มาตรการ และนโยบายการทวงคืนผืนป่าของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.) ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งนับตั้งแต่ คสช.ได้มีคำสั่งที่ 64/2557 และ 66/2557
เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ) ได้ทำพิธีเปิดยุทธการทวงคืนผืนป่าจากยางพารา เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2558 ภายหลังจากที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีการรวบรวมข้อมูล ทั้งจากแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศและการสำรวจในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ จนนำมาสู่การออกแผนปฏิบัติการทวงคืนผืนป่า พบว่า มีการบุกรุกพื้นที่ป่าทั่วประเทศ รวม 62 จังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้พบการบุกรุกทุกจังหวัด พื้นที่ที่ถูกบุกรุก แล้วแผ้วถางปลูกยางพารา มีทั้งที่อยู่ในเขตป่าสงวน, อุทยานแห่งชาติ, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า, วนอุทยาน และเตรียมการประกาศอุทยานฯ
โดยในกรมป่าไม้ และกรมอุทยาน ได้มีการประกาศแผนปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าจากยางพารา เพื่อนำมาฟื้นฟู ปลูกป่าทดแทนภายในเดือนธันวาคม 2558นี้ ให้ได้ 600,000 ไร่ โดยมอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติทวงคืนผืนป่า จำนวน 200,000 ไร่ กรมป่าไม้อีก 400,000 ไร่ โดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำ และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะการดำเนินการทวงคืนผืนป่าจะต้องดำเนินการเริ่มจากแปลงที่เป็นของนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลเป็นอันดับแรก ตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และต้องไม่ส่งผลกระทบต่อราษฎรผู้ยากไร้ และการปฏิบัติการตามนโยบายนี้ต้องไม่ให้มีเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตหรือแอบอ้างผลประโยชน์ หากพบจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดทุกกรณี
แต่ผลปรากฏว่าหลังจากกรมป่าไม้ใช้มาตรการนี้เปิดยุทธการในการทวงคืนผืนป่า มีการตัดฟัน โค่นยางพาราอย่างหนักทั่วทุกภาคของประเทศ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหลายภาคส่วนในสังคมภายหลังพบว่าการอ้างการปฏิบัติการตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64 และ 66 / 2557 และแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ฯ ได้สร้างความเดือดร้อน และผลกระทบให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ป่า ซึ่งนำไปสู่สถานการณ์ความตึงเครียด และความขัดแย้ง มากกว่าการสร้างความร่วมมือในการบริหารจัดการป่าระหว่างภาครัฐกับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ ซ้ำยังส่งผลกระทบด้านลบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ได้รับผลกระทบกลับกลายเป็นประชาชนผู้ยากไร้ ชาวบ้านรายเล็กรายน้อยซึ่งไม่ใช่นายทุน หรือผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ตามที่ คสช.ได้ตั้งเป้าหมายการฟื้นฟูป่าเอาไว้ได้
จากผลกระทบที่เกิดขึ้นและกระแสการคัดค้านจากสังคม และภาคประชาชน จนนำไปสู่การเสนอให้รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทบทวนการดำเนินการตามแผนแม่บทป่าไม้และ ยุทธการทวงคืนผืนป่าดังกล่าว
ล่าสุดนางเปรมพิมล พิมพ์พันธุ์
รองอธิบดีกรมป่าไม้ ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนและยอมรับว่า ที่ผ่านมากรมป่าไม้สามารถทวงคืนผืนป่าจากผู้บุกรุกปลูกสวนยางพาราได้แล้ว 93,006 ไร่ จากเป้าหมายทั้งหมด ที่กรมป่าไม้วางไว้จำนวน 400,000 ไร่ โดยได้ดำเนินการตัดฟัน รื้อถอนไปแล้ว จำนวน19,349 ไร่ และอยู่ระหว่างรอดำเนินการรื้อถอนและตัดโค่นต้นยางพาราอีก 25,543 ไร่ การดำเนินการทวงคืนผืนป่าล่าช้ากว่าแผนเดิมที่กำหนดไว้ ทำให้กรมป่าไม้ต้องปรับแผนตัวเลขพื้นที่ทวงคืนผืนป่าภายในปี 2558 เหลือเพียง 150,000 ไร่ คาดว่าจะดำเนินการยึดคืนป่าแล้วเสร็จในเดือนธันวาคมนี้





