วันนี้ (17 พ.ย.2558) นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. กล่าวว่า ตามที่มีข่าวว่านายสิระ เจนจาคะ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สายสังคมได้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชนกรณีบ้านมั่นคง ซึ่งดำเนินการโดย พอช.ว่า การจัดทำโครงการบ้านมั่นคงเป็นช่องทางการหากินของคณะกรรมการชุมชน มีการดำเนินการไม่โปร่งใส มีการบุกรุกพื้นที่เพื่อสร้างบ้านริมคลอง รวมทั้งการอ้างว่าการสร้างบ้านมั่นคงทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้นั้น ตนขอชี้แจงว่า โครงการบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองในกรุงเทพฯ เป็นโครงการที่สืบเนื่องมาจากการจัดทำโครงการสร้างเขื่อนคอนกรีตเพื่อระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาล โดยดำเนินการตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2558 เพื่อกำหนดมาตรการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดและการสร้างที่อยู่อาศัยรุกล้ำแนวลำคลองและทางระบายน้ำ โดยจะเริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าว-คลองบางซื่อ-คลองเปรมประชากร และคลองถนน มีสำนักการระบายน้ำ กทม.รับผิดชอบในการก่อสร้างเขื่อน
“ในฐานะที่ พอช.เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์ในการจัดทำโครงการบ้านมั่นคงทั่วประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อยมาตั้งแต่ปี 2546 จึงได้รับมอบหมายจากรัฐบาลเพื่อให้ดำเนินโครงการบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองที่จะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อน โดยกรมธนารักษ์ในฐานะเจ้าของพื้นที่ริมคลองก็จะอนุญาตให้ชาวบ้านเช่าที่ดินในระยะยาว 30 ปี ในราคาถูก และถูกต้องตามกฎหมาย ส่วน พอช.ก็จะสนับสนุนเรื่องงบประมาณด้านสาธารณูปโภค และให้กู้ยืมสินเชื่อเพื่อก่อสร้างบ้านในระยะยาว ดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ชาวบ้านได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง มีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น และกทม.สามารถสร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมได้” ผอ.พอช.ชี้แจง
ผอ.พอช.กล่าวต่อไปว่า โครงการบ้านมั่นคงชุมชนริมคลอง พอช.ได้สนับสนุนให้ชาวบ้านดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่น ที่ชุมชนบางบัว คลองบางบัว เขตบางเขน, ชุมชนเชิงสะพานไม้ 1 เขตหลักสี่ ฯลฯ จำนวน 30 ชุมชน เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 ปัจจุบันสร้างเสร็จไปแล้ว 715 หลัง ส่วนกระบวนการสร้างบ้านมั่นคงนั้น ชาวบ้านจะต้องมีการรวมตัวกัน มีคณะกรรมการรับผิดชอบ สำรวจข้อมูลในชุมชน เช่น จำนวนบ้านเรือน รายได้ที่จะสามารถผ่อนส่งได้ ฯลฯ และจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นทุนในการก่อสร้างบ้าน โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น ถนน ทางเดินเท้า ระบบประปา ไฟฟ้า บ่อบำบัดน้ำเสียรวม สวนหย่อม สนามเด็กเล่น ฯลฯ และสนับสนุนสินเชื่อในการก่อสร้างบ้าน โดยชาวบ้านจะต้องออมเงินให้ได้ 10 % ของวงเงินก่อสร้าง แล้วจึงยื่นโครงการเพื่อขอใช้สินเชื่อ โดย พอช.จะให้สินเชื่อระยะยาว 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี หลังจากนั้นชาวบ้านจะต้องร่วมกันจัดตั้งสหกรณ์เคหสถานขึ้นมาเพื่อบริหารโครงการ
“จากการจัดทำโครงการบ้านมั่นคงริมคลองที่ผ่านมา พอช.ได้ร่วมกันสำรวจข้อมูลร่วมกับคณะกรรมการชุมชนเพื่อดูว่าชาวบ้านมีรายได้เพียงพอที่จะผ่อนส่งสินเชื่อเดือนละเท่าไหร่ ส่วนใหญ่มีความสามารถในการผ่อนชำระระหว่าง 1,500-2,000 บาทต่อเดือน และออกแบบบ้านร่วมกับชาวบ้านเพื่อให้สอดคล้องกับฐานะของชาวบ้าน ไม่ได้เป็นการก่อหนี้สินให้กับชาวบ้าน แต่เพื่อให้ชาวบ้านได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง มีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกขับไล่อีกต่อไป เพราะเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย” ผอ.พอช.กล่าว
นอกจากนี้ ผอ.พอช.ยังกล่าวด้วยว่า กรณีการร้องเรียนว่าคณะกรรมการชุมชนมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีการดำเนินงานไม่โปร่งใสนั้น ที่ผ่านมา พอช.ได้ร่วมกับคณะกรรมการชุมชน รวมทั้งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าไปตรวจสอบในชุมชนที่มีการร้องเรียนแล้ว เช่น ชุมชนก้าวหน้า, ชุมชนชายคลองบางบัว เขตหลักสี่ ฯลฯ ซึ่งหากชุมชนใดตรวจพบความไม่ถูกต้องก็จะร่วมกันแก้ไขปัญหาหรือดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สำหรับโครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตป้องกันน้ำท่วมนี้ สำนักการระบายน้ำจะเริ่มลงมือก่อสร้างภายในเดือนธันวาคมนี้ โครงการดังกล่าวในช่วงแรก (พ.ศ.2558-2560) ประกอบด้วยการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีต ค.ส.ล.และประตูระบายน้ำในคลองลาดพร้าว คลองบางบัว คลองถนน คลองสอง และคลองบางซื่อ จากอุโมงค์เขื่อนยักษ์พระราม 9-รามคำแหง ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้ เขตสายไหม เพื่อระบายน้ำลงทะเลต่อไป โดยจะสร้างเป็นเขื่อนคอนกรีต ความยาว 40,000 เมตร และ 5,300 เมตร รั้วเหล็กกันตกความยาว 43,000 เมตร และประตูระบายน้ำ 1 แห่ง ระยะเวลาก่อสร้าง 1,260 วัน งบประมาณจำนวน 1,600 ล้านบาทเศษ
ส่วน พอช.มีแผนการรองรับที่อยู่อาศัยของชาวบ้านจำนวน 66 ชุมชน จำนวน 11,004 ครัวเรือน ประชาชน 58,838 คน โดยมีรูปแบบการจัดที่อยู่อาศัยคือ 1.กรณีชาวบ้านรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวคลองและอาศัยอยู่ในชุมชนเดิมได้ จะต้องมีการจัดผังชุมชนใหม่ เพื่อให้ทุกครัวเรือนสามารถสร้างบ้านใหม่ได้ 2.กรณีที่ดินเดิมไม่พอเพียง อาจจะต้องจัดหาที่ดินใหม่ในรัศมี 5-10 กิโลเมตรจากชุมชนเดิม เพื่อสะดวกต่อการทำงาน สถานศึกษา โดยอาจขอซื้อที่ดินจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ กระทรวงการคลัง 3.จัดหาที่อยู่อาศัยของการเคหะ เช่น บ้านเอื้ออาทร ฯลฯ
ด้านแหล่งข่าวจากคณะรักษาความสงบ (คสช.)ในพื้นที่เขตหลักสี่ เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของชาวบ้านกลุ่มคัดค้านโครงการมีแกนนำบางส่วนเป็นเจ้าของบ้านเช่า ซึ่งมีบ้านเช่าอยู่ในชุมชนจำนวนหลายหลัง หากมีการรื้อบ้านเพื่อปรับผังชุมชนใหม่ เจ้าของบ้านเช่าเหล่านี้จะได้รับผลกระทบ และจะได้รับสิทธิ์ในการสร้างบ้านใหม่เพียง 1 หลังเท่ากับชาวบ้านคนอื่นๆ รวมทั้งมีชาวบ้านที่ไม่อยากรื้อย้ายบ้าน และเจ้าของร้านอาหารที่ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของกรมธนารักษ์โดยไม่ถูกกฎหมาย ดังนั้นจึงได้ร่วมกันร้องเรียนและคัดค้านโครงการเพียงบางส่วนไม่ใช่ชาวบ้านริมคลองส่วนใหญ่ ซึ่งในฐานะ คสช.ในพื้นที่ก็ได้รายงานสถานการณ์ไปยังผู้บังคับบัญชาแล้วเพื่อให้ดำเนินการต่อไป
ที่มา : http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9580000127713





