
ย้อนอดีตไปประมาณ 200 ปีก่อน ดินแดนว่างเปล่าแห่งทุ่งกุลาร้องไห้ได้มีชาวบ้านอพยพมาจากเมืองศรีภูมิ (สุวรรณภูมิ) เมืองหัวช้าง (จตุพักตรพิมาน) และวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ตั้งรกรากสร้างหมู่บ้านจนกลายเป็นตำบนหนองแคน อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด ในปัจจุบัน (แยกมาจากอำเภอเกษตรวิสัย)
ตำบลหนองแคนเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกข้าวหอมมะลิ เนื่องจากตั้งอยู่ชายขอบทุ่งกุลาร้องไห้ แต่ปัจจุบันประสบปัญหาที่ดินเสื่อมสภาพจากการใช้สารเคมี เกษตรกรบางรายที่ดินต้องหลุดมือ เนื่องจากเอาที่ดินไปจำนองเพื่อนำเงินมาประกอบอาชีพ อีกทั้งอาชีพเสริมหลังฤดูการทำนาก็ไม่แน่นอน เกิดปัญหาหนี้สินต้องเข้ามาทำงานในเมืองเป็นจำนวนมาก
จากการพูดคุยของแกนนำชุมชนได้บทเรียนที่น่าสนใจว่า “วิถีการดำรงชีวิตของชาวตำบลหนองแคนในอดีต เป็นวิถีชุมชนอีสานแบบดั้งเดิม ต่อมาการพัฒนาประเทศ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรมที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ชุมชนหมู่บ้านเข้าสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกระแสหลัก ระบบการผลิตของชุมชนแบบ “หาอยู่หากิน” คือ การเก็บหาผลิตจากแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ การ “เฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน”หายไป การทำมาหากินเปลี่ยนไปในเชิงเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว เนื่องจากการตีมูลค่าปัจจัยพื้นฐานเป็นตัวเงิน วิถีการผลิตในภาคเกษตรกรรมพึ่งตนเองถูกเปลี่ยนแปลงเป็นระบบเกษตรเพื่อการค้า ชุมชนท้องถิ่นเกิดการพึ่งพิงการผลิตจากภายนอกมากกว่าการพึ่งตนเอง ซึ่งนำมาสู่ปัญหาของตำบลที่หลากหลายรูปแบบ เช่น การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นฐานทรัพยากรสำคัญทางเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง เหล่านี้ล้วนส่งผลให้ชุมชนอ่อนแอขาดความสามัคคี วัฒนธรรมที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันน้อยลงเรื่อย ๆ ผู้คนต่างดิ้นรนหาสิ่งทดแทนโดยไม่รู้ตัว การอพยพทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปขายแรงงาน เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ใช้จ่ายในภาระหนี้สิน ประกอบกับความเจริญทางด้านวัตถุการสื่อสารต่าง ๆ ได้ดำเนินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง”
จากบทเรียนดังกล่าวชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันแก้ปัญหาร่วมกันกว่า 20 ปี เช่น การร่วมกันตั้งสมาคมเกษตรกรอินทรีย์ทุ่งกุลาร้องไห้บ้านสำราญ (หมู่ที่ 5 ) โดยมีสมาชิกเริ่มแรกหกสิบกว่าคน หันหลังให้กับการเพาะปลูกแบบที่ใช้สารเคมี แต่นำภูมิปัญญาพื้นบ้านมาทำเกษตรแบบอินทรีย์ จนทำให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่งจากจุดเล็ก ๆ นี้ก็ขยายการพัฒนาไปสู่พื้นที่อื่น ๆ และกิจกรรมอื่น ๆ อย่างหลากหลาย ต่อเนื่องเช่น การตั้งกลุ่มเพาะเห็ดบ้านคู่โป้ การตั้งกลุ่มเลี้ยงสัตว์อินทรีย์ ต่อยอดไปสู่การตั้งตลาดสีเขียว ในตลาดเทศบาลปทุมรัตต์ ให้เกษตรกรนำผลผลิตอินทรีย์มาจำหน่าย ตลอดจนขยายไปสู่การจัดระบบสวัสดิการชุมชน หลากหลายรูปแบบ
จากการทำงานพัฒนาของตำบลหนองแคนทำให้คนในตำบลที่พยายามร่วมกลุ่มกันตามความถนัดและความต้องการของคนในชุมชน สามารถสร้างระบบต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นในตำบลได้แก่
1)การจัดการระบบเกษตรกรรมยั่งยืน โดยการพัฒนาศักยภาพกลุ่มองค์กรในระดับชุมชน ยกระดับสินค้ากลุ่มอาชีพ จัดการระบบการเรียนรู้ในตำบล เชื่อมโยงเครือข่ายจากภายนอก มีการจัดการปัญหาสุขภาพโดยการลดการใช้ปุ๋ยเคมี มีการปรับปรุงดิน เกษตรกรสามารถลดต้นทุนทำการผลิตที่ปลอดภัยได้ลดภาระหนี้สินด้วยระบบการออมของตลาดสีเขียวรวมทั้งการร่วมทุนเพื่อการขยายพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์
2)การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จากกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าดอนหนองโจน มีแนวคิดที่จะอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าในชุมชนใกล้เคียง โดยทำป่าดอนหนองโจนเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษากระบวนการจัดการป่าอย่างเป็นระบบ จึงเกิดกระบวนการหลัก ๆ ดังนี้ เช่น การอนุกรักษ์ป่า การลาดตะเวนเฝ้าระวัง การปลูกป่าเพิ่มเติม มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติในป่า ผลจากการอนุรักษ์ป่าชุมชนทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ มีพันธุ์พืชและสัตว์เพิ่มขึ้นในป่า
3)การจัดการระบบเศรษฐกิจชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของกลุ่มและชุมชน มีการสร้างกฏ สร้างระบบการออมของกลุ่ม และผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวฮาง กลุ่มพัฒนาบทบาทสตรีตำบลหนองแคน องค์กรกลุ่มผลิตภัณฑ์จากไม้ กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่มผลิตหมอนฟักทอง (หมอนสุนทรใจ) และโฮมสย์ เป็นต้น
4)การจัดการระบบสวัสดิการชุมชน เป็นการดูแลคนในตำบลให้ได้รับสวัสดิการขั้นพื้นฐาน เรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือเพื่อช่วยเหลือกันยามเดือดร้อน เช่น กลุ่มณาปนกิจสงเคราะห์ตำบลหนองแคน กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหนองแคน
5)กองทุนหมู่บ้าน เป็นกองทุนที่เกิดขึ้นตามนโยบายรัฐให้มีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กองทุนเงินล้าน) รูปแบบการเกิดกองทุนโดยการเลือกคณะกรรมการดำเนินงาน และรับสมัครสมาชิก และได้รับสนุนสนุนเงิน 1,000,000 บาท เพื่อดำเนินการในการสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของสมาชิก ในรูปแบบการถือหุ้น การฝากเงินรายเดือน และการกู้เงินเพื่อการลงทุน
6)การจัดการภูมิปัญญาท้องถิ่นหนังตะลุง (หนังประโมทัย) เป็นกลุ่มแสดงหนังตะลุงที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ฝึกฝนประสบการณ์ในการนำมาปรับปรุงการแสดงของคณะให้ดียิ่งขึ้น การสร้างการเรียนรู้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ที่สนใจ รวมทั้งทำให้แกนนำและสมาชิกมีรายได้จากการแสดงหนังตะลุง เกิดสภาวัฒนธรรมตำบล การสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการอนุรักษ์การแสดงหนังตะลุง
7)การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน มีการตรวจรักษาโรคขั้นปฐมภูมิ ก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาล มีการอบรมความรู้แก่อาสาสมัครสาธารสุขประจำตำบล (อสม.) เพื่อการปฏิบัติงานตามภารกิจเช่น การตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิต การคัดกรองมะเร็งปากมุดลูกในหญิงวัยเจริญพันธ์ การส่งเสริมการออกกำลังกาย สามารถพัฒนาแหล่งการเรียนรู้เพื่อการการส่งเสริมสุขภาพ
ในปี พ.ศ.2554 กลุ่มองค์กรชุมชนที่หลากหลายดังกล่าวจำนวน 44 กลุ่มได้รวมกันจัดตั้งเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองแคนตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 เพื่อใช้เป็นเวทีกลางให้องค์กรชุมชน และภาคีพัฒนาต่าง ๆ มาวางแผนพัฒนาพาชาวหนองแคนไปสู่ความอยู่ดีมีสุขร่วมกัน

จากความพยายามในการขับเคลื่อนงานตลอดกว่า 20 ปี มีผ่านมา ด้วยการหันหลังให้กับการเกษตรแบบทำลาย ไปหาภูมิปัญญาของตนเอง ค่อย ๆ ขยับไปที่ละก้าว วันนี้ชาวหนองแคนได้ร่วมกันทำงานนี้มีชาวบ้านเป็นแกนหลักทุก ทั้งกลุ่มทางเศรษฐกิจ สังคม และการสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองภาคพลเมือง โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการร่วมพี่รวมน้องร่วมภาคี จนวันนี้ชาวหนองแคนมีแผนพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาที่ตรงกับความต้องการของชุมชน จนเป็นพื้นที่รูปธรรมให้กับอีกหลายพื้นที่ในทุ่งกุลาร้องไห้ได้ศึกษาเรียนรู้
หมายเหตุ : ข้อมูลจากหนังสือรูปธรรมเศรษฐกิจฐานราก โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)
ขอบคุณภาพจาก คุณสว่าง สุขแสง ผู้สื่อข่าวชุมชน จ.ร้อยเอ็ด





