เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมโรงแรมแกรนด์ราชพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี แกนนำขบวนองค์กรชุมชนภาคกลาง 28 จังหวัด จัดเวทีสัมมนาอู่ข้าว อู่น้ำในยามวิกฤต โดยได้รับเกียรติจากอาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และอาจารย์จำรูญ สวยดี นักวิชาการอิสระเข้าร่วมเวทีและทำหน้าที่เป็นวิทยากรกระบวนการ
โดยวัตถุประสงค์หลัก ๆ ในการจัดเวทีสมัชชาอู่ข้าว อู่น้ำในยามวิกฤติคือ
1.เพื่อร่วมกันวิเคราะห์และทำความเข้าใจ “ความเปลี่ยนแปลง”ที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นในอู่ข้าว อู่น้ำภาคกลาง
2.เพื่อร่วมระดมความคิดเห็นและค้นหา “จุดเปลี่ยน”ในการรักษาและพัฒนาอู่ข้าว อู่น้ำ คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ภาคกลาง (พื้นที่อู่ข้าว อู่น้ำ)
3.เพื่อร่วมกันกำหนด “แนวคิด/แนวทางพื้นฐาน” และเป้าหมายการทำงานในแต่ละพื้นที่และในภาพรวมของอู่ข้าว อู่น้ำ ในปี พ.ศ. 2559
อาจารย์จำรูญ สวยดี นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า จากการที่กรมโยธาธิการและผังเมืองได้มีการจัดทำผังเมืองใหม่ปี 2600 ที่พื้นที่ภาคกลาง จะได้รับผลกระทบเป็นภาวะคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นรวมไปถึงแนวนโยบายเศรษฐกิจพิเศษที่กำลังเป็นที่จับตามองในขณะนี้
จากนั้นอาจารย์เดชรัตน์ทำการจัดกระบวนการระดมความคิดเห็นโดยการแบ่งกลุ่มเพื่อระดมความคิดเห็นมีโจทย์ดังนี้ การขับเคลื่อนงานในครั้งนี้กลุ่มบุคคลใดที่เราต้องเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจบ้าง สรุปจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของกลุ่มย่อยสรุปได้ว่า 4 กลุ่มที่เราจะต้องพูดคุยทำความเข้าใจมีดังนี้ 1.รัฐบาล 2.ผู้เดือดร้อน(คนในภาคกลาง) 3.นักลงทุน 4 .ไทยเฉย จากนั้นได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น 4 กลุ่มตามที่ได้มีการระดมความคิดเห็นกันไว้สรุปจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของกลุ่มย่อยได้ว่ามีการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานว่าจะทำอย่างไรถึงจะรอดพ้นจากผลกระทบได้อย่างไรและถ้าไม่สามารถยับยั้งการปรับเปลี่ยนผังเมืองได้(อยู่รอด)เราจะอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร(อยู่ร่วม) หรือจะทำอย่างไรให้คนในชุมชน/ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม/วิถีชีวิตชุมชน/ประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชนอยู่ได้อย่างยั่งยืนคือเป้าหมายสำคัญ (อยู่รอด อยู่ร่วม ยั่งยืน)
ผลการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสรุปของแต่ละกลุ่มได้ดังนี้กลุ่มที่ 1 พูดคุยกับรัฐบาล ด้วยการนำข้อมูลข้อเท็จจริงไปพูดคุยถึงการรักษาพื้นที่ความมั่นคงทางอาหารที่เปรียบได้ว่าเป็นครัวของโลกและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนำมาเปรียบเทียบให้เห็นและต้องมีความคม ชัดในทุกมิติ
กลุ่มที่ 2 ผู้ได้รับผลกระทบ(กลุ่มเกษรกรในพื้นที่ภาคกลาง) ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสรุปได้ว่าแนวทางการพูดคุยต้องให้เขาคิดรู้เท่าทันสถานการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น คิดทำแบบพึ่งพาตนเอง(เกษตรอินทรีย์) เป็นแนวทางการอยู่รอดของกลุ่มเกษตรกรภาคกลาง และแนวทางการอยู่ร่วมคือการดำเนินชีวิแบบพอเพียงมีการผลิต บริโภคและจำหน่ายกันเองภายในชุมชน ลดการพึ่งพาภายนอกที่เป็นเศรษฐกิจลวงตาทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายกลุ่มองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง แนวทางการอยู่แบบยั่งยืนโดยไม่สร้างผลกระทบกับธรรมชาติแลสิ่งแวดล้อมชุมชน มีกติการ่วมของชุมชน จัดทำหลักสูตรของชุมชน วางแผนปฏิทินการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต
กลุ่มที่ 3 การที่จะพูดคุยว่าจะอยู่รอดได้ด้วยการจัดทำสื่อนำเสนอของดีของพื้นที่ภาคกลางในทุกมิติเช่นด้านเการเกษตร(กลุ่มเกษตรอินทรี),กลุ่มอาชีพต่างๆ,ประเพณีวัฒนธรรมและอื่น ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ชวนพูดคุยถึงแนวทางการอยู่ร่วมกันกับนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ได้อย่างไรเพราะตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันการพัฒนาที่ผ่ามาเป็นการพัฒนาที่ไม่สมดุลย์เป็นการพัฒนาที่เบียดเบียนคน,ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในทุกมิติจึงได้ตั้งเป้าหมายของการอยู่ร่วมกันว่า “win win” อนุรักษ์พื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหาร,เสริมสร้างความสุขมวลรวมให้กับชุมชน คือทั้ง 2 ฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกันและไม่เบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยให้มีการจัดทำสื่อนำเสนอของดีที่มีอยู่ทุกมิติของภาคกลางและร่วมกันจัดทำมาตรฐานการลงทุนที่จัดทำโดยชุมชนและข้อสำคัญต้องมีกองทุนเสริมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและด้านสุขภาพชุมชนเพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ชุมชนภาคกลาง
กลุ่มที่ 4 ไทยเฉย มีการแลกเปลี่ยนและได้ข้อสรุปว่าการที่จะพูดคุยให้ไทยเฉยตื่นตัวและรุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานภาวะคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามาในพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร(ครัวโลก) ด้วยการเน้นเรื่องปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ที่จะเปลี่ยนแปลงไปคล้ายการทำละครเรื่องหนึ่งที่ชี้ชัดถึงผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของคนในพื้นที่ภาพรวม
หลังจากได้ข้อสรุปของทั้ง 4 กลุ่มเรียบร้อยได้มีการนัดหมายที่จะมาจัดทำข้อมูลและรวบรวมเนื้อหาของพื้นที่ภาคกลางทั้งหมดเพื่อออกแบบการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559

รายงานโดย นายเลอฤทธิ์ สงวนวงศ์
ผู้สื่อข่าวชุมชนจังหวัดอ่างทอง





