playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

IMG 5701

แม้ทุกวันนี้ คำว่า “ประชาสังคม” นิยาม ความหมาย ยังมีความต่างในแวดวงพัฒนา ยังมีความเห็นไม่ตรงกันในหมู่นักพัฒนา แต่ไม่ว่าจะมีความต่างทางความเข้าใจอย่างไร สิ่งที่พวกเขาทำ นับเป็นพลังทางสังคมที่มุ่งทำงานพัฒนาให้ชีวิตผู้คนและคุณภาพของสังคมดีขึ้น แม้จะยังไม่มีคำจำกัดความที่ยอมรับร่วมกันอย่างชัดเจน

สถานการณ์การทำงานพัฒนาของภาคประชาชนในปัจจุบัน พูดอย่างหยาบๆ จะเห็นว่ามีตั้งแต่ในระดับปัจเจก กลุ่ม องค์กร กระทั่งเครือข่าย บ้างเรียกองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ บางส่วนเรียกองค์กรชุมชน บางส่วนเรียกประชาสังคม บางส่วนทำงานในลักษณะเครือข่าย บางส่วนเป็นกลุ่มผู้ประกอบการทางสังคม ที่ปัจจุบันเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย และนิยามตัวเองว่าไม่ใช่ทั้งเอ็นจีโอ หรือภาคประชาสังคม แต่เป็นคนที่ทำกิจกรรมทางสังคมในพื้นที่ ซึ่งบางส่วนทำระดับชุมชน บางส่วนทำในระดับจังหวัด บางส่วนทำในเชิงประเด็น บางส่วนทำงานในเชิงนโยบายสาธารณะ  

บ้างทำงานแบบอาร์ดคอร์ บ้างสายธรรมะ บ้างสายเย็น ทำงานในประเด็นที่หลากหลาย บางส่วนทำเรื่องสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรดินน้ำป่า บางกลุ่มทำเรื่องสิทธิชุมชน ความมั่นคงทางอาหาร เกษตรกรรมยั่งยืน สิทธิชุมชน พลังงานทางเลือก การศึกษาทางเลือก ชาติพันธุ์พื้นเมือง สวัสดิการ เป็นต้น บ้างเป็นแนววิพากษ์ วิพากษ์เปิดโปงสร้างอำนาจการต่อรอง บางกลุ่มใช้แนวความร่วมมือ นั่นก็มาจากวิธีวิเคราะห์ซึ่งจะมากำหนดวิธีการทำงาน ตามจริตของแต่ละส่วน แต่สำคัญต้องไม่ลืมจุดยืน

การทำงานในแบบเดิมอาจไม่มีพลังแล้ว ขณะเดียวกันก็คิดค้นการสร้างพลังอำนาจในการต่อรอง หรือบางส่วนให้ความสำคัญกับการสื่อสารโซเชียลมีเดีย มีหลายตัวอย่างที่ใช้การสื่อสารได้ดี ก็สามารถเป็นช่องทางให้สามารถจุดติดได้ แต่การขับเคลื่อนทางสังคม ก็ยังมีลักษณะต่างคนต่างทำอยู่ แม้ในจังหวัดเดียวกันก็ยังไม่รับรู้กันก็มี การสร้างการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องผนึกกำลัง จำเป็นที่จะต้องมีเป้าหมายร่วม และมีการแมฟปิ้งให้เห็นภาพรวมทั้งหมดว่าใครทำอะไรที่ไหนอยู่ ถึงตอนนี้อาจต้องมีข้อเสนอที่พ้นนโยบายเป็นเรื่องๆ ไป

“สังเคราะห์ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนภาคประชาสังคมในอนาคต”

ระหว่างวันที่ 15 – 17 ตุลาคม 2558 คณะอนุกรรมการสนับสนุนภาคประชาสังคม พอช. จัดเวทีสัมมนา “สังเคราะห์ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนภาคประชาสังคมในอนาคต” เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคม ออกแบบกระบวนการทำงาน กำหนดประเด็นร่วมในการหนุนเสริมการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ณ อิงธารรีสอร์ท ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดยมีตัวแทนภาคประชาสังคมจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมกว่า 120 คน

IMG 5680ศ.ดร.สุวิชัย หวันแก้ว ประธานอนุกรรมการสนับสนุนภาคประชาสังคม พอช. กล่าวว่าเราอยู่ท่ามกลางความซับซ้อนของกระบวนการเปลี่ยนแปลง ที่มีความเคยชินกับการมุ่งให้อำนาจแก้ปัญหาในแบบเดิม การแยกย้ายลงไปเรียนรู้จากการทำงานพัฒนาร่วมกับชาวบ้าน ทำให้เรามองเห็นตัวเองในบริบทการสร้างภาคีทางสังคม เราจะกระชับแรง กระชับหัวใจกันอย่างไร ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าสิ่งที่เราทำมันเบลอไม่ชัดเจน

ตอนนี้เราอยู่ในสังคมที่ให้ท้ายอำนาจ ลืมว่าชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้ ลืมไปว่าชุมชนมีความรู้และอำนาจในการจัดการตัวเอง และเคยชินกับการแบ่งแยกแบ่งขั้ว เราต้องร่วมไม้ร่วมมือยกระดับความเข้มแข็งของประชาชน พลังอยู่ที่พวกเราสร้างกระบวนการเรียนรู้กันมากที่สุด  สร้างเป้าหมาย ตระหนักในข้อจำกัดร่วมกัน มองภาพรวมทั้งประเทศข้ามการจำกัดที่มีอยู่ในภาค สร้างโจทย์จากรูปธรรมที่เรากำลังเผชิญอยู่ ทั้งโจทย์เฉพาะหน้า และโจทย์ระยะยาวก็มีความสำคัญ สร้างยุทธศาสตร์ร่วม ประสานพลังภาคีเพื่อเป็นการสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรและเครือข่ายให้เป็นแกนหลักในการหนุนเสริมการดำเนินงานของชุมชนท้องถิ่น

“ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้”

IMG 5670‘ลุงเปี้ยก’ นายบำรุง บุญปัญญา กล่าวในวงสัมมนาว่า “ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้” “ถ้าไม่มีจิตวิญญาณขบถ จะเข้าใจสังคมได้อย่างไร” การตั้งคำถามต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรม และหาทางไปในอนาคต ด้วยจิตวิญญาณที่ต้องการปลดแอก คือคำตอบ “ประชาสังคม” เป็นวาทกรรมที่สับสนเป็นอย่างยิ่ง ทำไมต้องมาตีความว่าอะไรคือประชาสังคม หรือไม่ใช่ประชาสังคม มันไม่สำคัญ มันเป็นแค่ยี่ห้อระหว่างทางของการต่อสู้แค่นั้น 

ประวัติศาสตร์ของเอ็นจีโอ นั้นคือประวัติศาสตร์ของนักต่อสู้ เริ่มมากจากสมัยนักศึกษา ที่ถามหาความเป็นธรรม เป็นขนบของการต่อต้านอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ในขบวนการพัฒนา แรกเรียกองค์กรพัฒนาเอกชนว่า เอ็นจีโอ ต่อมาเรียกประชาสังคม ต่อมาเรียกพลเมือง แต่ทั้งหมดนั้นคือการสืบทอดอุดมการณ์ คือการมีจิตวิญญาณของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อความถูกต้องเป็นนักต่อสู้กระแสทวน

การต่อสู้มีในอดีต การเผชิญหน้าคือปัจจุบันขณะ การรู้อนาคตคือความหวังของชีวิต และเราคือปราการของการต่อสู้ ลูกบอลเมื่อโยนขึ้นแล้วเมื่อถึงพื้นย่อมกระเด้งคืน  

สถาบันปฏิปักษ์เสียงข้างมากค้ำ ‘ทหาร’ คือการ์ดของทุน

IMG 5729นายไพโรจน์ พลเพชร นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิ กล่าวในการสัมมนา “สังเคราะห์ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนภาคประชาสังคมในอนาคต” เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2558 อิงธารรีสอร์ท นครนายก ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันเราไม่อาจทัดทานอำนาจปืนกับอำนาจทุนได้ รัฐธรรมนูญกับอุดมคติในการสร้างสังคมประชาธิปไตย ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการสร้างกติกาให้ทหารเข้ามามีพื้นที่ทางอำนาจบ้าง การออกแบบให้กองทัพ นายทุนเป็นอภิสิทธิ์ชน เช่น ประเทศชิลี หรือแอฟริกาใต้ เป็นตัวอย่างการออกแบบให้ทหาร ทุนมีพื้นที่ในทางการเมืองก่อนจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

ปัจจุบันทหารขอพื้นที่ทางอำนาจ โดยอ้างการเป็นผู้พิทักษ์ สร้างความสันติ หยุดการตีกัน และอ้างทำการปฏิรูปก่อน เปิดพื้นที่ให้ข้าราชการ ให้ฝ่ายอนุรักษ์เข้าไปมีบทบาท เช่นความพยายามที่จะเข้ากุม สสส. ด้วยแนวความคิดอนุรักษ์นิยมที่จำกัดเรื่องสุขภาพไว้แค่การรักษาพยาบาล ไม่เปิดกว้างอย่างแนวคิดสุขภาพที่ สสส.กำลังทำอย่างครอบคลุมในทุกด้าน ที่ผ่านมาคนส่วนหนึ่งสนับสนุนการยึดอำนาจ เพราะอะไร

ร่าง รธน.ฉบับที่เพิ่งตกไป การบัญญัติให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ให้พื้นที่ทหารมีอำนาจอยู่ในนั้น คือแนวคิดของกลไกปฏิปักษ์เสียงข้างมาก เป็นการสะท้อนว่าถ้าไม่มีพื้นที่ทางการเมืองให้ทหารอยู่ก็จะเกิดการรัฐประหาร และความรุนแรงเกิดขึ้นได้อีก ถ้าทหารอยู่ก็สามารถแทรกแซงได้ เพราะความกลัวว่าเมื่อนักการเมืองฝ่ายหนึ่งชนะ นักการเมืองอีกฝ่ายหนึ่งก็จะลงถนน ความขัดแย้งก็ไม่มีที่สิ้นสุดอีก

การร่างรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ ก็ยังมีแนวคิดนี้อยู่ แต่ในอนาคตจะมีการยึดอำนาจอีกหรือไม่ อาจจะมีการยึดอำนาจอีกก็ได้ อย่างสมัยจอมพลถนอน ที่เห็นท่าไม่ดีก็รัฐประหารตนเอง คล้ายกับในยุคสมัย 8 ปี ช่วงพลเอกเปรม ที่เป็นประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ เป็นระบบที่ทหารต้องมารักษาความสุข เพราะสมัยนั้นมีความขัดแย้ง มีการฆ่ากันตาย จึงมีทหารเข้ามาปกครอง เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรง และพิทักษ์กฏระเบียบของสังคม เป็นภาระกิจของผู้พิทักษ์ คืนความสุข โดยอยู่ในอำนาจเพราะคนยังตีกัน แต่ความสุข ณ ปัจจุบัน กลับไปตกที่ชาวบ้านโดนการทวงคืนป่า ตัดโค่นต้นยาง โดนกำหนดพื้นที่ให้ทุนเข้ามาใช้ทรัพยากรในพื้นที่ได้อย่างมีอภิสิทธิ์พิเศษ จากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ที่ว่าเป็นสถาบันปฏิปักษ์เสียงข้างมาก คือคนส่วนหนึ่งเห็นด้วยว่าต้องมีทหารมาพิทักษ์กฏ การที่มีคำพูดว่าปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง คือต้องการให้ทหารอยู่ก่อน ให้พิทักษ์ป้องกันความรุนแรงพร้อมทำการปฏิรูปด้วย เป็นการสร้างความชอบธรรมในอำนาจ มีคนว่าสังคมไทยต้องมีระยะเปลี่ยนผ่านก่อนจะเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นทหารจะอยู่แบบไหนถึงจะชอบธรรม ดังนั้นกติการัฐธรรมนูญถึงต้องบรรจุไว้ สาระสำคัญคือทหารอยู่แล้วเกิดอะไรขึ้น จะกระทบประชาชนไหม อำนาจตาม ม.44 หรือคำสั่งที่ 3/2558 เป็นเครื่องมือเข้มข้นที่มากที่สุด ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ทหารสามารถจับกุม สอบสวนได้ และเราจะอยู่แบบนี้อย่างน้อยถึงปี 2560 เป็นเครื่องมืออำนาจในการกำราบเพื่อความสงบให้ขยายการลงทุนได้อย่างราบเรียบ

ทหารคือการ์ดของทุน คือผู้พิทักษ์นายทุน จะเห็นว่าเวลาเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะเอาที่ดินคืนมา ต้องเอาทหารไปด้วย นายทุนด้านพลังงานจะขุดบ่อแก็สก็มีทหารมาคุม การที่มีทหารในอำนาจรัฐ ไม่ได้เป็นผลบวกต่อชาวบ้านในแง่ของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของภาครัฐ การรื้อฟื้นอำนาจข้าราชการภูมิภาค ทอนอำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เป็นแนวโน้มที่เป็นอยู่ ชัดเจนว่าทหารมีเจตจำนง เป็นประชาธิปไตยช่วงเปลี่ยนผ่าน เป็นแนวคิดสถาบันปฏิปักษ์เสียงข้างมาก คือคนไทยปฏิเสธเสียงข้างมาก จึงเข้าได้กับความเชื่อของคนไทยบางกลุ่ม แต่ในอีกด้านอีกของการเข้ามาก็เป็นการเพิ่มอำนาจรัฐให้กับทุน และข้าราชการ

แต่ถึงอย่างไร พลังการเติบโตของภาคประชาชนที่ไม่ยอมจำนน ที่ได้เรียนรู้สิทธิ เข้าใจสิทธิ ปกป้องสิทธิ เป็นวิญญาณที่อยู่ในตัวประชาชน เชื่อว่าท้ายสุดอำนาจรัฐจะสะกดไม่อยู่   

สร้างขบวนการใหม่เพื่อสังคมอนาคต  

IMG 5759นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เครือข่ายการศึกษาทางเลือก เสนอผลระดมความคิดเห็นจากการหารือในกลุ่มนักพัฒนาที่ทำงานขับเคลื่อนสังคมมานานกว่า 20 ปี โดยมีข้อสรุปร่วมกันว่า เราจะปฏิญาณครั้งใหม่ ว่าเราจะทำให้ได้ เราจะสถาปนาขบวนการขับเคลื่อนที่มีพลัง แบ่งออกเป็น 2 แนว ซึ่งยังต้องมีการหารือข้อสรุปเพิ่มเติม แนวทางที่หนึ่งคือ การสร้างขบวนการสร้างสังคมอนาคต เพื่อสังคมอนาคต และอีกแนวทางหนึ่งคือการตั้งพรรคการเมือง เพราะจะเป็นการสถาปนาตัวตนให้มีสถานะ แต่การจัดพรรคจะต้องรองรับความหลากหลาย รองรับความซับซ้อนได้ ไม่รวมศูนย์ แต่ก็ไม่ใช่เครือข่ายที่กระจัดกระจายไร้พลัง โดยมีเป้าหมายคือ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมทางสังคม”

ข้อเสนอก็คือ 1) ให้มีกระบวนการวิเคราห์ สังคมไทย โลก บริบทใหม่ให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน 2) สังเคราะห์องค์ความรู้ จัดทำข้อเสนอทิศทางอนาคต เพื่อความเป็นธรรม เพื่อเท่าเทียม เป็นสังคมสวัสดิการ จัดการตนเอง ความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งต้องทำให้ข้อเสนอชัดเจนในแต่ละเรื่องว่าจะเดินไปไหน 3) สร้างสถาบันศึกษาสังคมอนาคต สร้างการเรียนรู้ข้ามรุ่น วัย ภาค ข้ามสาย ข้ามข่าย สร้างคนรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์อย่างมีคุณภาพ

โดยจะใช้พื้นที่ปฏิบัติการสังคมอนาคตในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ สร้างชุมชนท้องถิ่นให้เกิดรูปธรรมที่ชัดเจน ให้เกิดการปฏิบัติการร่วม แบบสำนึกร่วม มีกิจกรรมที่ไหนจะร่วมกัน และ ต้องประกาศต่อสังคมว่าเราคือใคร มีข้อเสนอ ทิศทาง อย่างไร และจะสร้าง “ธรรมนูญประชาชน” ร่วมกัน เราจะไม่ระดมแล้วเอาไปส่งต่อให้เขา แต่เราจะเดินตามสิ่งที่เรากำหนด ซึ่งต้องมีการลงมือปฏิบัติโดยจะทดสอบพลังจากกรณีทวงคืนผืนป่า เศรษฐกิจพิเศษ กรณีเรื่องเหมือง ว่าเราจะขยับอย่างไร เราจะนำเสนอในนามขบวนการใหม่ต่อไป

IMG 5743IMG 5764IMG 5696IMG 5723IMG 5725IMG 5609

 
แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter