ทั้งๆที่ผ่านเวลามาหลายร้อยปี

ช่วงเกิดสึนามิ  ชาวเลเป็นกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ   จากการสำรวจพบว่ามีปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย  เพราะที่ดินที่อยู่มานานไม่ได้มีการออกเอกสารสิทธิ์  และถูกคนนอกมาออกเอกสารสิทธิ์ทับชุมชนชาวเล ได้ทำการฟ้องขับไล่ชาวเล จากข้อมูลพบว่ามีชาวเล 43  ชุมชน ไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยถึง 28  ชุมชน ในจำนวนนี้  มีทั้งอาศัยในที่ดินรัฐ เช่น ป่าชายเลน  กรมเจ้าท่า  ป่าสงวน  อุทยาน ฯลฯ  และมีที่ดินชุมชนชาวเลที่เอกชนอ้างสิทธิ์  อย่างน้อย 5 แห่ง 

          ขณะเดียวกันนโยบายการท่องเที่ยวในอันดามัน  ที่มีรายได้เข้าประเทศจำนวนกว่าแสนล้านบาทต่อปี  ก็ส่งผลกระทบต่อการแย่งชิงทรัพยากรทั้งที่อยู่อาศัย  ชายหาดและทรัพยากรทางทะเล  เพราะทุกพื้นที่ มีการกว้านซื้อและกันไว้ให้นักท่องเที่ยว  เช่น การห้ามผู้หญิงชาวเลหาหอยติบตามโขดหินริมหาดที่มีโรงแรม รีสอร์ต   ห้ามดำน้ำหาปลาในเขตที่มีนักท่องเที่ยวเล่นน้ำ  เป็นต้น 

    2    นอกจากนี้ยังมีปัญหาเขตหากินดั้งเดิมในทะเล ถูกรัฐประกาศเป็นเขตสงวนหวงห้าม เป็นเขตอุทยาน ฯ ซึ่งจากข้อมูลศึกษาวิจัยพบว่า  มีแหล่งหากินดั้งเดิมของชาวเล  ตามเกาะแก่งต่างๆตลอด  6 จังหวัดอันดามันมากกว่า 27  แหล่ง  แต่ปัจจุบันเหลือเพียง  2  แหล่ง   จึงส่งผลให้ชาวเล ต้องออกหากินไกลขึ้น  ต้องดำน้ำลึกขึ้น ทำให้เกิดโรคน้ำหนีบ (อัมพาตจากการดำน้ำ)  ไม่สามารถออกทะเลได้   ชีวิตต้องเป็นหนี้เป็นสิน ประกอบกับปัญหาอื่นๆอีกรอบด้าน ทำให้ชาวเลยากจนลง คุณภาพชีวิตตกต่ำ 

          กระบวนการพัฒนาในพื้นที่อันดามันตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา  มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวละเลยชนพื้นเมืองและชาวบ้านที่เป็นกลุ่มประมงพื้นบ้าน   พบว่าหลังจากเกิดสึนามิปี 2547   มีชุมชนทั้งที่เป็นชาวเลและไม่ใช่ชาวเลมีปัญหาที่ดิน ถึง 122  ชุมชน  ซึ่งแสดงว่าปัญหาที่ดินมีมานานแล้ว   ชุมชนที่ประสบภัยได้รวมกลุ่มกัน เป็น “เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิและสิทธิชุมชน”  ผลักดันให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่ธรณีพิบัติ  องค์กรต่าง ๆ เช่นสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และมูลนิธิชุมชนไท  เสนอให้มีการคุ้มครองทางวัฒนธรรมแก่กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล จึงเกิดมติคณะรัฐมนตรีในการฟื้นฟูวิถีชาวเล เมื่อ ปี 2553  ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการแก้ปัญหาที่ดิน  ที่ทำกิน  พื้นที่ทางจิตวิญญาณ   การพัฒนาคุณภาพชีวิต สิทธิพื้นฐาน  การฟื้นฟูทางวัฒนธรรมและการศึกษาของชาวเล  โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลขึ้น

         หลังมติคณะรัฐมนตรี เครือข่ายชาวเล มีความพยายามในการพัฒนาระบบการดำเนินงานของตนเอง โดย มีการประชุมสัมมนา การอบรม การจัดทำข้อมูล  จัดทำแผนที่   การจัดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลทุกปี เพื่อสื่อสารเผยแพร่และผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาในระดับนโยบายอย่างจริงจัง   แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาเกิดขึ้นกับชาวเ3ลในพื้นที่ต่างๆ เป็นระยะ เช่น  ชาวเลบ้านราไวย์ ภูเก็ตถูกฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่กว่า 100 ครอบครัว  ชาวเลเกาะหลีเป๊ะ เกาะอาดัง เกาะราวี ถูกอุทยานแห่งชาติประกาศทับที่ และถูกเอกชนฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่ไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัยมากกว่า 200 ครัวเรือน    ชาวเลที่ออกหาปลาในทะเลถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติจับกุม ถูกยึดเรือและเครื่องมือประมง ต้องขึ้นศาลนานนับปี ทำให้เป็นหนี้และต้องยอมความเพราะไม่มีเงินไปศาล  รวมทั้งในหลายพื้นที่ไม่มีระบบให้ชาวเลเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวทางทะเล    เป็นต้น

       ผ่านมา 5 ปีหลังมติคณะรัฐมนตรี กระบวนการแก้ปัญหาซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ  องค์กรพัฒนาเอกชน   นักวิชาการ  เครือข่ายชาวเลและภาคีที่เกี่ยวข้อง  มีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมขึ้น  เมื่อสำนักนายกรัฐมนตรีมีการแต่งตั้งคณะกรรมการแบบมีส่วนร่วมจากหลายฝ่ายทั้งชาวเล นักวิชาการ  นักพัฒนา ภาครัฐ ฯลฯ  โดยมี พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง  เป็นประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล เพื่อให้เกิดการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้ง ได้มีการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพประมงของชุมชนชาวเล โดย นายสนิท  องศารา ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 เป็นประธานอนุกรรมการ ฯ

มีการประชุมปรึกษาหารือในระดับพื้นที่ระหว่างภาคีที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนชาวเล  และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติในพื้นที่ต่าง ๆ  ประเด็นที่น่าสนใจของการปรึกษาหารือ  คือ การที่ใช้ข้อเท็จจริงในพื้นที่จากชาวเลบนหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันอย่างเหมาะสม เช่นการใช้เครื่องมือประมงแบบดั้งเดิมของชาวเลและไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ  การกำหนดฤดูกาลหรือช่วงระยะเวลาในการผ่อนปรนทำประมง ตลอดจนการขึ้นทะเบียนชาวเลที่ทำอาชีพประมง  โดยที่ประชุมมอบหมายให้วัฒนธรรมจังหวัดและผู้แทนชาวเลแต่ละจังหวัดทำการสำรวจรายชื่อของชาวเลที่ยังคงออกทะเลเพื่อออกบัตรประจำตัวในการทำประมงของชาวเลให้ชัดเจน ต่อไป

จะเห็นได้ว่า ปัญหาของชนพื้นเมือง อย่างกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอันดามัน   ที่ได้รับผลกระทบจากโยบายการท่องเที่ยว  การประกาศเขตอนุรักษ์ของรัฐ หรือแผนพัฒนาต่างๆที่จะตามมาในอนาคต   เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากนโยบายการพัฒนาที่ไม่สมดุล  มุ่งพัฒนาการหารายได้เข้าประเทศ  จนละเลยและเบียดขับคนดั้งเดิมที่เป็นเจ้าของอันดามันอย่างแท้จริง ซึ่ง นพ.ประเวศ  วะสี เคยกล่าวไว้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นความรุนแรงอีกชนิดหนึ่งของสังคมไทย  องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะแก้ไขโดยลำพังไม่ได้เพราะมันยากและละเอียดอ่อน  ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย

กรณีความพยายามในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล  โดยภาคีที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งศูนย์บริการประชาชน สำนักนายกรัฐมนตรี   กรมอุทยานแห่งชาติ  เครือข่ายชาวเล  เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ   มูลนิธิชุมชนไท   สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( พอช. ) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และสถาบันวิจัยสังคม จุฬา ฯ  ฯลฯ ในการหาแนวทางคลี่คลายปัญหา    

มติ ครม.การฟื้นฟูวิถีชีวิตของชาวเล ผ่านไป 5 ปี จึงพบทางออกที่จะนำสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม  เป็นการรักษาความหลากหลายทางวัฒธรรมของท้องทะเลอันดามัน  ซึ่งหมายถึงการออกจากความขัดแย้งและสร้างความร่มเย็นเป็นสุข ที่ทั่วโลกแสวงหา ดั่งที่นายสนิท  องศารา ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5  กล่าวว่า   “เมื่ออุทยาน ฯ และชาวเลจับมือกัน   หาหนทางให้ชาวเลหากินได้  สามารถอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้ และทำการท่องเที่ยวได้ งานนี้ถือว่าทุกฝ่ายมีเกียรติร่วมกัน ”

IMG 6192

  • ภาพโดย วิโชติ ไกรเทพและชาญวิทย์ สายวัน
 
แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter