
ผ่านพ้นไป 15 ปี ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ทำหน้าที่สนับสนุนองค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนที่หลากหลายทั่วประเทศเพื่อให้มีความเข้มแข็งจัดการตนเองได้ทั้งทางเศรษฐกิจสังคมและการเมือง
นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า พอช. โดยมีวิสัยทัศน์อันเป็นเข็มทิศสำคัญในการทำงานคือ “เป็นองค์กรของประชาชนที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งของสังคมจากฐานราก ด้วยพลังองค์กรชุมชนและประชาสังคม เน้นให้ชุมชนเป็นผู้จัดการและออกแบบวางแผนให้มีความสอดคล้องกับพื้นที่ท้องถิ่น ปัจจุบัน พอช. ทำงานกับเครือข่ายองค์กรชุมชนอยู่ทั่วประเทศ ภายใต้โครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชนฐานรากหลายประเด็นงานด้วยกัน ได้แก่ 1) โครงการบ้านมั่นคงเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2546 ปัจจุบันได้ดำเนินการ 356 เมือง 1,884 ชุมชน และมีครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 100,160 ครัวเรือน 2) โครงการบ้านมั่นคงชนบทหรือการจัดการที่ดินโดยชุมชน เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2549 สนับสนุนกระบวนการจัดทำข้อมูล แผนที่ ผังชุมชน กองทุน ที่ดิน เพื่อการจัดการที่ดิน ไปแล้ว จำนวน 1,700 ตำบล มีการจัดตั้งกองทุนที่ดิน 207 ตำบล
3) กองทุนสวัสดิการชุมชนเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2548 ปัจจุบันมีทั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล และกองทุนสวัสดิการเมือง 6,009 กองทุน สมาชิก 5.39 ล้านคน เงินทุน 10,957.24 ล้านบาท 4) สภาองค์กรชุมชนตำบลเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2551 ปัจจุบันมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน 4,908 ตำบล 114,999 องค์กร จำนวนสมาชิก 165,330 คน โดยสภาองค์กรชุมชนจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์กรชุมชนและภาคีพัฒนาต่าง ๆ ในพื้นที่ให้มาทำงานกำหนดอนาคตชุมชนท้องถิ่นร่วมกัน
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ผู้แทนองค์กรชุมชนทั่วประเทศประมาณพันกว่าคน ได้มาร่วมกันสรุปบทเรียนการดำเนินงานตลอด 15 ปี ที่ผ่านมา เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาและกำหนดก้าวเดินอีก 10 ปีข้างหน้าร่วมกัน (พ.ศ. 2559-2568)
นายพลากร วงค์กองแก้ว กล่าวอีกว่า ทิศทางหลักในการขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ พอช. และเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศจะใช้เป็นหลักในการทำงานร่วมกันในอีก 10 ปี ข้างหน้า คือ การทำให้ชุมชนเมืองและชุมชนทั่วประเทศมีความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ โดยใช้ยุทธศาสตร์ “การพัฒนาชุมชนเป็นแกนหลักที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง” โดยสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงชุมชนและภาคีพัฒนาทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ (ตำบล, จังหวัด, ภูมินิเวศน์) มาทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ
นอกจากทิศทางหลักดังกล่าวแล้วยังมีการกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณของแต่ละประเด็น ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องจาก 15 ปี ที่ผ่านมา โดยจะขับเคลื่อนงานบ้านมั่นคงใน 1,300 เมือง สร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองไม่น้อยกว่า 700,000 ครอบครัว สร้างความมั่นคงที่อยู่อาศัยและที่ดินของคนชนบทไม่น้อยกว่า 350,000 ครัวเรือน พัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนให้ครบทุกตำบลและเมือง ให้มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 15 ล้านคน จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลให้ครบทุกเมือง ทุกตำบล มีสมาชิกองค์กรชุมชนไม่น้อยกว่า 250,000 องค์กร มีการขับเคลื่อนขบวนพลเมืองเต็มพื้นที่ และขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นระบบเกษตรหลักของประเทศ
สำหรับงานใหม่ที่จะให้ความสำคัญในการก้าวสู่ปีที่ 16 ต่อเนื่องไปอีก 10 ปี ข้างหน้า คือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งไม่เพียงเป็นความต้องการขององค์กรชุมชนทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลอีกด้วย
พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเพิ่มงบประมาณไปที่พื้นที่หมู่บ้านและตำบล รวมทั้งการส่งเสริมการทำงานในรูปแบบ “ประชารัฐ” คือ ประชาชนร่วมกับรัฐบาล ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศไปเมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา และรองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ได้มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ พอช. เข้าร่วมในการขับเคลื่อนประชารัฐกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากดังกล่าวด้วย เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งก็จะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงของมนุษย์ด้วยเช่นกัน
“ทั้งนี้ ผมได้มอบหมายให้ พอช. จัดทำแผนงานขับเคลื่อนประชารัฐกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากแล้ว และจะมีการประสานการทำงานกับภาคธุรกิจเอกชนเพื่อร่วมสนับสนุนเรื่องนี้ด้วย ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมมือ หนุนเสริมองค์กรชุมชนและเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนภารกิจอันสำคัญครั้งนี้”
ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า พอช. ทำงานกับเครือข่ายองค์กรชุมชนระดับตำบลทั่วประเทศครบ 77 จังหวัด ประมาณ 6,000 กว่าตำบล ทั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล กองทุนสวัสดิการชุมชน โครงการบ้านมั่นคงเมือง บ้านมั่นคงชนบท ดังนั้น เครือข่ายองค์กรชุมชนเหล่านี้ก็จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญให้กับเศรษฐกิจฐานรากระดับตำบล โดยเราจะทำงานร่วมกับมูลนิธิสัมมาชีพ ร่วมกับองค์กรธุรกิจต่าง ๆ อาทิ ตลาดหลักทรัพย์ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาพันธ์ SME หรืออื่น ๆ อีกหลายหน่วยงาน ที่เราจะขยายความร่วมมือเพื่อเปิดช่องทางให้เศรษฐกิจชุมชนมีความเข้มแข็งขึ้น
ในปี 2559 นี้ เรามีเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก 1,500 ตำบล โดยร่วมกับมูลนิธิสัมมาชีพ และองค์กรภาคธุรกิจอื่น ๆ ทั้งหมด 336 ตำบล อีก 1,100 ตำบล เราจะทำให้เป็นพื้นที่ที่จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีศักยภาพขยายสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก อีก 64 ตำบล จะเป็นพื้นที่ที่มีสถานการณ์วิกฤติ และได้จัดทำแผนแก้ไขปัญหาขยายผลให้ได้ 5,000 ตำบล ใน 10 ปี
“เราจะพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติ เสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันการเงินชุมชน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตของทุกตำบล ให้มีความสมดุลและสร้างรายได้แก่ทุกครอบครัวอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับบ้านมั่นคงเมือง ชนบท ระบบสวัสดิการชุมชน และการพัฒนาสังคมในทุกมิติ โดยใช้ยุทธศาสตร์หลัก คือ การใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนา โดยทำงานร่วมมือกับภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน”
“หวังว่ารัฐบาลจะร่วมทำงานกับขบวนองค์กรชุมชน โดยการกำหนดเนื้อหาไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายต่าง ๆ เพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการจัดการทรัพยากร ซึ่งจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมทางสังคม นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ของประเทศสืบไป”






