playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

11215866 1201318673228195 4977887315005430487 n

เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๘ คณะนักจัดระบบชุมชนลงพื้นที่ติดตามการเรียนรู้ "หลักสูตรนักจัดระบบชุมชน" การจัดการปัญหาที่ดิน และที่อยู่อาศัย บ้านหนองอีดำ หมู่ 4 ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย และตำบลจำปาขัน อำเภอสุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด แผนงานเสริมสร้างศักยภาพผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคมและสุขภาพ (นธศ.) มูลนิธิสร้างสรรค์สังคมและสุขภาวะ (มสส.) ซึ่งมีภารกิจในครั้งนี้เพื่อเก็บฐานข้อมูลประเมินสถานการณ์ของชุมชนท้องถิ่น และเดินทางเส้นทางศึกษาธรรมชาติแอ่งอารยะธรรมภูมินิเวศน์ ชมโบราณสถานปราสาทกู่กาสิงห์ พิธิภัณฑ์กู่กาสิงห์ บึงบ่อพันขัน สัมผัสชุมชนท้องถิ่นความเป็นอยู่ของวิถีชาวบ้านชุมชน ในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด

มานะ เหนือโท ศูนย์ข่าวทุ่งกุลา เปิดเผยว่า พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เปรียบเหมือนกาฝาก แต่ล่ะพื้นที่แต่ล่ะส่วนแยกไปขึ้นอยู่แต่ล่ะจังหวัดๆ ไม่ได้ระบุชี้เจนเจนว่าอยู่ภายใต้การปกครองของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ซึ่งพื้นที่อยู่ตามรอยตะเข็บของจังหวัด ร้อยเอ็ด มี อำเภอปทุมรัตต์ ,เกษตรวิสัย ,สุวรรณภูมิ ,เมืองสรวง,หนองฮี ,และโพนทราย จังหวัด มหาสารคาม อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย ,จังหวัดยโสธร มหาชนะชัย,จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอราษีไศล ,จังหวัดสุรินทร์ อำเภอท่าตูม และอำเภอชุมพลบุรี ,และจังหวัดบุรีรัมย์บางส่วน อำเภอสตึก  พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ๒๑ ล้านกว่าไร่ มีสายน้ำแม่น้ำใหญ่ๆ คือ แม่น้ำลำเสียวใหญ่ ,แม่น้ำลำพลับพลา ,แม่น้ำมูน เป็นพื้นที่ราบลุ่มเป็นแอ่งมีแหล่งเฉพาะตัว พื้นผิวดินเป็นดินทรายมีเนินสันทราย ช่วงฤดูฝนก็มีน้ำชาวบ้านที่นี้ทำนาปลูกข้าวนาปี ปลูกข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียง เป็นแหล่งผลิตเพาะปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุด แต่ช่วงแห้งแล้งก็แล้งไม่มีน้ำตามธรรมชาติ ชาวบ้านนิยมปลูกต้นไม้ยูคาตามหัวไร่ปลายนา ตามพื้นที่สวนบาง รายได้เสริมแรงงานรับจ้างทั่วไปในชุมชนในตัวอำเภอ มีบ้างเดินทางเข้า กทม.รับจ้าง ขับแท๊กชี่ ,กลุ่มโรงงาน ,บริษัท สภาพชุมชนวิถีชีวิตชาวบ้านอยู่กินง่ายอาหารพื้นบ้านทั่วไป มีปลาเป็นหลักในการประกอบอาหาร อาชีพทำนาส่วนใหญ่ เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย เวลาว่างทอผ้าไหม ปลูกพืชผักสวนครัวข้างหลังบ้าน บ้านหนองอีดำ ตำบลกู่กาสิงห์ หมู่บ้านชาวบ้านอาศัยบนที่ดินที่อาศัยนั้น บนพื้นที่เช่าของรัฐโดยคู่สัญญากับเทศบาลตำบลกู่กาสิงห์ ขึ้นเป็นที่ราชพัสดุใน พ.ศ. ๒๕๕๐ ทั้งหมู่บ้าน ๒๗๐ หลังคาเรือน ทุกข์ของชาวบ้านที่นี่ ทั้งๆที่หมู่บ้านตั้งก่อนมา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๔ และไม่มีโรงเรียนประจำหมู่บ้าน หรือ ศูนย์เด็กเล็กอนุบาล ชาวบ้านต้องซื้อน้ำดื่ม และพึ่งพาอาศัยการใช้น้ำอุปโภค ระบบน้ำประปาจากเทศบาลตำบลกู่กาสิงห์

นางศรินพร พุ่มมณี นักพัฒนาอิสระ เปิดเผยว่า "ปี 2528 เมืองไทยเริ่มฝึกอบรมเรื่องการจัดระบบชุมชน หรือ Community organizing อย่างเป็นทางการครั้งแรก ด้วยความร่วมมือระหว่างกลุ่ม POP กับ ACPO มีเทรนเนอร์มาจากฟิลิปปินส์ พวกเราเริ่มฝึกงานจัดระบบชุมชน หรืองาน CO ในสลัมกรุงเทพฯ การทำงาน CO เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เริ่มทำงานกับชุมชนอย่างมีทิศทางและเป้าหมาย โดยพยายามนำประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนและคนด้อยอำนาจเข้าสู่กระบวนการของการเปลี่ยนแปลง งาน CO ไม่ใช่งานการแก้ปัญหา แต่เป็นงานการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ผ่านการลงมือทำเป็นการเสริมสร้างพลังอำนาจให้ประชาชน”

ช่วงหลังเราทำงานกับคนกลุ่มอื่นๆ ในเมืองมากขึ้น เช่น ชนชั้นกลาง ชุมชนที่ไม่ใช่ชุมชนแออัด เราพยายามเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ กับคนเหล่านี้ บทเรียนสำคัญคือ คนทำงานต้องแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา จะใช้วิธีคิดดั้งเดิมที่เคยทำเมื่อสมัยปี 2528 ไม่ได้ เพราะเมืองเปลี่ยนเร็วมาก ทั้งสถานการณ์ นโยบาย และทิศทางของการพัฒนา รวมถึงผู้คน กรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนจากระบบขนส่งทางถนนไปสู่ระบบราง ทุกอย่างจะเปลี่ยนตามไปด้วย ตอนนี้เราทำงานกับพื้นที่ที่คิดว่าเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ คือย่านเยาวราช ซึ่งจะถูกขนาบด้วยทางรถไฟฟ้าสามเส้น ตอนนี้พยายามรวมกลุ่มชาวบ้าน 18 ชุมชนในย่านเยาวราช ให้เขาคิดว่าเขาจะตั้งรับกับการพัฒนาแบบนี้อย่างไร เขาอยากปรับตัวเองเป็นแบบไหน

“เรายังยืนยันวิธีทำงานแบบเข้าไปจัดตั้งคนกลุ่มเล็กๆ จัดตั้งชุมชน แต่เราต้องเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ด้วย ตอนนี้เรากำลังเรียนรู้เกี่ยวกับผังเมือง เราต้องพยายามเข้าใจเพื่อทำให้คนอยู่กับเมืองได้อย่างสมดุล ไม่ใช่นายทุนเข้ามากว้านซื้อที่แล้วไล่คนเล็กคนน้อยออกไป"

จำนงค์ จิตรนิรัตน์ นักพัฒนาอิสระ เปิดเผยว่า ผมทำงานสลัมมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 เห็นการเติบโตของของชุมชนมาตลอด จากชาวบ้านสลัมที่อยู่ใต้เส้นแดง เติบโตไม่ได้ จัดตั้งไม่ได้ สุดท้ายก็มีองค์กร มีการเปลี่ยนแปลง ลุกขึ้นมาได้ คนจนมีการยกระดับ เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสังคม และเข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงได้ มาร่วมร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเจรจากับรัฐบาลเรื่องตั้งกองทุน จนเป็น พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) ในปัจจุบัน

บทเรียนจากการจัดตั้งในหลายพื้นที่คือ เรามักพลาดตอนสุดท้ายอยู่เรื่อย ทั้งที่เราก่อตัวมานาน อย่างตอนร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เกือบดีแล้ว ก็ชะล่าใจ สุดท้ายอำนาจไปอยู่ในนักการเมือง พลังที่เราทำกันมามักหล่นในช่วงสุดท้าย ทำให้พี่น้องที่ทำงานกันมาต่อเนื่องเกิดอารมณ์ค้าง ที่ผ่านมามีสิ่งดีๆ จากพลังชุมชนเกิดขึ้นมากมาย มีโมเดลเกิดขึ้นมาก แต่อยู่กระจายเกินไป ทำให้เราไม่สามารถเสนอภาพรวมของทางเลือกใหม่ให้สังคมได้ หากเรารวบรวมสิ่งที่กระจายอยู่ให้เป็นขบวนภายใน 5-10 ปีข้างหน้า จะเป็นความหวังใหม่ของสังคมไทยตอนที่การเมืองแบ่งเป็นสี ทำให้พื้นที่ของชุมชนห่างกัน ปัญหาในพื้นที่เล็กๆหายไป แต่รัฐประหารทำให้พื้นที่ชุมชนกลับมา เมื่อไหร่ที่กระแสการเมืองสูง พื้นที่ชุมชนก็จะหายไป จะเกิดการอ่อนเปลี้ย ทั้งนักพัฒนา นักปฏิบัติการ และชุมชน แต่เมื่อไรที่ข้างบนอ่อน จะทำให้พื้นที่ชุมชนได้ยืนสูงขึ้นการเมืองรอบหน้า ใครมาก็เอื้อกลุ่มทุนแน่นอน หากเรารวมประมงพื้นบ้าน รวมชาวเล รวมคนไร้บ้าน รวมทุกอย่างให้เป็นขบวน ก็จะเป็นพลังที่สุด ความเหลื่อมล้ำต้องถูกอธิบายด้วยคนกลุ่มนี้ ไม่ใช่อธิบายด้วยคนข้างบนที่ไม่แก้อะไรเลย ทั้งฝั่งทหาร ทั้งฝั่งประชาธิปไตย หากผู้ถูกทำให้เหลื่อมล้ำรวมตัวกันเพื่อยืดหยัดและต่อรอง จะเป็นทางออกที่ดีในอนาคต

11219220 1201318179894911 2451038397131894643 n11935105 1201312096562186 3665949967373015398 n12002895 1201313843228678 5303241536070486902 n12036713 1201318293228233 4103309136169654211 n 1

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter