วันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดเวทีผู้นำชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ครั้งที่ 8 กรณี “แผนชุมชนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) โดยมีผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรชุมชน นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ สสส.และพอช.เข้าร่วมกว่า 200 คน
นพ.ประเวศ วะสี : นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก กล่าวว่า ชุมชนกับเรื่องเศรษฐกิจฐานราก เป็นเรื่องสำคัญที่ทำมานานแล้ว รัฐบาลได้จัดเรื่องนี้มาเป็นนโยบาย ซึ่งการทำเรื่องนี้นั้นจะทำไม่ได้ ถ้าหากขาดฐานข้างล่าง การสร้างพระเจดีย์จากฐาน ได้ซึมในสังคมพอสมควร เสมือนธรรมจักรที่ประชาชนได้เคลื่อนไปเรียบร้อยแล้ว เพราะไม่ใช่การสร้างอำนาจที่จะเด่นเหนือใคร มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ทั้งหมดคือการเชื่อมโยง ขยายตัว ต่อยอดไปเรื่อยๆ เหมือนโครงสร้างสมองที่เป็นเครือข่าย เป็นเครือข่ายที่มีศักยภาพ เป็นคลังสมองของสังคม เกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน มีความเป็นภราดรภาพ เอื้ออาทรต่อกัน มีความสุขประดุจปรินิพพาน
“เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศไทย เราใช้การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์ที่เป็นจริง เราได้มาถึงจุดหัวเรี้ยวหัวต่อของเราแล้ว และสิ่งที่เราทำจะเป็นการสร้างความดีให้ทุกคน ช่วยประเทศอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยิ่งใหญ่มาก เรียกว่าเป็นสันติวรบถ ให้ประเทศไทย และให้โลกด้วย”
นายเจษฎา มิ่งสมร ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองยาว อ. พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ถ้าจะเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก กระบวนการจัดทำแผนชุมชนเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญ ที่ผ่านมาคนตำบลหนองยาวนำชีวิตของคนในตำบลมาคุยกัน และใช้แผนชีวิตชุมชนเป็นเครื่องมือ หารือปัญหาทุกร้อนของชาวบ้าน แต่สิ่งที่ได้มาคือความต้องการ และความอยากเปลี่ยนแปลงของชุมชนเท่านั้น ยังไม่ใช่ข้อมูลหรือเท็จจริงของชุมชน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลความเป็นจริง และสิ่งที่ต้องทำคือ การทำฐานข้อมูลความเป็นจริงในพื้นที่ให้ได้ ฉะนั้นแผนชุมชนไม่ใช่เครื่องมือที่เป็นจุดตั้งต้น แต่เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติที่สมดุล
“เศรษฐกิจฐานรากอาจจะไม่ได้วิ่งตามการเปลี่ยนแปลงของทุนโลกทั้งหมด แต่คิดว่าเป็นความสมดุลของสังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ รูปแบบที่ควรเป็นคือความเหนียวแน่น ถักทอเป็นเครือข่าย ซับแรงกระแทกของระบบเศรษฐกิจหลักได้อย่างเหนียวแน่น มีความหนึบหนับ ปรับตัวได้สูง และเศรษฐกิจฐานรากควรอยู่บนหลัก “มั่นคงและยั่งยืน” และมี ๑) สัมมาชีพ คือ อาชีพที่ไม่เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ๒) ต้องตั้งอยู่บนฐานเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อรองรับกระแสทุนโลกได้ และต้องมี “ความร่ำรวย” ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม อาหาร สมุนไพร การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และจิตใจของผู้คน ตัวชี้วัดสุดท้าย คือ คนมีความดีงามมากขึ้นหรือไม่ มีขีดความสามารถเพื่อเพิ่มมูลค่าได้มากน้อยแค่ไหน นั่นคือ “คนในชุมชนมีความสุขเพิ่มมากขึ้นหรือไม่”
นางฑิฆัมพร กองสอน ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน กล่าวว่า ทำไมบัวใหญ่ต้องทำแผนชุมชน เพราะทำไปแล้วเจอแต่ปัญหา จึงชวนชาวบ้านทำข้อมูล เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริง เริ่มทำแผนชุมชนตั้งแต่ 2542 ใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนอยู่ตลอด อัพเดทข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันก็ยังเก็บข้อมูลอยู่ มี 32 เรื่องที่ดำเนินการภายใต้การเก็บข้อมูลชุมชน ตอนนี้กำลังเก็บข้อมูลต้นไม้ว่าแต่ละครอบครัวมีต้นไม่อะไรอยู่ที่ดินของตนเองบ้าง เพื่อนำไปสู่การลบคำปรามาสว่า บัวใหญ่เป็นภูเขาหัวโล้น และการใช้ประโยชน์ที่ดินสร้างรายได้ ปลดหนี้สินของชุมชน ตอนนี้มีเงินออม 22 ล้าน อยู่ในสถาบันการเงินชุมชน วางเป้านำเอกสารที่ดินมาออกมาจากแบงค์ จึงทำเรื่อง 1 ไร่เกษตรผสมผสาน 1 ไร่เกษตรอินทรีย์ มีการทำข้อมูลเรื่องสุขภาพ และใช้ตัวเลขจากการตรวจสุขภาพมาเป็นตัวชี้วัดในการทำโครงการดังกล่าว รวมทั้งได้ชวนภาคีเข้ามาลงมือตั้งแต่ต้น ช่วยมากบ้างน้อยตามที่เขาจะช่วย แต่สิ่งที่บัวใหญ่ทำคือ ถ้าแผนของหน่วยงานไม่ตรงกับเรา เราก็จะเป็นเพื่อนกับเขาธรรมดา ไม่ทิ้ง เช่น สถานีพัฒนาที่ดิน ได้ใช้ข้อมูลจากการเก็บข้อมูล GIS ของชุมชนไปใช้
“บัวใหญ่ จะไม่มีการหยุดการเก็บข้อมูล เพราะข้อมูลมีใหม่ๆ ตลอดเวลา และนำข้อมูลมาเปลี่ยนวิธีคิดคนได้ ทั้งชาวบ้าน รัฐ หน่วยงาน และที่สำคัญกระบวนการที่ชาวบ้านทำ คือ การช่วยเหลือรัฐ ช่วยเหลือหน่วยงาน มีการเคลื่อนเชิงขบวนเพื่อส่งพลังถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
นายชาติวัฒน์ ร่วมสุข ผู้แทนพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวถึงการบูรณการแผนภาคประชาชนกับแผนยุทธศาสตร์จังหวัดว่า วิสัยทัศน์ของคนอำนาจเจริญ คือ เมืองธรรมเกษตร เขตเศรษฐกิจพอเพียง เส้นทางการค้าของประชาชน เริ่มดำเนินการเรื่องแผนชุมชน ตั้งแต่ปี 2547 เรื่อยมา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเมื่อปี 2553 ได้ทบทวนตนเอง ว่าไม่สามารถพ้นจากความยากจนได้ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2553 ปฏิรูปโดยกระบวนการชุมชน เริ่มต้นจากความพร้อมของพี่น้องประชาชนทุกระดับ ทั้งประชาชน ข้าราชการ ประกาศเป็นธรรมนูนคนอำนาจเจริญ แต่ยังมีความขัดแย้งในบางหน่วยงาน คนอำนาจเจริญจึงตั้งเป้าหมายร่วมกัน ในการเป็นเมืองแห่งธรรมเกษตร ประกาศเป้าหมาย เมื่อ 2558 ว่า อีก 10 ปีข้างหน้าจะไปสู่เมืองธรรมเกษตร จัดทำแผน โดยพัฒนามาจากการทำแผนชุมชนตั้งแต่ครั้งแรก สิ่งสำคัญคือ ต้องมีการสรุปบทเรียนร่วมกัน ต้องให้เป็นประชามติของทุกส่วนให้ได้
“ทำแผนจากระดับหมู่บ้าน จนเป็นแผนตำบล เชื่อมโยงเป็นแผนจังหวัด ที่มีเป้าหมายเดียวกัน ตอนนี้แผนของภาคประชาชนเป็น
แผนบูรณาการร่วมกับแผนจังหวัดเรียบร้อยแล้ว โดยมีสภากลาง เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้ามาทำงานร่วมกัน ภายใต้ 1 จังหวัด 1 แผนพัฒนา จะเริ่ม Click off ในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อจัดทำผังชีวิต เพื่อกำหนดอนาคตของคนอำนาจเจริญ และจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลทำให้เกิดมีการออกแบบการเชื่อมโยงแผน ระหว่าง 63 ตำบลร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดให้เกิดการใช้งบประมาณที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น”
ทั้งนี้มีพื้นที่รูปธรรมแผนชีวิตในการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้แผนชุมชนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก อาทิ ตำบลอุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน , ต.คอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ , อบต.ท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี พร้อมทั้งมีการนำเสนอแนวทาง การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยภาคีเครือข่าย





