“เมื่อก่อนหน่วยงานรัฐมองพวกเราว่าเป็นขยะสังคม ถนนจะออกไปนอกชุมชนก็ไม่มี ต้องก้มหัวมุดรูออกไป พอเราทำบ้านมั่นคงเสร็จ เราก็ได้รับการยอมรับ เชิดหน้าชูตาได้ เขตก็แต่งตั้งให้เราเป็นคณะกรรมการ” (ชุมชนบางบัว)
“เคยเหนื่อย เคยท้อ จนร้องไห้” (เชิงสะพานไม้ 2)
“ตอนนี้กว่าจะได้นอนก็เกือบตี 3 เพราะต้องไปนอนเฝ้าปั้นจั่น กลัวคนจะมาเผา” (คนรักถิ่น)
“เคยคิดจะล้มกลุ่ม ล้มโครงการ แต่ก็ได้กำลังใจจากคณะกรรมการ มางานสัมมนาวันนี้ก็หวังว่าจะได้ประสบการณ์และความรู้จากพวกพี่ๆ” (ประชากร 3)
นี่คือเสียงสะท้อนบางส่วนของผู้นำชุมชนและชาวบ้านในชุมชนริมคลองต่างๆ ที่เข้าร่วมงานสัมมนาของ“เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง” ระหว่างวันที่ 11-12 พฤศจิกายน 2558 ในรีสอร์ทแห่งหนึ่งที่อำเภอบางพระ จังหวัดชลบุรี ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นมิตร เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนที่เพิ่งเข้าร่วมกระบวนการสร้างบ้านมั่นคงกับพี่น้องเครือข่ายคลองฯ ที่ผ่านประสบการณ์การต่อสู้มายาวนานหากเป็นทหารก็ถือว่าผ่านสมรภูมิ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้ว
“ตุ๋ย พลอยขาว” จากชุมชนบางบัว เขตบางเขน กรุงเทพฯ เล่าว่า ชุมชนบางบัวเริ่มทำโครงการบ้านมั่นคงในปี 2547 แต่กว่าจะได้สร้างบ้านหลังแรกก็ย่างเข้าปี 2549 แล้ว และต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่านแค้น พวกเหยียบเรือสองแคมก็มี แม้แต่ตัวเองตอนแรกก็ไม่เชื่อ ไม่อยากจะเข้ากลุ่มออมทรัพย์ แต่ก็กลัวว่าถ้าทางราชการจะไล่ที่จริง ตัวเองและครอบครัวจะไม่มีที่อยู่ จึงยอมเข้าร่วมกลุ่มออมทรัพย์ แต่ก็ออมไม่มากนัก เดือนละ 200 บาท พอเห็นบ้านเฟสแรกสร้างได้จริงและดูสวยดี จึงออมเพิ่มเป็นเดือนละ 500 บาท เพราะอยากจะสร้างบ้านได้เร็ว
“เมื่อก่อนหน่วยงานรัฐมองพวกเราว่าเป็นขยะสังคม หน่วยงานใกล้ชุมชนก็รังเกียจอยากจะไล่พวกเราออกไป แม้ถนนจะออกไปนอกชุมชนก็ไม่มี ต้องก้มหัวมุดรูออกไป น้ำประปา-ไฟฟ้าต้องพ่วงจากข้างนอกมาใช้ พอเราทำบ้านมั่นคงเสร็จ เราก็ได้รับการยอมรับ เขตก็แต่งตั้งให้เราเป็นคณะกรรมการ ชาวบ้านก็เกิดความภูมิใจ เชิดหน้าชูตาได้ มีสิทธิ์ มีเสียงเหมือนคนไทยทั่วไป และเป็นมรดกให้ลูกหลาน” พี่ตุ๋ยบอกเล่าประสบการณ์
เช่นเดียวกับพันโทสมชาย จินต์ประยูร ผู้นำชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 ซึ่งอยู่คลองเดียวกับพี่ตุ๋ย บอกว่าเมื่อก่อนก็โดนคนที่ไม่เห็นด้วยชี้หน้าด่าพ่อล่อแม่ บอกว่าอยู่มานาน 70-80 ปีแล้ว ไม่เห็นเสียค่าเช่า แล้วมึ...จะไปทำเรื่องเช่าที่จากกรมธนารักษ์ให้เสียเงินทำไม....รวมทั้งโดนฟ้องศาล โดนร้องเรียนไปถึงต้นสังกัด ขนาดจะติดยศพันเอกแล้วแต่ก็ถูกคำสั่งระงับ แต่เราก็ไม่สนใจ เดินหน้าทำงานต่อไปด้วยแรงใจ รวบรวมกลุ่ม”ผู้ก่อการดี” มาทำงานด้วยกัน
“เราใช้วิธีพูดกันแบบปากต่อปาก ใช้เหตุผลไปขยาย ไปอธิบาย ว่าเราจะทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร สร้างความเข้าใจจากกลุ่มเล็กๆ แค่ 19 คน ไปขยายไปบอกต่อกับญาติพี่น้อง คนข้างบ้าน ในเวลาเดือนครึ่งก็เพิ่มเป็น 35 คน แล้วขยายไปเรื่อยๆ พอถึง 6 เดือนก็ได้ 60 กว่าราย เราเริ่มสร้างกลุ่มในปี 2547 พอปี 2549 จึงได้สร้างบ้าน แม้ว่าเราจะโดนข่มขู่โดนนินทา แต่การบริหารงาน เรื่องเงิน ต้องบริสุทธิ์โปร่งใส ทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นศรัทธา แล้วชาวบ้านจะปกป้องเรา” พันโทสมชายย้อนประสบการณ์ที่โชกโชน
พีรพล เหมรัตน์ ผู้ประสานงานเครือข่ายคลองฯ แกนนำชุมชนหลังป้อมมหากาฬริมคลองโอ่งอ่าง บอกว่า ชาวบ้านหลังป้อมมหากาฬต่อสู้มาตั้งแต่ปี 2535 เพราะโดนกฤษฎีกาเวนคืนพื้นที่สร้างเกาะรัตนโกสินทร์ แต่เราก็พยายามสร้างเพื่อน สร้างเครือข่าย มีคนในชุมชนเป็นทนายก็เอาเพื่อนทนายมาช่วย ต่อมาก็มีนักศึกษา มีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมาช่วย ชาวบ้านจากชุมชนอื่นก็มาช่วย มานอนเฝ้าชุมชน เพราะกลัว กทม.จะมารื้อชุมชน จนถึงปี 2547 เราก็ยื่นร้องต่อศาลปกครอง แม้ว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งว่า กทม.มีสิทธิ์ครอบครองพื้นที่ แต่ศาลฯ ก็ขอให้ประวิงเวลาให้แก่ชาวบ้าน จนถึงวันนี้เราก็ยังพยายามที่จะต่อสู้ต่อ โดยมีข้อเสนอให้ กทม.อนุรักษ์ชุมชนและบ้านเก่าเอาไว้ เพื่อให้ชาวบ้านอาศัยอยู่ได้ และกทม.ก็อนุรักษ์เกาะรัตนโกสินทร์ได้
ด้านชุมชนน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมกระบวนการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองอันเนื่องมาจากโครงการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของ กทม.อย่างเช่น ชุมชนประชากร 3 เขตดอนเมือง บอกว่า ชุมชนเริ่มตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา มีสมาชิกจำนวน 109 ราย จากบ้านเรือนทั้งหมดประมาณ 200 หลัง โดยออมที่อยู่อาศัยเดือนละ 200 บาท ออมเช่าที่ 100 บาท และออมหุ้น 100 บาท
“ตอนแรกเราก็ท้อ คิดจะล้มกลุ่ม ล้มโครงการ เพราะเหนื่อยทั้งงานส่วนตัวและงานชุมชน แต่ก็ได้กำลังใจจากคณะกรรมการ อีกทั้งหัวหน้างานก็เข้าใจว่าเรากำลังต่อสู้เพื่อที่อยู่อาศัยจึงให้เปลี่ยนกะ หรือให้ลามางานสัมมนาได้ ส่วนงานในชุมชนแม้ว่าจะมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยใช้วิธีการสร้างข่าว หรือบิดเบือนข้อมูล แต่เราก็พยายามจะประชาสัมพันธ์ชี้แจงกับชาวบ้าน ด้วยการใช้เสียงตามสาย มีการประชุมกันทุกเดือน มีการจัดตั้งกลุ่มเฟสบุ๊คส์ มีกลุ่มไลน์ประมาณ 40 คน การมางานสัมมนาในครั้งนี้จะนำประสบการณ์จากพวกพี่ๆ กลับไปใช้ให้เกิดประโยชน์” พีรณัฐศักดิ์ ด้วงแดงโชติ แกนนำชุมชนประชากร 3 บอกถึงความรู้สึกในใจ
ดุสิตธร ทิวะกะลิน ประธานชุมชนคนรักถิ่น ริมคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่ บอกว่า ชุมชนคนรักถิ่นได้รื้อบ้านเฟสแรกจำนวน 7 หลัง เพื่อจะสร้างบ้านมั่นคงตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาแล้ว และตอนนี้กำลังตอกเสาเข็มเพื่อสร้างบ้านเฟสแรก แต่ก็ต้องระงับเอาไว้ก่อนเพราะมีกลุ่มคัดค้านไปร้องเรียนต่อทางเขต อีกทั้งยังมีการข่มขู่ว่าจะมีการเผาปั้นจั่นตอกเสาเข็ม
“ตอนนี้กว่าจะได้นอนก็เกือบตี 3 เพราะต้องไปนอนเฝ้าปั้นจั่น กลัวคนจะมาเผา แต่เราก็ไม่ท้อ เราจะต่อสู้ต่อไป” ดุสิตธรบอก และว่า ชุมชนได้จัดเวรยามและผลัดกันไปดูแลปั้นจั่น และถ้าสถานการณ์กลับมาเป็นปกติเราก็จะลงมือก่อสร้างบ้านต่อไป เพราะชาวบ้านหวังว่าจะมีบ้านใหม่ที่มั่นคง และหากการก่อสร้างบ้านเฟสแรกแล้วเสร็จก็จะทำให้ชาวบ้านมีความมั่นใจและเข้าร่วมบ้านมั่นคงมากขึ้น
ดวงพร บุญมี แกนนำชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา (เชิงสะพานไม้ 2) คลองบางบัว บอกว่า ตอนนี้ชุมชนกำลังก่อสร้างบ้านเฟสแรก 28 หลัง แม้ว่าชุมชนยังไม่ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ แต่เราก็ต้องสร้างบ้านก่อน เพราะถ้าเราไม่สร้างก็จะไม่มีตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็น ทำให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่น เกิดความเชื่อถือ
“ถ้าเรารวมตัวกัน รวมกลุ่มคนที่จะทำบ้านมั่นคงจริงๆ เราก็จะทำโครงการได้ และขอเป็นกำลังใจให้ชุมชนคนรักถิ่นและชุมชนแจ้งวัฒนะ 5 ที่กำลังสร้างบ้านมั่นคงให้เดินหน้าต่อไป อย่าท้อถอย เพราะเราก็เคยเหนื่อย เคยท้อ จนร้องไห้ แต่วันนี้เรามีกำลังใจ เราตั้งใจว่าจะทำบ้านมั่นคงให้สำเร็จ เพื่อให้อยู่อาศัยในที่เดิมได้” ดวงพรกล่าวทิ้งท้าย
นี่คือความมุ่งมั่นตั้งใจของพี่น้องเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง บทเรียนและประสบการณ์จากชุมชนรุ่นพี่ที่ได้จากการสัมมนาในครั้งนี้จะคงจะเป็นประโยชน์สำหรับก้าวย่างต่อไป...เพื่อที่อยู่อาศัยที่มั่นคงของคนริมคลอง...ตลอดไป !!
สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





