playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

4

ตำบลนาโพธิ์ อ.สวี จ.ชุมพร  เดิมทีชาวบ้านมีอาชีพทำนา มาในระยะหลังหันมาประกอบอาชีพปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว กาแฟ และทำสวนผลไม้  มีวิถีชีวิตการอยู่ร่วมกันแบบพี่น้องโดยใช้วัฒนธรรม “สภากาแฟ” เป็นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอันเป็นวิถีปกติของคนใต้

          ด้วยวิถีการอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรนี่เองทำให้คนนาโพธิ์ มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมเพื่อพึ่งตนเองอย่างหลากหลาย เช่นกลุ่มออมทรัพย์ซึ่งมีอยู่ทุกหมู่บ้าน กลุ่มสตรี กลุ่มผลไม้ กลุ่มผู้สูงอายุ  สตรีอาสา (แปรรูปอาหาร)  ฯลฯ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านมีความรักเห็นอกเห็นใจกันมากยิ่งขึ้น

      5    ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2551 กลุ่มองค์กรชุมชนดังกล่าวข้างต้น 15 กลุ่ม ก็ได้รวมตัวกันจดแจ้งเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบลนาโพธิ์ ตาม พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 โดยนายวิบูลย์  อุทัย หรือกำนันแดง  เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนเราพูดคุยผ่านเวทีสภากาแฟ ใครทำอะไร หรือมีข่าวอะไรตื่นเช้ามาก็รู้กันหมด  แต่สภากาแฟเป็นสภาธรรมชาติไม่มีสถานะไม่มีใครรับรอง แต่พอเราจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนถูกรับรองโดยกฎหมาย เวลาสภาองค์กรชุมชนของเราวางแผนทำอะไร อบต.ก็ฟัง จากนั้นเราก็ใช้สภาองค์กรชุมชนขับเคลื่อนงานแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านเรื่อยมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาที่ดินซึ่งคาราคาซังมาเป็นเวลานาน

          ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า อยู่กันอย่างนี้รัฐก็ไม่ได้อะไรภาษีก็เก็บไม่ได้ชาวบ้านเองก็รู้สึกไม่มั่นใจ น่าจะทำให้ถูกต้องเสียที ชาวบ้านก็ได้รัฐก็ได้ ในขณะที่บางคนบอกว่าอย่าทำเลย ทำไปก็ไม่มีวันได้สิทธิหรอกเคยมีคนทำมาแล้วหลายครั้งไม่เคยสำเร็จสักครั้ง ในขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ใจยังสู้ จึงพร้อมใจกันจะต่อสู้ ร่วมกันทำงานให้ได้เอกสารสิทธิ์ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนที่จัดตั้งให้เป็นตัวขับเคลื่อน

          กำนันแดงบอกว่า การสู้ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่คนริเริ่มมาจากภายนอก ชาวบ้านเองก็รวมตัวกันไม่เข้มแข็ง และรัฐก็มองว่าองค์กรชาวบ้านเหล่านี้เป็นองค์กรเถื่อน แต่ครั้งนี้เรามีสภาองค์กรชุมชนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ชาวบ้านก็ความเข้มแข็งและมีความตั้งใจมากขึ้นที่จะทำให้สำเร็จ

   3       จากการพูดคุยปรึกษาหารือผ่านสภาองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นเวทีที่มีสถานะ พบว่า ตำบลนาโพธิ์ (ซึ่งมี 8 หมู่บ้าน) อีก 5 หมู่บ้าน คือ บ้านควนสีแท บ้านนาคราม บ้านเขาสวนทุเรียนและบ้านห้วยกรด  เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ ชาวบ้านทำกินบนที่ดิน ซึ่งตกทอดมาจากบรรพบุรุษนับร้อยปี แต่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ เนื่องจากเป็นที่ดินสาธารณะสงวนเลี้ยงสัตว์ ไม่น้อยกว่า 375 แปลง รวม 3,500 ไร่ ดังนั้นปัญหาการไม่มีสิทธิทำกินหรือไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน จึงเป็นปัญหาร่วมของคนนาโพธิ์  สภาองค์กรชุมชนตำบลนาโพธิ์จึงกำหนดแนวทางการเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ

          โดยเริ่มจากการเชิญผู้รู้มาให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินทำกิน และความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับที่ดินก่อนที่จะนำไปสู่การสำรวจข้อมูล ทั้งประวัติชุมชน การตั้งถิ่นฐาน และข้อมูลรายบุคคล และนำข้อมูลไปสู่การจัดทำแผนที่ทำมือ การทำแผนที่ด้วยระบบ GIS

          สุวิทย์  เวชโภติ แกนนำชุมชน ย้อนอดีตตั้งแต่เริ่มทำงานในปี 2553 ให้ฟังว่า กระบวนการทำข้อมูล จะต้องมีความตั้งใจจริง มีความอดทน  สามัคคี ไม่เห็นแก่ตัว เราต้องใช้ความถูกต้องเป็นหลัก เพราะต้องนำข้อมูลที่ทำไปใช้ในการเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

          เพื่อให้การทำงานเป็นขั้นตอนมีการหนุนเสริมซึ่งกันและกัน สภาองค์กรชุมชนตำบลนาโพธิ์ จึงอาศัยความตามมาตรา 23 แห่ง พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551  ตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยมีองค์ประกอบทั้งชาวบ้านผู้เดือดร้อน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต. ฯลฯ จากนั้นก็มีการเปิดให้ผู้เดือดร้อนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ โดยให้แกนนำในแต่ละหมู่บ้านเป็นผู้รวบรวมรายชื่อให้มา

          เมื่อได้รายชื่อผู้เดือดร้อนครบแล้ว ก็มีการจัดทำแผนที่ทำมือกันอย่างจริงจัง ใครที่มีที่ดินทับซ้อนกับใครก็ต้องเจรจาเขตแดนกันให้เป็นที่เรียบร้อย เพื่อจะทำให้การรังวัดที่ดินสำเร็จเร็วขึ้น จากนั้นก็ประสานกับ อบต.นาโพธิ์ ให้จัดทำหนังสือ นสล. (หนังสือสำคัญหลวง) แสดงเขตแดนระหว่างที่อยู่อาศัยกับเขตป่าชัดเจนแล้วช่วยกันปลูกป่าป้องกันการบุกรุกแนวเขต

          หลังจากมีการจัดทำข้อมูลที่ดินประวัติชุมชนการตั้งถิ่นฐานตลอดจนการจัดทำแผนที่เสร็จแล้วก็นำไปสู่การรับรองในที่ประชุมสภาองค์กรตำบลนาโพธิ์ แล้วนำไปประสานงานกับที่ดินอำเภอและที่ดินจังหวัด จนได้รับคำชมเชยว่าข้อมูลและแผนที่ ซึ่งทำโดยชาวบ้านมีความถูกต้องและมีความเรียบร้อยเข้าใจง่าย ส่งผลให้มีการออกเอกสารสิทธิ์ให้กับชาวบ้านในปีเดียวกัน

          หลังจากภารกิจแก้ปัญหาที่ดินลุล่วงไป คนนาโพธิ์ก็ได้มีการสรุปบทเรียนร่วมกัน พบว่าปัจจัยที่ทำให้ชาวนาโพธิ์ได้รับเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน คือการใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนงานอย่างเข้าใจในเจตนารมณ์ มีการพบปะพูดคุย โดยใช้ปัญหาและความต้องการของชาวบ้านเป็นตัวขับเคลื่อน มีแกนนำที่มีความเข้าใจ และร่วมมือกันด้วยดีทั้งแกนนำท้องที่และท้องถิ่น ตลอดจนมีขบวนองค์กรชุมชนอื่น ๆ ให้การสนับสนุน ทุกภาคส่วนทำงานโดยยึดถือประโยชน์ของคนในท้องถิ่นเป็นเป้าหมายสำคัญ

          ผลการแก้ปัญหาที่ดินทำให้สภาองค์กรชุมชนตำบลนาโพธิ์ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งได้รับการยอมรับจากชาวนาโพธิ์อย่างกว้างขวาง ส่งผลให้สภาองค์กรชุมชนตำบลเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการเป็นพื้นที่กลางให้ชาวบ้านนำปัญหาต่างๆ มาพูดคุยแก้ปัญหาร่วมกันอย่างครบวงจร เช่นปัญหาเรื่องสุขภาพ โดยการส่งเสริมให้มีการทำการเกษตรปลอดสารเคมี ปลูกผักปลอดสาร  การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ  การขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการทำข้าวไร่ในสวนปาล์ม การส่งเสริมเรื่องเศรษฐกิจและทุน เช่นการผลิตน้ำตาลสดและการทำน้ำตาลมะพร้าว การทำน้ำดื่มของชุมชนเป็นต้น

          ในช่วงที่การพัฒนายกระดับ จากการทำกิจกรรมเฉพาะอย่างไปสู่การพัฒนาแบบใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งให้ชาวบ้านเป็นแกนหลักในการทำงานโดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกในการเชื่อมทุกภาคีในพื้นที่มาทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การจัดทำข้อมูลปัญหาความต้องการของประชาชนไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหา หรือผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะของท้องถิ่นโดยคนในท้องถิ่นเอง ตำบลนาโพธิ์จึงเป็นพื้นที่หนึ่งที่คนชุมพร ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบในการขับเคลื่อนงานพัฒนาในลักษณะ “ชุมชนเข้มแข็งจัดการตนเองโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง” ซึ่งแนวคิดนี้เป็นสิทธิพื้นฐานในการจัดการตนเองของท้องถิ่นที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปให้ความสำคัญ และเรียกว่า “สมัชชาพลเมือง” และแนวทางเช่นนี้ เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศยืนยันให้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังยกร่างอยู่

          กรณีของตำบลนาโพธิ์ จากองค์กรชาวบ้านที่มีวิถีแบบชาวบ้านใช้สภากาแฟเป็นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารสู่สภาองค์กรชุมชนที่มีสถานะ สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับคนในพื้นที่ได้ มีการเชื่อมโยงภาคีทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือผลประโยชน์ของชาวบ้านในพื้นที่ เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการวางแผนพัฒนาจากเดิมจากบนลงมาไปสู่การวางแผนพัฒนาโดยคนในชุมชนเอง ซึ่งนี่คือรูปธรรมที่แสดงทิศทางการพัฒนาประชาธิปไตยฐานรากไปสู่ความเข้มแข็งอย่างแท้จริง

          

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter