บริเวณชายฝั่งและตามเกาะต่าง ๆ ในทะเลอันดามัน มีชนเผ่าชาวเล ทั้งอุรักลาโว้ย มอแกน มอแกลน อพยพมาจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย เข้ามาอาศัยอยู่กว่า 300 ปีมาแล้ว โดยประกอบอาชีพประมงและปลูกพืชเพื่อยังชีพ ไม่มีการแสดงกรรมสิทธิในที่อยู่อาศัย ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ก็เป็นชนเผ่าที่มีวิถีวัฒนธรรมความเชื่อ มีพื้นที่ทางจิตวิญญาณและประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
ปัจจุบันมีชาวเลอาศัยในเขตอันดามันมีหลายหมื่นคน ตั้งรกรากที่มั่นคงเช่น ชาวเลแหลมตรง (เกาะพีพี) กระบี่ เกาะหลีเป๊ะและหมู่เกาะอาดัง จ.สตูล ชาวเลแหลมตุ๊กแกและราไวย์ จ.ภูเก็ต ชาวเลหมู่เกาะสุรินทร์ บ้านทุ่งหว้า และบริเวณชายฝั่ง จ.พังงา ฯลฯ ซึ่งล้วนยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นอยู่ของตนเองได้อย่างเหนียวแน่น โดยเกือบทั้งหมดมีสิทธิความเป็นคนไทย มีบัตรประจำตัวประชาชนและล้วนได้รับพระราชนามสกุลจากสมเด็จย่า
จะว่าไปแล้วชาวเลเหล่านี้ไม่เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไปมากนัก เนื่องจากดำรงชีวิตบนวิถีเรียบง่าย แต่คนเหล่านี้ล้วนมีคุณค่ากับแผ่นดินไทย อย่างเช่นในคราวที่มีการแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับมาเลเซีย ชาวเลเกาะหลีเป๊ะเป็นผู้ที่ตัดสินว่าแผ่นดินที่เขาอาศัยอยู่คือแผ่นดินไทย ทำให้เกาะหลีเป๊ะและหมู่เกาะอาดังเป็นของไทยมาถึงทุกวันนี้
แต่ในระยะต่อมาทางการเข้าไปประกาศเขตอุทยานและเขตอนุรักษ์ทับที่ซึ่งชาวเลอาศัยอยู่ก่อน ทำให้ชาวเลกลายเป็นผู้บุกรุกไปโดยปริยาย ประกอบกับพื้นที่เหล่านี้มีความสวยงามทางธรรมชาติ พอความเจริญและการท่องเข้ามาทำให้เกิดการออกเอกสารสิทธิทับที่อยู่ของชาวเล โดยอาศัยความไม่รู้และความไม่สนใจเรื่องสิทธิในเรื่องที่อยู่อาศัยของชาวเลเป็นช่องโหว่ ทำให้ชาวเลจำนวนมากกลายเป็นผู้บุกรุกที่ของเอกชนบ้าง ที่ของอุทยานบ้าง เป็นคดีความกันมาจนทุกวันนี้
ไม่จำเพาะที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัญหาเท่านั้น แม้แต่ที่ทำกิน ซึ่งชาวเลออกเรือหาปลามานับร้อย ๆ ปี พอประกาศเป็นเขตอุทยานพวกเขาก็หมดสิทธิในการออกทะเลหาปลาอีกต่อไป เช่นเดียวกับพื้นที่ทางจิตวิญญาณ (ที่ฝังศพ) ก็ถูกนายทุนอ้างสิทธ์เหนือแผ่นดินของพวกเขา
วันนี้ทั้งที่อยู่ที่ทำกิน ที่ฝังศพของชาวเลกำลังถูกรุกรานโดยคนไทยด้วยกัน แม้ว่าชาวเลเหล่านี้จะมีสิทธิความเป็นคนไทยและเคยมีคุณต่อแผ่นดินสักปานใดก็ตาม
เพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้กับชาวเล รัฐบาลโดยสำนักนายกรัฐมนตรี (มล.ปนัดดา ดิสกุล) จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล โดยมี พอ.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน มีตัวแทนภาครัฐที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน นักพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และตัวแทนชาวเลเป็นกรรมการ ซึ่งเป้าหมายของการทำงานก็มีความชัดเจนตามชื่อของคณะกรรมการอยู่แล้ว
ในการดำเนินงานของคณะกรรมการจะเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นปัจจัยสำคัญ จึงได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสืบหาข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นรายพื้นที่หลายคณะด้วยกัน โดยมีแนวทางการทำงานในแต่ละเรื่องที่ชัดเจนดังนี้
1) การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นกรณีเกาะหลีเป๊ะ ชาวเลแหลมตุ๊ก ชาวเลราไวย์ แหลมตง (เกาะพีพี) ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีความสลับซับซ้อนทางด้านข้อมูล ด้วยปัญหาสะสมมาเป็นเวลานานและถูกละเลยไม่ได้รับการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่ละฝ่ายก็มีข้อมูลคนละชุดและต่างก็ยึดถือข้อมูลของตนเองเป็นหลัก ดังนั้นภารกิจของคณะกรรมการชุดนี้คือ ให้แต่ละส่วนจัดทำข้อมูลของตนเองขึ้นมา ทั้งการตั้งถิ่นฐาน ข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ เอกสารทางราชการ ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หลักฐานทางจิตวิญญาณ ต้นไม้ สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ แม้แต่ชาวบ้านเองก็ต้องจัดทำข้อมูลเหล่านี้ด้วยเช่นกัน โดยมีมูลนิธิชนไทและสถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคอยสนับสนุน ซึ่งขณะนี้ข้อมูลทุกทางกำลังจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2558 แล้วจะจัดส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เป็นผู้ประมวลให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งข้อมูลที่ DSI ประมวลจะถือเป็นเอกสารสำคัญในการตัดสินใจดำเนินงานต่อไป
แสงโสม หาญทะเล แกนนำชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะบอกว่า ข้อมูลของชาวบ้านได้ร่วมกันจัดทำมาตลอด ซึ่งความจริงหลาย ๆ อย่าง ทุกคนก็รู้กันดีอยู่แล้ว แต่หลักฐานมีการอำพราง มีความสลับซับซ้อนและชาวเลรู้ไม่เท่าทัน จึงตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบตลอดมา หวังว่าครั้งนี้การแก้ปัญหาจะทำให้เกิดความเป็นธรรมกับชาวเลได้ เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าชาวเลอยู่มาก่อน แต่วันนี้พวกเรากลับไม่มีที่จะอยู่ ไม่มีทางออกทะเลเพื่อทำมาหากิน ที่ฝังศพก็ไม่มี
2)การแก้ปัญหาการประกอบอาชีพของชุมชนชาวเล ซึ่งหลัก ๆ ก็คือทางการประกาศเขตอุทยานทับที่ชาวเล และห้ามไม่ให้ชาวเลจับสัตว์น้ำในท้องทะเลบริเวณอุทยาน ทั้ง ๆ ที่พื้นที่เหล่านี้ชาวเลหากินกันมานับร้อยปี การแก้ปัญหานี้ได้การตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณา โดยมีแนวทางในการผ่อนปรนให้ชาวเลหากินในเขตอุทยานได้ แต่มีการกำหนดเครื่องมือที่เป็นวิถีดั้งเดิมของชาวเล 17 ชนิด เช่น ลอบ ไซ เบ็ด อวนลอย แร้วปู ฯลฯ ยกเว้นหมู่เกาะสุรินทร์ที่ให้ใช้เครื่องมือได้ 9 ชนิดเท่านั้น
ประการถัดมาก็คือการกำหนดช่วงระยะเวลาผ่อนปรนในการทำประมงโดยส่วนใหญ่ให้ทำประมงได้ตลอดทั้งปี ยกเว้นอุทยานแห่งชาติเกาะลันตาให้ทำประมงได้ช่วงเดือมิถุนายน-ตุลาคม ของทุกปีเท่านั้น (ยกเว้นหลังเกาะไหงให้ทำกินได้ทั้งปี) โดยให้อุทยานแห่งชาติแต่ละแห่งจัดทำแผนที่แสดงแนวเขตผ่อนปรนและเขตหวงห้ามให้ชัดเจน
และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือ จะต้องมีการกำหนดปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ ต้องไม่เกินครั้งละ 60 กิโลกรัมต่อเที่ยว ๆ ละ 7 วัน และไม่จับปลาสวยงามและสัตว์น้ำหวงห้ามทุกชนิด ในขณะที่ชาวเลเกาะสุรินทร์ให้จับได้เพียงครอบครัวละ 8 กิโลกรัมต่อวัน และหมู่เกาะสิมิลัน สามารถทำประมงได้ปีละ 2 ครั้ง โดยไม่กำหนดช่วงเวลา
มาตรการผ่อนปรนเรื่องการประกอบอาชีพนี้ ยังมีความเห็นไม่ตรงกันเสียที่เดียว ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า พื้นที่เหล่านี้ชาวเลหากินมาก่อน รัฐต่างหากที่ประกาศทับที่แล้วมาห้ามไม่ให้ทำมาหากิน จึงควรอนุญาตให้ชาวเลทำมาหากินได้เพียงกำหนดเครื่องมือการประมงที่เหมาะสมเท่านั้น คนที่ทำการประมงแบบล้างผลาญไม่ใช่ชาวเลอย่างแน่นอน การกำหนดปริมาณในการจับก็ไม่ควรเพราะปกติก็หากินลำบากอยู่แล้ว ยังมีการอนุญาตให้จับสัตว์น้ำในเดือนมิถุนายน – ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงมรสุม เรือประมงขนาดเล็กของชาวเลออกหาปลาไม่ได้ แสดงว่าอุทยานเห็นแก่ความสุขของนักท่องเที่ยวมากกว่าปากท้องของชาวเล ฯลฯ
ในขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า กำหนดอย่างนี้ไปก่อนชาวเลจะได้ทำมาหากินโดยไม่ต้องถูกจับแล้วมาแก้ไขเป็นธรรมขึ้นในภายหลังก็ได้
3)ประการสุดท้ายก็คือ พื้นที่ทางจิตวิญญาณหรือที่ฝังศพ ซึ่งชาวเลจะอาศัยป่าเป็นที่ขุดหลุมฝังศพผู้เสียชีวิตมาหลายชั่วอายุคน แต่ปัจจุบันที่ดินมีราคาสูง ประมาณการว่าพื้นที่ฝังศพทุกแห่งรวมกันมีมูลค่านับพันล้าน ล้วนตั้งอยู่ใกล้ทะเล มีความสวยงามตามธรรมชาติ จึงเป็นที่หมายปองของนักลงทุนทั้งหลาย ไม่ต่างอะไรจากที่อยู่อาศัย ดังนั้นพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเลเกือบทุกแห่งจึงกลายเป็นที่หมายปองของนายทุน จนทำให้ชาวเลหลายแห่งไม่มีแม้ที่จะฝังศพ ดังนั้นคณะกรรมการจึงได้มีการสำรวจพื้นที่ทางจิตวิญญาณอย่างละเอียด เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา
ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง มาตรา 25 ระบุว่า “ชนเผ่าพื้นเมืองมีสิทธิที่จะดำรงรักษาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ด้านจิตวิญญาณกับที่ดินเขตแดน น้ำและชายฝั่งทะเลและทรัพยากรอื่น ๆ ซึ่งพวกเขาได้เป็นเจ้าของตามประเพณี หรือมิฉะนั้นเคยครอบครองหรือใช้ประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว และมีสิทธิที่จะดำรงความรับผิดชอบในการส่งเสริมสิ่งเหล่านี้สู่คนรุ่นต่อไป”
จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐไทยจะให้ความเคารพในสิทธิของชนเผ่าเหล่านี้และหาทางแก้ปัญหาของพวกเขาอย่างจริงจัง เพื่อเป็นของขวัญในงาน “รวมญาติชาวเล” ที่จะจัดขึ้นที่เกาะลันตาปลายปีนี้





