ชีวิตของชาวเกษตรกรที่ต้องยากลำบากและทนข่มขืนไม่ว่าจะเป็นชาวนา วิถีชีวิตของชาวนาเป็นภาพชาวนาไทยตั้งแต่ อดีตจนถึง ณ ปัจจุบันนี้ กระดูกสันหลังของชาติ ที่ทำนาเลี้ยงผู้คน แต่ก็ต้องขายนาให้กับนายทุนเพื่อชดใช้หนี้แล้วมาเป็นแรงงานซะเอง ขนาดที่สภาพท้องนาที่เคยอุดมสมบูรณ์และเป็นที่พึ่งสัตว์น้อยใหญ่เคยพึ่งพาอาศัยกันอยู่มันไม่เหมือนเดิมเพราะมีสารพิษมากมายจนคนและสัตว์ไม่อาจอยู่ได้ แต่ สถานที่แห่งนี้ ของลุงม้วน เสพสุข ในตำบลเมืองแก หมู่ที่ 6 บ้านโคกทม อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ไม่เหมือนกับชาวนาที่อื่นที่ทุกข์ระทมอยู่ขณะนี้ และตกอยู่ในวงเวียนแห่งความยากจนทั่วไป เพราะลุงม้วนผู้มีจิตใจมุ่งมั่นอดทน ใช้ความรู้ที่สืบเสาะจากบรรพบุรุษและนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ทำหาเลี้ยงชีพ เส้นทางของเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าคุณภาพที่ปลอดสารพิษและเอาใจใส่ทุกพืชผลพื้นดิน ที่รับผิดชอบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม จึงต้องทำให้ได้นาสวนผสมวิถีเกษตรอินทรีย์ของลุงม้วนปราชญ์ชาวบ้าน แห่งตำบลเมืองแก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์และพื้นที่ต้นแบบสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนที่มีความโดดเด่น
ลุงม้วนล้วนทำไร่นาสวนผสมปลอดสารเคมีหรือปลอดสารพิษตั้งแต่ปี 2532 เป็นเกษตรกรเกษตรอินทรีย์คนเดียวที่ทำตอนนั้นคนบอกว่าเราบ้าที่นามีน้อยอยู่แล้วยังขุดสระ แบ่งที่ปลูกพืชผลอื่นเคมีก็ไม่ใช้ ข้าวก็ไม่สวยงาม แต่ลุงม้วนทนและทำใจมากลองผิดลองถูกเรื่อยมา เห็นต้นข้าวคนอื่นเขาสวยงาม แต่หน้าเรามีแต่หญ้าเต็มและโตช้า “ที่ข้าวของเขางามเพราะอะไรรู้หรือเปล่าครับ” “เพราะว่าเป็นสารพิษหรือสารเคมีที่เราต้องไปซื้อและเสียเงินเยอะ” ลุงม้วนบอก แต่เมื่อมาปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์ซักระยะหนึ่งผลผลิตดีขึ้นเรื่อยเรื่อยเรื่อยและมีกำไรขึ้นมา แต่คุณค่าที่วัดเป็นตัวเงินไม่ได้คือสุขภาพดียินดีสิ่งแวดล้อมดี แถมราคาดีกว่ากันเยอะเลยและผู้คนที่ได้กินอาหารก็ปลอดภัย ลุงม้วนเสพสุขเล่าให้ฟังว่าเห็นสิ่งที่ทำอยู่สร้างความสุขให้กับตนเองและสังคมอย่างยั่งยืน
ในโอกาสที่ไปเยือน เกษตรอินทรีย์ของลุงม้วน เสพสุข เป็นจังหวัดเดียวที่คณะศึกษาดูงานของกรมอนามัย ที่ไปศึกษาดูงานใน ตำบลเมืองแก อำเภอท่าตูมจังหวัดสุรินทร์ หรือเป็นพื้นที่ต้นแบบเสริมสร้างสุขภาพ ตำบลเมืองแก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์สารพิษหรือสารเคมีต่างๆที่ซื้อเข้ามาและเกษตรกรดูเหมือนจะเป็นของคู่กัน แปลปราชญ์ชาวบ้านที่ ทำนา ทำเกษตรอินทรีย์หรือทำข้าวหอมมะลิด้วยเกษตรอินทรีย์พิสูจน์ให้เห็นว่าเกษตรกรไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี ลุงม้วนยืนยันผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น เดิมพึ่งสารเคมีได้ข้าว 15 กระสอบต่อไร่ แต่หน้าอินทรีย์ปลอดสารได้ 40 กระสอบต่อไร่ เป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐานเกษตรอินทรีย์หรือ มกท.ข้อบังคับดินและปุ๋ยต้องไม่มีสารเคมีเกษตรกรได้เห็นตัวอย่างที่ดีก็มาเรียนรู้กันพร้อมกับไปเปลี่ยนแนวแท้ พร้อมกลับไปเปลี่ยนแนวทางทำเกษตรในพื้นที่และเมื่อปีพ.ศ. 2553 ช่วงเทศบาลตำบลเมืองแก ได้ทำแผนที่ทางยุทธศาสตร์เป้าหมาย เพื่อพัฒนาชุมชนมี 10 กลุ่มงาน และกลุ่ม อีกกลุ่มหนึ่งในนั้นมีกลุ่มงานเกษตรอินทรีย์ที่ทางเทศบาลเมืองแกอยากส่งเสริมให้เกษตรกรในชุมชนตั้งคณะกรรมการกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลเมืองแกขึ้น ก็เลยชวนลุงม้วนมาสอน ถ่ายทอดความรู้แนะนำเกษตรอินทรีย์ให้กับให้คนเข้ามาอบรมทำน้ำหมักชีวภาพพร้อมทั้งช่วยขยายงานเกษตรอินทรีย์ 49 หมู่บ้านใน ตำบลเมืองแก
เกษตรอินทรีย์ เกษตรกรสนใจมากขึ้น มีสมาชิกมาร่วมกับกลุ่มของ คุณลุงม้วน มากมาย ลุงไม่หวงวิชาเลย มีการประชุมอบรมทำน้ำหมักฯโดยการรวบรวมวัสดุที่มีในท้องถิ่น เช่น กาบกล้วย ต้นต่างๆ แทนที่จะตัดทิ้ง ก็ใช้ทำน้ำหมักไส้กล้วยแล้วยังมีน้ำหมักชีวภาพ ที่ทำจากปลาสดและกากน้ำตาล ทางเทศบาลก็สมทบเงินสนับสนุน ปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำได้แบ่งให้สมาชิกให้พอดีกับการทำเกษตร “อยากให้พี่น้องเมืองแก ลดละเลิกการใช้สารเคมี หรือสารพิษต่างๆที่เราไปเสียเงินซื้อมา มาใช้กับการเกษตรเราควรลดเพื่อสร้างชุมชนอย่างยั่งยืน” ลุงม้วนกล่าว โดยขณะที่กลุ่มเกษตรอินทรีย์ และคณะศึกษาดูงาน พากันนั่งฟัง
“ชาวบ้านอีกมากมายซึ่งมีแปลงนาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์เหมือนกันถือว่าเป็นพลังสำคัญในท้องถิ่นที่ร่วมถ่ายทอดความรู้เกษตรอินทรีย์เป็นวิทยาทานด้วยเห็นว่าสารเคมีนั้นมีพิษมากมาย หากส่งเสริมสารเคมี และยาฆ่าแมลง เกษตรกรหรือประชาชนคนที่บริโภคไม่รอดแน่ ไม่มีวันที่จะหวนกลับไปใช้สารเคมีเพราะทำให้พื้นดินกระด้างเสียสภาพ กบเขียดไปหมด สุขภาพก็ไม่ดีที่ผ่านมาใช้ยาฆ่าแมลงปลูกถั่ว อัดยาเวลาพ่น ก็ใช้ผ้าปิดจมูก เมื่อลมพัดกลิ่นฉุนของมันก็ทรมานหายใจไม่ออกคุณคิดว่าถ้ายังทำเกษตรแนวนี้จะฆ่าตัวเอง สารเคมีเข้าไปสะสมในตัว แต่เปลี่ยนเป็นอินทรีย์ ตอนทำนาก็ง่ายขึ้น ค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ย เคมีหรือยาต่างๆที่ซื้อมาก็ลดลงสภาพท้องนาก็กลับอุดมสมบูรณ์แม้แต่ ใส้เดือน ก็อยู่ได้ปลอดภัยจริงๆ” ลุงม้วนพูดขึ้นมา
เทศบาลเมืองแก ประสบสำเร็จ ในการพัฒนาทักษะพัฒนาชุมชน พัฒนาคนและชวนให้ทุกคนมีส่วนร่วม ทีมงานในชุมชนก็เข้มแข็ง และให้ชาวชุมชนเป็นเจ้าของงานอีก อีกปัจจัยคือผู้บริหารระดับบนที่เหลือสนับสนุนด้วย เหตุที่ชุมชนและเทศบาลตำบลเมืองแก มีความโดดเด่นกระตุ้นให้ทุกคนตื่นตัวและมีจิตสำนึกในการสร้างสุขแก่ตนเองและสังคมอย่างยั่งยืนจึงได้รับกล่าวถึงให้เป็นต้นแบบของ อปท.สร้างสุขภาพจิตพื้นที่ 1 ของประเทศเลยทีเดียว อาชีพเกษตรกรหรือวิธีการทำเกษตรเป็นเหตุให้ ลุงม้วน เสพสุข ตัดสินใจเดินหน้าทำไร่นาสวนผสมปลอดปล่อยเคมีหรือสารพิษต่างๆหรือยาฆ่าแมลงอย่างมุ่งมั่นเป็นเวลาหลายสิบปีจนทุกวันนี้แนวทางของเขาจะดูขัดแย้งและสวนทางกับแนวทางการส่งเสริมเกษตรกรรมกระแสหลักในห้วงเวลาที่ผ่านมาก็ตาม
แต่ในเวลานี้เป็นที่ยอมรับแล้วว่าเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดสุรินทร์กำลังเป็นความหวังใหม่ของผู้คนที่ตัดสินใจฝากชีวิตไว้กับผืนแผ่นดิน ไม่เพียงฟังจากผู้หลักผู้ใหญ่ในยุคนั้น การทำเกษตรอินทรีย์ช่วยเพิ่มความมั่นใจในเรื่องสุขภาพเพราะถ้าเราใช้สารเคมีมากๆตื่นเช้ามาเราก็กินเคมีเช่นมาแล้วก็กินให้มีแต่สำหรับผมเห็นอย่างนี้แล้วผมไม่เคยพึ่งหมอผมผลิตปุ๋ยชีวภาพเอง ผมคัดพันธุ์ข้าวหอมมะลิเองพัฒนามาเรื่อยเรื่องเมล็ดที่แข็งแรงมาเป็นต้นกล้าเมล็ดข้าวของผมแข็งแรงพวกข้าวที่พึ่งพาสารเคมีจะอ่อนแรงและขี้โรคยัง ข้าวเขียวๆอวบๆเพราะใส่ปุ๋ยแมลงจะชอบเพราะมียูเรียเยอะแต่ของเราจะเป็นอีกแบบที่ เท่าที่ผมเอาไปลงสีมันแทบจะไม่มีหัก ไม่มีปลายข้าวเลย ไม่เพียงสุขภาพดีๆอากาศดีทุกวันนี้ผลผลิตจากแปลงนาเกษตรอินทรีย์ของลุงม้วนยังเป็นที่ต้องการของต่างประเทศทั้งฝรั่งเศสและเยอรมัน
ลุงม้วน กล่าวในตอนท้ายอีกว่า ผมยินดีถ่ายทอดความรู้ให้อย่างเต็มที่ ทุกอย่างที่ผมมี ทุกอย่างที่ผมรู้ ผมจะถ่ายทอดไม่ว่าคุณจะมาจากที่ไหนก็ตาม ลุงอ้วนกล่าวเปิดใจ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม





